bg-single

ดอกไม้ในแดนศักดิ์สิทธิ์ | เรื่องสั้น : แพรพลอย วนัช

26.12.2025

ครั้งแรกที่จามินพามาสำรวจภูเขาลูกนี้ เดโชเป็นคนเดียวที่ไม่สนใจสิงสาราสัตว์ ขณะที่คนอื่นกำลังน้าวสายธนูเล็งเป้าไปยังแม่กวางสาว เขาเอาแต่เพ่งพินิจต้นไม้สูงเสียดฟ้า ไม่มีใครรู้ว่าเป็นต้นอะไร เดโชเองก็ไม่รู้ แต่เขาเดินสำรวจต้นไม้ทีละต้นอย่างตั้งอกตั้งใจราวกับจะไม่ให้หลุดลอดสายตาไปได้แม้แต่กิ่งไม้สักกิ่งหรือใบไม้สักใบเดียว เม้มปากเหมือนต้องการสมาธิขณะเดินทีละก้าวช้าๆ กวาดตามองผืนป่ารกทึบตลอดเส้นทาง ผ่านไปหลายชั่วโมงจนกระทั่งเข้าสู่เขตสูงชัน อากาศเบาบางจนจามินเริ่มบ่นว่าหายใจลำบาก ระหว่างผู้นำชนเผ่ากำลังใช้กิ่งสนพัดไล่ความร้อน เดโชก็ก้าวเข้าสู่เขตที่เส้นทางโดยรอบเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พื้นดินเต็มไปด้วยโขดหิน ทิวทัศน์เปลี่ยนจากต้นไม้ใหญ่เป็นไม้พุ่มเตี้ย หินแต่ละก้อนปกคลุมด้วยมอสส์ แดดจัดแต่ลมแรงเหมือนพร้อมจะกวาดเอาทุกสิ่งรวมทั้งเสื้อคลุมผ้าป่านของผู้มาเยือนทั้งคณะ ลูกน้องสามสี่คนเร่งฝีเท้าตามมาบ่นว่าทางชันเกินไป หนืดจนยกขาไม่ไหว เถอะน่า เดโชว่าพลางก้าวฉับไปอีกหลายสิบคืบ มือเกี่ยวกิ่งฮาโลไซลอนแอมโมเดนดรอน หมุนตัวไปอีกทางอย่างสำรวจก่อนหยุดนิ่งเหมือนถูกตรึง

“แดนศักด์สิทธิ์” จามินอุทานภายหลังเกาะโขดหินปีนตามขึ้นมา คำกล่าวนั้นไม่เกินจริงเมื่อตรงหน้าพวกเขาคือทิวหมอกขาวโพลนท่ามกลางเปลวแดดระยิบระยับทว่าอากาศโดยรอบเย็นยะเยือกราวกับอยู่บนธารน้ำแข็ง ต้นไม้ที่ยืนหยัดอยู่ได้บริเวณนั้นมีเพียงสนพุ่มเตี้ยกับเฮเทอร์สีม่วง ความทนทานของมันถูกบดบังด้วยไอหมอกสีขาวพิสุทธิ์ จามินพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “งามเหลือเกิน”

เรื่องราววันออกสำรวจภูเขา เดโชเล่าให้เธอฟังเฉพาะบรรยากาศตอนขึ้นไปถึงแดนศักดิ์สิทธิ์ ส่วนที่เหลือเมญาได้ยินเพื่อนๆ ของเขาพูดคุยกันตอนล้อมวงกินข้าว สามีเธอไม่ใช่คนช่างพูดช่างคุยนัก จะพูดเฉพาะเห็นว่าควรพูด เมญายังจำได้ดี หลังกลับฐานที่มั่นได้ไม่กี่วันจามินก็เรียกประชุม ประกาศว่าจะพาทุกคนอพยพไปอยู่ดินแดนใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าเดิมให้เร็วที่สุด สั่งกองกำลังชายฉกรรจ์ขึ้นไปแผ้วถางทางเตรียมขุดแหล่งน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง มีเดโชเป็นหัวเรือใหญ่คอยดูแลกำกับแทนเขา พวกผู้หญิงถูกหัวหน้าครอบครัวสั่งให้เตรียมถนอมอาหารไว้กินในช่วงอพยพ เดโชว่าคราวนี้ต้องรอนแรมไกลไปคุมงานแผ้วถางดินแดนใหม่อย่างน้อยสามเดือน

