การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
ไม่มีบทความวิชาการเขียนถึงจิตวิเคราะห์ของพระราม นางสีดาหรือทศกัณฐ์เท่าไรนัก น่าจะเป็นเพราะจิตวิเคราะห์มิได้มีบทบาทหรืออิทธิพลต่อความคิดของผู้คนแถบนี้มากเท่ากับในยุโรป
ซิกมันด์ ฟรอยด์ เป็นหนึ่งในสามของบุคคลที่มีผลงานเปลี่ยนแปลงความคิดของโลกชัดเจน อีกสองคนคือ ชาร์ลส์ ดาร์วิน และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บุคคลทั้งสามมีประวัติว่าเป็นนักอ่านและอ่านเทพปกรณัมกรีกอย่างละเอียด ว่ากันว่างานของซิกมันด์ ฟรอยด์ เกือบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับงานของโฮเมอร์ ปราชญ์ทั้งสองมิได้พบหน้ากันด้วยอยู่ห่างกันสามพันปี
มีงานจิตวิเคราะห์ที่เขียนถึงอีเลียดมากมาย เรื่องอีเลียดเริ่มต้นเมื่อเทพอพอลโลแพร่โรคระบาดใส่กองทัพกรีซและจบลงเมื่อเฮ็กเตอร์แห่งทรอยตาย งานเขียนส่วนมากจะเขียนถึงเฮ็กเตอร์หรืออะคิลลิส หรือไม่ก็เขียนถึงข้อบาดหมางระหว่างอะคิลลิสกับอะกาเมมนอนที่รุนแรงถึงขนาดอะคิลลิสแยกตัวจากกองทัพกรีซไม่ช่วยรบอีก
จิตใต้สำนึกของผู้นำสร้างความเสียหายได้ปานนั้น

อะคิลลิสมักถูกเขียนว่ามีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (antisocial personality) ด้วยเขาไม่ฟังกฎระเบียบอะไรและขาดความเห็นอกเห็นใจความทุกข์ร้อนของคนอื่น
แต่ที่เขาถูกเขียนถึงมากกว่าคือมีบุคลิกภาพแบบหลงตนเองกับสร้างความเจ็บปวดให้แก่ตนเอง (narcissistic & masochistic character) แสดงให้เห็นได้ด้วยวิธีพูดจาและแสดงออกหลายครั้งของเขา
เขามีพฤติกรรมในลักษณะหลงตนเองกับสร้างความเจ็บปวดให้แก่ตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยกลไกทางจิตที่เรียกว่า repetition – compusion
เป็นกลไกทางจิตที่เกิดขึ้นในจิตใต้สำนึกเพื่อช่วยปัดเป่าบาดแผลในใจของคนเรา ช่วยให้คนเรายอมรับได้ว่าอะไรที่เคยเกิดขึ้นกับตนเองในวัยเด็ก จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก
ในการประชุมผู้นำเหล่าทัพเรื่องเทพอะพอลโลแพร่โรคระบาดให้แก่กองทัพกรีซเป็นตัวอย่างที่ถูกนักจิตวิเคราะห์ศึกษาทุกตัวอักษร อะคิลลิสเป็นผู้เรียกประชุม แทนที่เขาจะเรียกประชุมเฉพาะกลุ่มกษัตริย์ที่มาร่วมรบ เขากลับเรียกประชุมนายพลทุกระดับแทนเพื่อให้ทุกคนในกองทัพได้ยินเขาพูด ให้รับทราบถึงความไม่เหมาะสมของอะกาเมมนอนที่จะเป็นผู้นำสูงสุด
นอกจากวิธีเรียกประชุมแล้วยังมีเรื่องวิธีที่เขาพูด เขาพูด 2 ลักษณะตามแบบฉบับของบุคลิกภาพแบบหลงตนเองและสร้างความเจ็บปวดให้แก่ตนเอง

ลักษณะแรกคือการยั่วยุ (provocation) เขายั่วยุให้โหรคัลคัสลุกขึ้นพูดเพื่อแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระไม่ต้องกลัวเกรงว่าจะมีภัยมาถึงตัว
จากนั้นจึงเป็นการพูดลักษณะที่สองคือการอวดของ (exhibitionism) เขารับรองให้ได้ว่าจะจัดการทุกคนไม่ว่าใครก็ตามที่คิดร้ายต่อโหรคัลคัส ทั้งนี้ โดยสื่อถึงอะกาเมมนอนโดยตรง
“ข้าขอสาบานที่จะปกป้องเจ้า” อะคิลิสเอ่ยวาจาชัดแจ้งเพียงนั้น
อย่าลืมว่าหลังจากปิดประชุมนี้เขาแยกตัวโดดเดี่ยวไม่ร่วมรบกับกองทัพกรีซอีก บ้างจึงว่าเขามีบุคลิกภาพแบบบอเดอร์ไลน์ (borderline personality) ด้วย กล่าวคือแยก (splitting) สรรพสิ่งเป็นขาวกับดำชัดเจนเสมอกับมีอารมณ์แกว่งไกรวดเร็ว (swinging) ทำนายมิได้ ลองบุคคลหนึ่งเป็นทั้งไซโคแพธ นาร์ซิซิสติก และบอเดอร์ไลน์ จะมีความเสียหายรอบด้านเป็นแน่
เมื่ออะคิลลิสเปิดประชุมแบบหาเรื่องแล้วจึงยื่นคทาให้โหรคัลคัสพูดต่อ โหรคัลคัสแทนที่จะพูดเพียงว่า “ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอก ช่วยรับรองความปลอดภัยแก่ข้าด้วย” แต่เขากลับสื่อถึงความผิดพลาดของอะกาเมมนอนและสื่อให้ทราบว่าผู้ที่จะทำอันตรายเขาหากเขาเปิดโปงคืออะกาเมมนอน
ปัญหาของโหรคัลคัสคือนี่เป็นครั้งที่สองที่เขาทำร้ายจิตใจอะกาเมมนอน มิหนำซ้ำด้วยวิธีเดียวกัน

