บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
การเดินทาง มาแวนคูเวอร์ของผมในครั้งนี้เริ่มจากคำเชิญของสองสถาบันสำคัญของแคนาดา-Institute of Asian Research (UBC) และ Asia Pacific Foundation of Canada องค์กรของแคนาดาที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของเอเชีย และสะท้อนความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรอย่างใกล้ชิด
นี่คือ ครั้งแรกในชีวิตที่ผมมาถึงเมืองแวนคูเวอร์
เมืองที่คนที่นี่มักพูดกันว่า “คือที่ที่ภูเขาจับมือกับทะเล” (Where mountains meet Oceans) ฟังดูคล้ายคำเปรียบเปรย แต่พอได้ยืนมองทิวเขาที่ตั้งฉากกับผืนน้ำ ผมก็เริ่มเข้าใจว่า เมืองนี้มีจังหวะของตัวเอง ที่สงบแต่ทรงพลัง อ่อนโยนแต่มั่นคง น่าสนใจมากครับ
ไม่นานหลังจากออกจากสนามบิน เจ้าหน้าที่ต้อนรับก็ชวนคุยและโยนข้อมูลหนึ่งมาให้ผมแบบที่ไม่อาจลืมได้ง่ายๆ
“รู้ไหมครับ… แคนาดามีชายฝั่งยาวที่สุดในโลก”
243,000 กิโลเมตร
ยาวจนต้องไล่ดูแผนที่หลายครั้งถึงจะเห็นภาพ
ยาวกว่าประเทศที่อันดับ 2, 3, 4, 5 รวมกันเสียอีก
ไม่ใช่แค่ยาวนะครับ แต่คือ สามด้าน สามมหาสมุทร นั่นก็คือแอตแลนติก แปซิฟิก และอาร์กติก
และที่สำคัญคือ แคนาดาเป็นประเทศ G7 ประเทศเดียวที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเลสามด้าน ภูมิศาสตร์แบบนี้ไม่ได้แค่กำหนดเส้นขอบเขตแต่มันสร้าง “วิธีมองโลก” ให้คนทั้งประเทศ
ผมถึงเข้าใจว่าทำไมแคนาดาถึงนิยามตัวเองในฐานะ Tri-Oceanic Middle Power
ประเทศสายกลางที่ใช้สามมหาสมุทรเป็นพื้นที่เชื่อมต่อมหาสมุทรและอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าสนใจ
การมาครั้งแรกของผมในแวนคูเวอร์จึงไม่ใช่แค่การมาเยือน แต่มันทำให้ผมเห็นภาพความร่วมมือไทย-แคนาดาที่จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ชัดขึ้น
ผมเองก็พอมีประสบการณ์ ในสมัยที่ยังเป็นนักการเมืองที่ไทย เคยคุยกับท่านทูตแคนาดาประจำประเทศไทยสองสามท่าน เคยพบปะกับนักการเมืองแคนาดาสองสามคน ที่การประชุมรัฐสภาโลกแต่ผมก็ยังต้องการที่จะใช้การมาเยือนครั้งนี้ในการคิดว่าไทย แคนาดานั้นจะมีอนาคตร่วมกันมากกว่าที่ผ่านมาได้อย่างไร
หลังจากใช้เวลาอยู่ที่แคนาดาเกือบหนึ่งอาทิตย์ทำให้ผมได้ย่อย ตกผลึก ออกมาความร่วมมือนั้น ออกมาเป็นกรอบ “สาม C พัฒนาความสัมพันธ์ไทย-แคนาดา ” ให้เพื่อนๆ นักอ่านมติชนสุดสัปดาห์ลองพิจารณากันดูครับ

C แรก : Critical Minerals
แร่ธาตุสำคัญ
ที่จะกำหนดอนาคตพลังงานสะอาด
ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่รถ EV และพลังงานสะอาด
แร่ธาตุอย่างลิเทียม นิกเกิล โคบอลต์ หรือ Rare Earth คือ “น้ำมันดิบแห่งศตวรรษใหม่” และปฏิเสธไม่ได้ว่า กลายเป็นประเด็นร้อนของภูมิรัฐศาสตร์การแข่งขันกันของประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะอเมริกาหรือจีน ประเทศไทยเราก็ถือเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์มีแร่สำรอง (reserves) และการผลิตแร่ที่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกจากการรายงานของหลายแหล่งข้อมูล
แคนาดามีข้อได้เปรียบตรงที่เขาไม่ได้มีแค่ทรัพยากร แต่มีวัฒนธรรมการทำเหมืองที่โปร่งใสและรับผิดชอบ บริษัทอย่าง Teck Resources, Vale Canada, และ Avalon Advanced Materials ต่างสร้างมาตรฐานเรื่องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนไว้สูงมาก
ส่วนไทย-แม้เราจะไม่มีเหมืองแร่ขนาดใหญ่เท่าแคนาดา แต่เราเก่งมากด้านอุตสาหกรรมปลายน้ำ : EV, แบตเตอรี่, อิเล็กทรอนิกส์
ถ้าเอาจุดแข็งของสองประเทศมาต่อกัน เราไม่ได้กำลังสร้าง “ห่วงโซ่การค้า” แต่กำลังสร้าง “ห่วงโซ่ขีดความสามารถ”