“ช่วงอพยพต้องเดินทางนับพันไมล์ เตรียมอาหารแห้งไว้ให้พร้อม”

“ข้าจะเตรียมหัวผักกาดตากแห้งไว้สักสิบกระสอบ ทำเผื่อครอบครัวจามินด้วย นายหญิงเคยบอกว่าเขาชอบท้องกวางรมควัน ข้าจะเตรียมเนื้อตั้งแต่วันนี้เลย โน่นแน่ะ ลูกน้องขนมาให้ตั้งแต่วันลงจากเขา”

เมญาใช้เถาวัลย์ผูกขากวางอย่างขมีขมันก่อนช่วยกันกับสามีออกแรงลากไปทางครัวหน้ากระโจม ครัวที่ว่าคือลานดินโล่งๆ ตามความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่าฮาเบบูยันห์พวกเขามาจากดินวิถีชีวิตจึงต้องติดดิน ครัวหรือที่เตรียมอาหารก็ต้องติดดินและอยู่หน้าบ้าน (กระโจม) เพื่อแสดงความจริงใจและเปิดเผยซึ่งเป็นนิสัยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวฮาเบบูยันห์ ครอบครัวไหนหน้าบ้านเป็นลานโล่งยิ่งกว้างยิ่งดี พ่อของเมญาเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาของผู้นำคนเก่า เช่นเดียวกับพ่อของเดโช จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะมีหน้าบ้านกว้างขวาง เมื่อก่อนเดโชก็เหมือนชนพื้นเมืองทั่วไปที่มองว่างานในครัวและงานเพาะปลูกคืองานของผู้หญิง แต่พอพบกับเมญา เธอว่าจะไม่ออกเรือนไปกับผู้ชายที่เอาแต่ชี้นิ้วสั่ง

“ข้าจะไม่รับผู้ชายที่ออกกฎว่าเป็นผู้หญิงห้ามส่งเสียงมาเป็นคู่ชีวิต ไม่ใช่เพราะข้าช่างพูด แต่ข้าคงอึดอัดถ้าต้องอยู่กับคนที่ข้าตั้งคำถามไม่ได้ไปจนตาย”

ตอนยังเด็กพ่อกับแม่เคยบอกว่าความคิดของเธอไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไป แต่เมญารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น หลายคนคิดและพูดคุยในกลุ่มผู้หญิงด้วยกันแต่ไม่กล้าพูดต่อหน้าผู้ชาย ก็ดูเอาเถิด พวกผู้ชายเอาแต่ยกย่องว่าตัวเองคือผู้บุกเบิก หากไม่มีพวกเขาชนเผ่าคงไม่อยู่มาจนถึงวันนี้ ใครกันนะเป็นคนออกกฎว่าวันแต่งงานอนุญาตเฉพาะพ่อกับพี่ชายให้ไปส่งลูกสาวออกเรือนใหม่ งานเผาศพไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไปร่วมจุดไฟเผา ไม่ยอมแม้แต่ให้คนเป็นแม่กล่าวลาลูกเป็นครั้งสุดท้าย ใครเป็นคนแรกที่บัญญัติว่าเลือดประจำเดือนผู้หญิงคือของบัดสี หากวาระนั้นมาถึงต้องแยกเด็กหญิงออกไปกักตัวคนเดียวกลางป่า มีแม่หรือพี่สาวเตรียมอาหารไว้ให้ ส่วนมากเป็นข้าวสาลีต้มกับข้าวโพดเผา มีหัวผักกาดตากแห้งกินกับข้าวต้ม ห้ามแตะต้องเนื้อสัตว์เพราะจะทำให้ร่างกายช่วงนั้นมีกลิ่นสาปยิ่งขึ้น กฎเหล็กคือห้ามให้ผู้ชายเห็นหน้า หากมีการผิดผีผู้หญิงจะถูกลงโทษด้วยการผลักลงเหวฐานเป็นต้นเหตุ ส่วนผู้ชายไม่มีบทลงโทษ เรื่องนี้เดโชเองก็ไม่เห็นด้วย พอจามินกลายเป็นผู้นำคนใหม่เขายังสั่งให้มีการกักตัวเหมือนในอดีต แต่ให้อดอาหารแทนการลงโทษผลักลงเหว

