Technical Time-Out | SearchSri
หากเอ่ยถึงลีกอเมริกันฟุตบอล เอ็นเอฟแอล ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา คงไม่มีทีมไหนจะโดดเด่นไปกว่า แคนซัส ซิตี้ ชีฟส์ อีกแล้ว
ด้วยผลงานการคว้าแชมป์สายเอเอฟซี 5 สมัย (ฤดูกาล 2019, 2020, 2022, 2023 และ 2024) จาก 6 ปีหลังสุด รวมถึงการคว้าแชมป์ซูเปอร์โบว์ล 3 สมัย (ฤดูกาล 2019, 2022 และ 2023) จากการเข้าชิง 5 ครั้ง ในช่วงเวลาดังกล่าว ย่อมยืนยันถึงการรักษามาตรฐานผลงานให้ดีสม่ำเสมอได้เป็นอย่างดี
ความสำเร็จสูงสุดหรือเกือบๆ สูงสุดอย่างต่อเนื่องทำให้สื่อและแฟนๆ กีฬาคนชนคนหลายคนยกย่องให้ชีฟส์เป็น (หรือเกือบเป็น) “dynasty” (คำเรียกทีมที่ผูกขาดความยิ่งใหญ่ในยุคหนึ่งๆ ของวงการกีฬาอาชีพของสหรัฐ)
ควอเตอร์แบ็กสตาร์ดัง แพทริก มาโฮมส์ ของชีฟส์ยังถูกยกไปเปรียบเทียบกับ ทอม เบรดี้ ตำนานควอเตอร์แบ็ก เจ้าของแชมป์ซูเปอร์โบว์ล 7 สมัย
ขณะที่ ทราวิส เคลซี่ ปีกในของทีมก็โด่งดังข้ามวงการกับข่าวคราวความรักหวานๆ ของเขากับแฟนสาวนักร้องดัง เทย์เลอร์ สวิฟต์

แต่แล้วทุกอย่างที่เหมือนจะมาดีๆ ก็ต้องสะดุดหยุดลง เมื่อชีฟส์พลาดตั๋วเข้าแข่งขันเพลย์ออฟเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2014 โดยผ่านไป 14 นัดในฤดูกาลปกติ ทีมมีสถิติชนะ 6 แพ้ถึง 8
ซ้ำร้าย ควอเตอร์แบ็กตัวเก่งอย่างมาโฮมส์ที่ไม่เคยพลาดการเล่นรอบชิงแชมป์สายเอฟเอซีเลยสักครั้ง ยังมาได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีก ต้องเข้ารับการผ่าตัด และยังไม่แน่ว่าต้องพักนานเท่าใด
ความผิดหวังและล้มเหลวที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวนำมาซึ่งคำถามมากมายสำหรับแคนซัส ซิตี้ ชีฟส์ ทั้งเกมรุกที่ไม่มีมาโฮมส์เป็นแกนหลักจะเป็นอย่างไร?
ทราวิส เคลซี่ ซึ่งปัจจุบันอายุปาเข้าไป 36 ปีแล้ว จะยังเล่นต่อไปหรือไม่?
ไหนจะอนาคตของเฮดโค้ช แอนดี้ รีด วัย 67 ปี ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องเกษียณตัวเองอีก?