ผมจึงเสนอให้ผลักดัน North-ASEAN Critical Minerals Corridor ที่เริ่มตั้งแต่การสำรวจธรณีวิทยา การทำแผนที่สำรองแร่ ไปจนถึงมาตรฐาน ESG ที่สะอาด โปร่งใส และตรวจสอบได้ ไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาที่เริ่มเห็นการทำเหมือนในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ดินของพี่น้องชาติพันธุ์
C ที่สอง : Cyber Security
ความมั่นคง
ในโลกที่ไม่มีชายแดน
เวลาเดินอยู่ในแวนคูเวอร์ ผมสังเกตว่าคนที่นี่พึ่งพาเทคโนโลยีแทบทุกมิติของชีวิต ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ หรือกรุงโซล แต่สิ่งที่ต่างคือ แคนาดาเตรียมรับมือภัยไซเบอร์แบบมีวุฒิภาวะมาก
ผมได้พูดคุยกับหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น Communications Security Establishment (CSE) BlackBerry Cybersecurity หรือทีมงานของ Magnet Forensics สิ่งที่ทุกฝ่ายย้ำเหมือนกันคือภัยไซเบอร์วันนี้เป็น “ปัญหาแบบภูมิภาค” และต้องแก้ด้วย “ความร่วมมือแบบภูมิภาค”
ไทยเองได้รับผลกระทบหนักจากแก๊งพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และ deepfake กับสถานการณ์ที่ผ่านมาค่อนข้างที่จะชัดว่าเรา ขาด “ระบบนิเวศ” ที่ป้องกันได้ตั้งแต่ต้นน้ำ
ผมจึงเสนอแนวคิด Canada-ASEAN Cyber Crime Task Force ที่ไทย แคนาดา และเพื่อนบ้านอาเซียนมาดูแลกันแบบจริงจัง
– แลกเปลี่ยนข้อมูล
– ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่
– ใช้ AI จับโจรไซเบอร์
– สร้างภูมิคุ้มกันข่าวปลอมให้เด็กและเยาวชน
แน่นอน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือจีนพยายามแข่งขันกันแต่แคนาดาก็มีจุดขายพิเศษ ที่เป็นทางเลือกที่ดีเพื่อความปลอดภัยของคนธรรมดา อย่างเราๆ ที่เชื่อมอินเตอร์เน็ตทุกวัน
C สุดท้าย : Coastal Commons
ทะเลที่เราต้องดูแลร่วมกัน
เมื่อมองจากแวนคูเวอร์ ผมอดคิดถึงปัญหาชายฝั่งทะเลที่บ้านเราไม่ได้ ทะเลกลายเป็นพื้นที่ที่ทำมาหากินก็ยากขึ้นและเสี่ยงขึ้นจากทั้งภูมิอากาศและอาชญากรรมทางทะเล
แต่แคนาดามีเครื่องมือทางทะเลที่ไทยควรจับตามอง ดาวเทียมจาก MDA Space หุ่นยนต์ใต้น้ำของ Kraken Robotics และเครือข่ายเซ็นเซอร์ระดับโลกของ Ocean Networks Canada ที่สามารถฟังเสียงของมหาสมุทรได้ดีกว่าประเทศไหนๆ
ขณะที่ไทยมีระบบนิเวศชายฝั่งที่เป็นสมบัติของโลก ทั้งป่าชายเลน ปะการัง และทะเลตื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
เราสองประเทศจึงควรตั้ง Joint Coastal Commons Center for Science and Economics ศูนย์กลางที่ดูแลทะเลในสามมิติ :
– ความมั่นคง
– วิทยาศาสตร์
– และเศรษฐกิจทางทะเล
ลองคิดภาพวันที่ไทยสามารถใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์มหาสมุทรมาช่วยเตือนภัยสึนามิ ฟื้นฟูปะการัง หรือเพิ่มรายได้ให้ชาวประมงผ่านตลาดคาร์บอนจากป่าชายเลน
สิ่งเหล่านี้ผมเคยเจอกับผู้บริหารของธนาคารโลกเข้าใจว่าใช้คำว่า Blue Economy หรือเศรษฐกิจที่ใช้ประโยชน์จากทางทะเลให้คุ้มค่าแต่ยั่งยืนที่สุดก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยเช่นเดียวกัน
การมายืนในแวนคูเวอร์ครั้งแรก ทำให้ผมเห็นว่า ประเทศไทยที่ยืนอยู่ตรงทางแยกของอินเดีย-แปซิฟิก และแคนาดาที่หันหน้าเข้าหาสามทะเล มีอะไรที่สร้างร่วมกันได้มากกว่าที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็น Critical Minerals Corridor ใต้ผืนดิน Cyber Crime Task Force ที่ปกป้องคนบนโลกออนไลน์ หรือ Coastal Commons Center ที่ดูแลทะเลเพื่ออนาคตลูกหลาน
ก็ได้แต่หวังว่าไอเดีย สาม C จากการเดินทางของผมครั้งนี้จะสามารถ “ยกระดับขีดความสามารถ” ของทั้งไทยและแคนาดา เป็นหุ้นส่วนที่มากกว่าซื้อมาขายไป (From Commodities to Capabilities) ในอนาคตอันใกล้นี้