“ห้ามผู้หญิงขึ้นไปร่วมพิธีบูชาเทพเจ้าบนยอดเขาเพราะนั่นคือ ‘ที่สูง’ ครั้งแรกที่ได้ยินพ่อให้เหตุผลว่าผู้หญิงไม่สะอาดพอ ข้าโกรธพ่อมาก”

“เจ้าไม่ควรโกรธพ่อนะเมญา กับผู้นำคนก่อนๆ ด้วย พวกท่านถูกปลูกฝังมาอย่างนี้ บางอย่างข้าเองก็ไม่เห็นด้วย แต่ในเมื่อคนส่วนใหญ่ยึดถือสืบต่อกันมาเราก็ต้องยอมรับ”

“งั้นเจ้าตอบข้าได้ไหมเดโช เราอยู่กับดินกินกับดิน แต่ทำไมเวลาบูชาเทพเจ้าหรือทำพิธีสำคัญถึงดั้นด้นขึ้นไปทำบนยอดเขา”

เมญาอดตั้งคำถามไม่ได้เหมือนกับหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในชนเผ่า ทั้งที่จามินไม่ใช่คนเหมาะสมที่สุด มีคนเก่งกว่าเขา กล้าหาญกว่า ล่าสัตว์เก่งกว่า และเก่งการปกครองมากกว่าเขา แต่จามินถูกเลือกเพราะเป็นลูกชายของผู้นำคนเก่า มีหลายคนเสนอชื่อคนอื่น เช่น ฟาฟาร์ที่ล่าสัตว์เก่งเหมือนมีมนตร์ หรือมามุชที่ขึ้นชื่อว่าเฉลียวฉลาดและเก่งเรื่องปกครอง แต่ชื่อที่เสนอถูกฝ่ายปกครองตีตกหมด พวกเขายืนยันจะใช้ระบบสืบทอดทายาทที่ทำกันมาจากรุ่นสู่รุ่น นี่คือเหตุผลที่ภรรยาของจามินมีหน้าที่ตั้งท้องตั้งแต่เขายังไม่ได้รับตำแหน่งผู้นำชนเผ่า แต่ลูกออกมากี่คนก็เป็นผู้หญิง เป็นเหตุให้ผู้นำคนใหม่เครียดและไม่ค่อยสนใจลูกกับภรรยานัก เดโชว่าจามินคงกดดัน ตั้งแต่เขาขึ้นมาปกครองทางการได้ออกกฎหมายปราบปรามชนพื้นเมืองด้วยเหตุผลว่าเป็นพวกป่าเถื่อนล้าหลัง ส่วนกฎหมายผลักดันให้ชนเผ่ากลายเป็นชนกลุ่มน้อยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพ่อของจามินทั้งที่ทุกชนเผ่าเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมอยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ พอจามินขึ้นเป็นผู้นำเผ่าเขาจึงสั่งยกเลิกการลงโทษผลักเด็กสาวลงเหว เพื่อให้ข่าวไปถึงหูทางการว่าชนเผ่าฮาเบบูยันห์ปรับตัวเข้ากับยุคสมัย แต่เรื่องอื่นที่เดโชนำเข้าที่ประชุมก็ยังล้มเหลว ส่วนเดโช สามีของเมญานั้น เป็นคนใจกว้าง เขารักลูกไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว นอกจากไม่ตำหนิยังสนับสนุนเธอให้อ่านภาษาสวายาลีห์ให้ลูกฟัง นี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง หากเมญาไม่ใช่ลูกสาวที่ปรึกษาของผู้นำคนก่อนก็คงอ่านเขียนไม่ได้ เธอเคยอ้อนวอนสามีให้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมแต่ยังไม่สำเร็จ