ครั้งแรกเป็นเหตุการณ์ก่อนเรื่องอีเลียด เขียนโดยผู้อื่นมิได้เขียนโดยโฮเมอร์ เวลานั้นทัพกรีซรวมพลที่เมืองท่าออลิส (Aulis) เพื่อรอเคลื่อนทัพไปทรอย เทพีอาร์เทมิส (Artemis) บันดาลวายุให้หยุดยั้งการเคลื่อนทัพเหตุเพราะอะกาเมมนอนได้สังหารกวางของหล่อน
ตอนนั้นอะกาเมมนอนถึงกับต้องสังเวยบุตรสาวของตนเองหนึ่งคนคือ ไอฟีจีเนีย (Iphigenia) เพื่อให้เคลื่อนทัพได้
ความเจ็บแค้นนี้ฝังใจอะกาเมมนอนมาโดยตลอดและเขาโทษโหรคัลคัสเสมอมา เพราะโหรคัลคัสเป็นผู้พยากรณ์และให้คำแนะนำในวิกฤตการณ์แรกนั้น
ครั้งที่สองนี้ก็เป็นโหรคัลคัสอีก โหรกล่าวว่าเทพอะพอลโลกริ้วที่อะกาเมมนอนไม่ยอมส่งตัวนางไครเซอิสบุตรสาวของนักบวชวิหารอะพอลโลคืน เมื่ออะกาเมมนอนยอมจำนนต่อที่ประชุมเหล่าทัพให้ต้องคืน โอดิสซิอุสเป็นผู้นำนางไครเซอิสไปคืนถึงแท่นบูชาในวิหารอะพอลโล เป็นลักษณาการเดียวกันกับที่โอดิสซิอุสก็เป็นบุคคลที่นำนางไอฟีจีเนียมอบให้เทพีอาร์เทมิสที่แท่นบูชา
ที่แท้แล้วสตรีทั้งสองเป็นเครื่องสังเวย
นั่นทำให้อะกาเมมนอนทวีความโกรธแค้นโหรคัลคัสและปักใจเชื่อว่าจิตใจของโหรคัลคัสมีแต่ด้านมืด ทำนายเป็นอยู่เรื่องเดียว และคิดร้ายต่อเขาโดยเฉพาะ แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพียงภายใต้จิตสำนึกเหตุเพราะอะคิลลิสกล่าวคำสาบานจะป้องกันโหรคัลคัสก่อนแล้ว
มากไปกว่านั้นอะกาเมมนอนยังรู้สึกได้ว่าเขาถูกบุตรและบุตรีของเทพเซอุสกับนางเลโตทำร้ายถึงสองครั้งสองคราติดต่อกัน เขากำลังเป็นที่ปองร้ายของเทพ ที่แท้แล้วเทพอะพอลโลกับเทพีอาร์เทมิสเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน

ความคั่งแค้นและจนมุมของอะกาเมมนอนจำเป็นต้องหาทางระบายออกตามธรรมชาติของจิตใต้สำนึกที่สะสมพลังทำลายล้างร้ายแรง กลไกทางจิตที่อะกาเมมนอนใช้ตอนนี้เรียกว่า projective identification ซึ่งประกอบด้วยสองขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือการโยนความคิด (project) ของตนเองให้แก่ผู้อื่น ตามด้วยขั้นตอนที่สองคือการสวมรอย (identify) ผู้อื่นนั้นประหนึ่งเป็นคนเดียวกัน
“ข้าเต็มใจส่งนางคืนไป เพื่อให้ทหารของข้าปลอดภัย” อะกาเมมนอนประกาศ
คำพูดของอะกาเมมนอนคลายความตึงเครียดทั้งกองทัพลงอีกทั้งได้เกียรติและได้ใจกองทหารคืนมาในทันที แต่ความคั่งแค้นยังไม่หมดสิ้น อาศัยนาทีที่เขาได้เปรียบเขาส่งมอบความคิด “เราควรตอบแทนท่านนายทัพ” ออกไปด้วย ซึ่งอะกาเมมนอนใช้โอกาสนี้ที่ตนเองกับเหล่าทัพเป็นบุคคลเดียวกันเรียกร้อง “รางวัลที่คู่ควร” คืน เหล่าทัพพร้อมใจกันให้อะคิลลิสยกนางไบรเซอิสซึ่งเป็นนางเชลยส่วนตัวของเขาให้แก่อะกาเมมนอนไปเสีย
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการแตกหักกับอะคิลลิสนำไปสู่การสูญเสียที่มหาศาลของกองทัพกรีซ