อันที่จริง สัญญาณความหวั่นไหวในด้านจิตใจของทีมชีฟส์เผยให้เห็นตั้งแต่ศึก ซูเปอร์โบว์ล ครั้งที่ 59 เมื่อต้นปีนี้แล้ว
ก่อนแข่งนัดชิงกับ ฟิลาเดลเฟีย อีเกิลส์ สื่อเมืองมะกันต่างยกให้ชีฟส์เป็นทีมเต็ง ด้วยชื่อชั้นศักดิ์ศรีที่เหนือกว่า แม้ว่าสถิติในฤดูกาลปกติจะสูสีกันมากก็ตาม ประการหนึ่งเพราะ ณ เวลานั้นใครๆ ก็อยากเห็นชีฟส์เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ซูเปอร์โบว์ลได้ 3 สมัยติดต่อกันนั่นเอง
แต่เมื่อถึงการแข่งขันจริง รูปเกมที่ออกมากลับเป็นฝ่ายอีเกิลส์ที่โชว์ฟอร์มได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อจบควอเตอร์ที่สาม นำห่าง 34 คะแนน และนำ 40-6 ในช่วง 5 นาทีสุดท้าย ก่อนจะลงเอยด้วยชัยชนะ 40-22 ในที่สุด
ความที่รูปเกมห่างชั้นกันมาก ทำให้เกิดคำถามหลังซูเปอร์โบว์ลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ชีฟส์จะฟื้นจากความพ่ายแพ้ยับเยินนี้ได้หรือไม่?
มาฤดูกาลนี้อะไรๆ ก็ดูจะเป็นไปอย่างที่แฟนๆ ต้องการ ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ฤดูกาลก่อน ชีฟส์เป็นทีมที่เก็บชัยชนะจากเกมที่สูสีได้ตลอด โดยชนะแบบสกอร์เดียวได้ถึง 11 นัด เป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์เอ็นเอฟแอล
แต่มาฤดูกาลนี้กลายเป็นว่า พวกเขาชนะแบบสกอร์เดียวได้เกมเดียว และตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แบบสกอร์เดียวถึง 7 นัด
เรื่องเกมรับถือว่ายังทำได้ดี แต่เป็นเกมรุกที่มีปัญหา บรรดาตัวหลักของทีมต่างก็ฟอร์มวูบวาบ เช่น มาโฮมส์โดนอินเตอร์เซปต์ในจังหวะสำคัญหลายครั้ง เคลซี่และปีกหลายคนพลาดทำลูกหลุดมือ ส่วนเฮดโค้ช รีด ก็เรียกแผนแบบตัดสินใจผิดให้เห็น
ปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกมรุกของชีฟส์ไม่แกร่งเหมือนเก่า เพราะแนวป้องกันปกป้องควอเตอร์แบ็กได้ไม่ดีพอ ดังปรากฏว่ามาโฮมส์เป็นควอเตอร์แบ็กที่โดนฝ่ายตรงข้ามเข้าปะทะมากที่สุด 65 ครั้งในฤดูกาลนี้ และโดนรุกไล่ให้ต้องอิมโพรไวส์การขว้างลูกเองถึง 52 ครั้ง มากที่สุดในลีกอีกเช่นกัน

สาเหตุที่อะไรก็ดูเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ไปหมดสำหรับชีฟส์ อาจเป็นเพราะการเข้ารอบลึกติดๆ กันหลายฤดูกาล โดยเฉพาะถึงการแข่งขันซูเปอร์โบว์ล เมื่อนานวันก็ทำให้ผู้เล่นล้าทั้งกายและใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความมั่นใจถูกสั่นคลอนจากผลรอบชิงฤดูกาลล่าสุด
ความที่พลาดตั๋วลุยรอบเพลย์ออฟเรียบร้อยแล้ว ชีฟส์เหลืออีกไม่กี่เกมก็จะปิดฤดูกาลปกติ มีเวลาให้ไปทบทวนปัญหา หาแนวทางแก้ไข และตั้งหลักกลับมาใหม่อีกครั้ง
ระหว่างนั้นก็ต้องหาคำตอบของคำถามสำคัญๆ โดยเฉพาะอนาคตของคีย์แมนหลายคนในทีมว่าจะเอาอย่างไรต่อไป
เพราะแต่ละทางเลือกย่อมมีผลต่ออนาคตของทีม ว่าจะยังกลับมาสานต่อความยิ่งใหญ่ให้ยังเป็น “ไดนาสตี้” ต่อไป
หรือจะปิดจบตำนานเอาไว้แค่นั้น