“สวายาลีห์คือภาษาแม่ของเรา ชาวฮาเบบูยันห์ทุกคนควรอ่านออกเขียนได้” ตอนพ่อยังอยู่เมญาเคยขอร้องท่านแล้ว แต่ถึงพ่อจะรักลูกสาวแค่ไหนก็ยังเป็นคนหัวเก่า ยังเชื่อว่าการอ่านเขียนไม่จำเป็นกับลูกหลานชาวบ้าน เรื่องนี้จึงไม่มีการนำเข้าที่ประชุม แต่ถึงตอนนั้นพ่อทำ เมญาเชื่อว่าชนเผ่าตัวเองจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะพ่อของจามินขึ้นชื่อเรื่องความดื้อรั้นและไม่ใช่คนผ่อนปรนจนวาระสุดท้าย

เวลาผ่านไปจนจามินปกครองล่วงเข้าปีที่สิบ คืนหนึ่งเขาสั่งเดโชเรียกเธอเข้าพบ เมญาจึงรีบตามสามีไปที่กระโจมสั่งงาน เมื่อเจอหน้ากันผู้นำเผ่าถามอย่างไม่อ้อมค้อมว่าทำไมเธอถึงอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ทั้งที่ผู้หญิงคนอื่นเขาไม่เดือดร้อน

“นายท่าน พวกเขาไม่พูดไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึก ผู้หญิงเผ่าเราต้อยต่ำแค่ไหนท่านก็เห็น” เมญาไม่ได้พูดออกไปว่าแม้แต่ภรรยาของเขาเองยังเคยระบายให้ฟังว่าวันพิธีสาบานตนแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ พ่อของจามินยังไม่อนุญาตให้แม่ของเขาไปร่วมพิธี ทั้งที่คนเป็นแม่อยากไปเห็นการเติบโตในบทบาทใหม่ของลูกเพราะรู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกไม่นาน “แม่ไปส่งลูกสาวออกเรือนใหม่ไม่ได้ ไปร่วมงานเผาศพลูกไม่ได้ ถูกสั่งห้ามแม้แต่จะกล่าวลาลูกเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนเรื่องผลักเด็กผู้หญิงลงเหวไม่ควรมีตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว”

“ที่พูดมาทั้งหมดเจ้ากำลังตำหนิบรรพบุรุษอยู่นะเมญา เรายึดถือกันมาอย่างนี้เป็นร้อยปีแล้ว”

“งั้นข้าขอถามนายท่านเรื่องหนึ่ง การเพาะเมล็ดพันธุ์พืชเป็นงานของผู้หญิง รวมถึงเพาะเมล็ดพันธุ์ดอกเฮโลว์ ท่านไม่คิดว่าย้อนแย้งหรือ ให้ผู้หญิงเพาะเมล็ดพันธุ์แต่พวกเธอกลับถูกสั่งห้ามไม่ให้ปลูก ดอกไม้ชนิดอื่น ปลูกได้แต่ผู้นำทุกคนที่ผ่านมาอ้างว่าเฮโลว์เป็นดอกไม้จากสวรรค์ นายท่าน ไม่ใช่มือที่เติบโตมากับดินของพวกเธอหรอกหรือเพาะพันธุ์ขึ้นมา”

“เรื่องอื่นข้าอาจจะผ่อนปรนคำสอนของบรรพบุรุษได้! ข้ายอมให้คนเป็นแม่ไปส่งลูกสาวออกเรือนใหม่ อนุญาตให้แม่กล่าวลาลูกชายเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนเรื่องอื่นเป็นไปไม่ได้ เจ้าคิดอะไรอยู่เมญา พ่อเจ้าก็เป็นคนสนิทของพ่อข้า น่าจะรู้ ข้าไม่มีวันยอมให้พวกกุลีเขียนอ่านภาษาสวายาลีห์!”

“ทั้งที่พวกเขาเป็นชาวฮาเบบูยันห์ พูดภาษาสวายาลีห์ตั้งแต่เกิดเหมือนเราทุกอย่างน่ะหรือ ถ้าอ่านออกเขียนได้ สักวันพวกเขาอาจจะทำประโยชน์หรือช่วยเหลือท่านได้” เห็นอีกฝ่ายแค่นเสียงเยาะว่าก็แค่งานรับใช้เมญาถึงกับส่ายหน้า

“นายท่าน ใครเป็นคนบอกว่าท่านสูงกว่าพวกเขา”

ท่ามกลางแดดร้อนระอุเมญาและเพื่อนๆ กำลังช่วยกันรดน้ำพรวนดินอย่างขมีขมัน เดโชไม่บอกเหตุผลว่าทำไมจามินถึงอนุญาตให้พวกเธอปลูกดอกไม้ที่ได้ชื่อว่าสูงส่ง ถึงจะปลูกบนที่ราบ ไม่ได้นำเมล็ดพันธุ์ขึ้นไปปลูกบนแดนศักดิ์สิทธิ์พวกเธอก็พอใจแล้ว นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และสำคัญมากกับพวกเธอ หากสำเร็จพวกเธอจะเป็นผู้หญิงฮาเบบูยันห์รุ่นแรกที่ได้ลงมือปลูกดอกไม้เพื่อส่งต่อให้พวกผู้ชายนำขึ้นไปปลูกในแดนศักดิ์สิทธิ์ การที่ผู้นำเผ่าเลือกให้ปลูกหน้าแล้ง เมญารู้ว่าเขาจงใจทำเพื่อวัดใจพวกเธอ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้พวกเธอรู้สึกบั่นทอน เมญาได้ยินจากเพื่อนว่าพวกผู้ชายเพาะเมล็ดพันธุ์ไม่เก่งเหมือนผู้หญิง ตั้งแต่อพยพมาอยู่ภูเขาลูกใหม่จามินสั่งตัดต้นเฮเทอร์และดอกไม้ป่าอื่นๆ ที่อยู่บนแดนศักดิ์สิทธิ์และสั่งปลูกเฮโลว์แทนอยู่หลายครั้ง แต่ผ่านไปสิบปีดอกเฮโลว์ที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามสูงส่ง กลิ่นหอมอ่อนหวานแต่แสนบอบบางไม่สามารถทนทานต่อสภาพอากาศบนแดนศักดิ์สิทธิ์ได้

“สมัยผู้นำคนก่อน ๆ ที่ปลูกดอกเฮโลว์ได้เพราะลงไปปลูกที่ลุ่ม อากาศหนาวจัดก็จริงแต่ไม่ใช่ยอดเขาสูงขนาดนั้น ได้ยินว่าจามินโกรธมากที่เอาดอกเฮโลว์ขึ้นไปปลูกบนนั้นไม่สำเร็จ มันเป็นลางไม่ดี”

เมื่อได้รับมอบหมายเมญาและเพื่อนตื่นเต้นยกใหญ่ เมล็ดพันธุ์ที่พวกเธอเพาะไว้ถูกนำมาคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันขุดแปลงดินขนาดใหญ่ เพื่อนคนหนึ่งมีหัวเรื่องออกแบบเป็นคนวางแผนผัง ส่วนคนงานหญิงหลายคนเก่งเรื่องเพาะปลูกอยู่แล้วเมญาจึงเบาใจขึ้น ขณะเดียวกันก็อดตื่นเต้นไม่ได้เพราะมีโอกาสสูงที่งานนี้จะล่ม ก็จามินตั้งเงื่อนไขว่าจะปลูกกี่ต้นก็ได้ แต่ดอกที่เติบโตสวยงามต้องนับได้อย่างน้อยพันดอก เมญาแทบไม่เป็นอันกินอันนอน หมั่นมาดูแลสวนทุกวันวาดฝันถึงทุ่งเฮโลว์บานสะพรั่ง ในที่สุดวันที่พวกเธอรอคอยก็มาถึง เมื่อครบกำหนดวันที่จามินจะมาดูผลงานของพวกเธอ ผู้นำชนเผ่าถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นต้นเฮโลว์นับพันออกดอกสีขาวบริสุทธิ์รับกับกลีบหยักได้รูปห้าหยัก เกสรสีเหลืองอ่อนตรงกลางคล้ายดอกชบาป่าแต่ดอกเล็กกว่า เวลาผลิบานเต็มที่อย่างนี้ดอกแตกเป็นช่องามจับใจ ส่วนทางเข้าสวนออกแบบเป็นทางเดินทอดยาวก่อนแยกออกเป็นฝั่งซ้ายฝั่งขวา เดินไปทางไหนก่อนก็ได้เพราะทั้งสองฝั่งตัดเฉียงสี่สิบห้าองศามาบรรจบกันที่จั่วตรงกลางคล้ายรูปทรงกระโจม ซึ่งหมายถึงบ้านของชาวฮาเบบูยันห์นั่นเอง

“พวกเจ้าปลูกดอกไม้งามกว่าผู้ชายหลายเท่านัก” พอรู้ว่าใครวางแผนผังเขาหันไปชมจากใจ

พวกผู้หญิงยิ้มหน้าบานด้วยความปลาบปลื้ม การมาเยือนของผู้นำเผ่าครั้งนี้สร้างขวัญกำลังใจให้พวกเธอเมื่อเขาพาภรรยาออกงานด้วย นายหญิงกำลังตั้งท้อง ได้ยินว่าท้องนี้จะเป็นท้องสุดท้าย จามินหวังว่าลูกคนนี้จะเป็นผู้ชาย และคาดหวังว่าต้นเฮโลว์เหล่านี้จะขึ้นไปเติบโตงอกงามในแดนศักดิ์สิทธิ์ ทีแรกฝ่ายปกครองหลายคนไม่เห็นด้วยเรื่องให้ผู้หญิงเป็นคนปลูกดอกไม้สำหรับบูชาเทพเจ้า แต่พอเห็นความบากบั่นของพวกเธอ จึงเปิดใจยอมรับ หลายเดือนต่อมาเดโชเล่าให้ฟังว่าจามินดีใจมากที่ครั้งนี้ต้นเฮโลว์งอกงามไม่แห้งเฉาเหมือนที่ผ่านมา แต่ผู้นำชนเผ่ายังสั่งให้กำจัดต้นเฮเทอร์และดอกไม้ป่าชนิดอื่นเหมือนเดิม แต่ไม่ว่าตัดจนเหี้ยนอย่างไรดอกไม้พวกนี้ก็กลับมางอกใหม่ทุกครั้ง

“ไม่รู้จะห้ามธรรมชาติอย่างไร ขุดรากถอนโคนกี่ครั้งก็ไม่หมด” เดโชว่า

เมื่อภรรยาคลอดลูกออกมาเป็นผู้ชายจามินถึงกับหลั่งน้ำตา ประกาศว่า เมื่อถึงเวลา ลูกคนนี้จะเป็นผู้นำคนใหม่ของชนเผ่าฮาเบบูยันห์ วันต่อมาเขานำกองกำลังขึ้นไปขอบคุณเทพเจ้าบนแดนศักดิ์สิทธิ์ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี จนกระทั่งพวกผู้ชายเดินทางกลับลงมากินเนื้อกวางย่างดื่มน้ำมามูร์ พวกเขาเต้นรำรอบกองไฟฉลองกันจนดึก ล่วงเข้าสองยามขณะที่พวกผู้หญิงกำลังเก็บข้าวปลาอาหารคนรับใช้ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาตะโกนเสียงแตกตื่น

“นายท่าน คุณหนูถูกจับตัวไป!”

จามินทิ้งเหยือกน้ำมามูร์ทันที พอได้ยินว่ามีชายสองคนลักพาตัวลูกสาวคนโตมุ่งหน้าไปทางใต้เขาถึงกับมือไม้สั่น สั่งกองกำลังออกตามหาแต่ผ่านไปสองวันก็ยังไม่พบร่องรอย ทีแรกเขาคิดว่าเป็นพวกคณะปกครองที่คิดจะส่งลูกตัวเองชิงตำแหน่งผู้นำเผ่าคนใหม่แต่คนเหล่านั้นยืนยันว่าไม่เคยใช้วิธีสกปรก

“เมื่อเสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไรก็ให้เป็นตามนั้น พวกเรามีศักดิ์ศรีพอที่จะเคารพเสียงข้างมาก”

เดโชเองก็คิดว่าไม่ใช่คนในก็ตอนได้ยินคนรับใช้เล่าว่าพวกนั้นพกปืน รูปร่างสูงใหญ่ผิวพรรณขาวไม่คมเข้มอย่างชนพื้นเมือง ขณะที่จามินเคร่งเครียดหนัก แม้ลูกคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความมีไหวพริบและเฉลียวฉลาด แต่อายุสิบสี่ปีถือว่ายังน้อยมากสำหรับคนเป็นพ่อ จนล่วงเข้าวันที่สามจึงเห็นคนงานชายวิ่งโซซัดโซเซมาหาที่กระโจม กระหืดกระหอบเล่าว่าเขาสะกดรอยตามคุณหนูไปแต่ถูกทำร้ายจนสะบักสะบอม พวกมันผลักเขาลงเหวแต่โชคดีที่เกาะกิ่งไม้ใหญ่ไว้ได้จึงรอดกลับมา

“พวกมันจับคุณหนูไปไว้เชิงป่าข้ามภูเขาไปสองลูก สบโอกาสตอนพวกมันไม่อยู่ข้าจึงเข้าไปช่วยแต่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นก่อน คุณหนูสั่งให้ข้าถือจดหมายที่แอบใช้กิ่งไม้เขียนลงในใบจารีมาให้นายท่าน แต่ระหว่างทางพวกมันตามมาทำร้ายแย่งเอาจดหมายฉบับนั้นไป”

“แล้วลูกข้าเขียนว่ายังไง!” จามินตะคอกเสียงลั่น แต่พอคนงานตอบว่าเขาอ่านภาษาสวายาลีห์ไม่ออกก็สบถออกมาอย่างคลั่งแค้น รีบสั่งกองกำลังออกเดินทางไปยังทิศทางที่คนงานบอก แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบแม้เงาของลูก พอเดินทางกลับมาฐานที่มั่นเขาถึงกับร่ำไห้เมื่อพบว่าลูกสาวอยู่ในอ้อมแขนของภรรยาในสภาพซูบซีดแต่ไม่มีร่องรอยถูกทำร้าย ตรงกับคำบอกเล่าของเจ้าตัวว่าเธอปลอดภัยดี

“พวกเขาพูดภาษาสวายาลีห์ได้แต่ไม่ใช่ชนพื้นเมือง เวลาคุยกันก็พูดภาษาอื่น อาหารที่พวกเขาเอาให้ข้ากินก็ไม่ใช่อาหารของพวกเรา เขาสั่งให้ข้ามาบอกพ่อว่านี่คือการเตือน”

“เตือน!” จามินสั่งภรรยาพาลูกเข้าไปคุยกันส่วนตัวประสาแม่ลูก เรียกเฉพาะคนสนิทอย่างเดโชและลูกน้องอีกสองคนไปหารือกันที่กระโจมสั่งงาน

ตั้งแต่วันที่ลูกสาวหายตัวไป จามินสั่งให้เมญามาอยู่เป็นเพื่อนภรรยาและลูกๆ เธอจึงรู้ความเคลื่อนไหวว่าเกิดอะไรขึ้น นายหญิงเล่าให้ฟังว่าทางการเคยส่งคนมาบอกจามินให้อพยพออกจากภูเขาลูกนี้และภูเขาลูกเดิมที่เคยอยู่กันมาเพราะนี่คือเขตแดนของทางการ

“พวกนั้นหาว่าผู้หญิงเผ่าเรามือแข็งเหมือนปีศาจ ใช้เถาวัลย์ถักผมเหมือนแม่มด บ้าไหมล่ะ เขาว่าการลงโทษผลักเด็กผู้หญิงลงเหวคือวิธีการของพวกคนป่าล้าหลัง แต่เรื่องนี้จามินก็สั่งยกเลิกไปตั้งนานแล้วนี่ ทางการขู่ว่าถ้าเราไม่สลายตัวจะปราบปรามให้สิ้นซาก”

เมื่อได้รับการยืนยันจากเดโชว่าสิ่งที่ได้ยินมาคือเรื่องจริง เมญาไม่เคยนึกแค้นใจเท่านี้มาก่อน ชนพื้นเมืองอยู่กับดินกินกับภูเขามาช้านาน มือคนทำงานกลางป่ากลางเขาก็แข็งแรงเป็นธรรมดา จริงอยู่ว่ามีบางอย่างที่เธอไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทำสืบต่อกันมา แต่ชนเผ่าของเธอก็มีเรื่องดีงามที่ยึดถือกันมามากมายตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เหนือสิ่งอื่นใดคือเธอรักชนเผ่าฮาเบบูยันห์ยิ่งกว่าชีวิต พวกเธออยู่กันอย่างสงบ ไม่เคยลงไปสร้างความเดือดร้อนให้ทางการหรือชนพื้นราบสักครั้ง ขณะเดียวกันเมญาก็ไม่คิดว่ามนุษย์จะโหดร้ายเท่านี้ก็วันที่เห็นนกยักษ์บินผ่านอยู่ไกลลิบ ก่อนที่เดือนต่อมาชาวบ้านจะล้มป่วยลงทีละคนสองคน จากการสอบถามอาการเริ่มแรกคือไอแห้งๆ ต่อมาไอเป็นเลือด มีคนตายนับสิบ ที่เหลือผ่ายผอมตาเหลืองเหมือนคนเป็นไข้ป่า

“ก่อนล้มป่วยพวกเขากินอะไร” เมญาสอบถามจากคนรับใช้ ชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนเป็นญาติของเธอ อีกฝ่ายตอบว่ากินข้าวโพดที่ปลูกกันเองบนภูเขา

“เมญา อาการที่ญาติข้าเป็นเหมือนโดนยาพิษเลย”

“ยาพิษ!” เมญาไม่รอช้ารีบเอาความไปแจ้งเดโชกับจามิน ดูเหมือนทั้งคู่รู้แล้วว่าเป็นฝีมือใคร

“คงกะฆ่าล้างบางพวกเรา เลือดเย็นที่สุด” จามินสั่งการให้ลูกน้องอพยพชาวบ้านย้ายกระโจมถอยร่นสูงขึ้นไป พอรู้ว่าจุดไหนคือพื้นที่ถูกโปรยสารพิษเขาสั่งเผาป่าบริเวณนั้นทันที แต่เดโชไม่เห็นด้วยเพราะกลัวว่าละอองฝุ่นขี้เถ้าจะพัดกระจายลงน้ำยิ่งจะอันตราย

“แต่ข้าปล่อยให้คนของเราตายอีกไม่ได้แล้ว เดโช”

สามีของเมญาแก้ปัญหาด้วยการสำรวจพื้นที่ หากจุดไหนสงสัยว่ามีสารพิษก็สั่งกั้นด้วยเถาวัลย์ไว้ก่อน ระหว่างนั้นเขาสังเกตเห็นความผิดปกติของลำธารที่ชาวบ้านใช้อาบใช้กินจึงชี้ให้ผู้นำเผ่าดูละอองสีขาวลอยอยู่เหนือผิวน้ำ จามินกรากเข้าไปดูใกล้ๆ แต่ถูกเดโชรั้งแขนไว้ก่อนใช้กิ่งสนแตะลากขึ้นมา เขาทำสัญญาณบอกผู้นำเผ่าว่าอย่าแตะต้อง ยังไม่ทันได้พูดอะไรลูกน้องก็วิ่งเข้ามารายงานว่าตอนนี้ชาวบ้านเริ่มล้มป่วยอีกระลอก คราวนี้ไม่ใช่เพราะกินข้าวโพดแต่วันก่อนกินน้ำจากลำธาร

“นายท่าน สายของเราที่แฝงตัวลงไปอยู่พื้นราบส่งข่าวว่าทางการจะสั่งปะทะครั้งใหญ่เร็วๆ นี้”

จามินสั่งอพยพด่วนอีกรอบ คราวนี้ขึ้นไปสูงเกือบถึงยอดเขา เดโชและคณะปกครองทั้งหมดเห็นด้วยเพราะชนเผ่าได้เปรียบเรื่องเส้นทางมากกว่าทางการอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีแผนสำรองหากทางการตามราวีไม่เลิก สิบกว่าปีที่ผ่านมานับแต่วันที่จามินพามาสำรวจภูเขาลูกนี้พวกเขาวางจุดยุทธศาสตร์ไว้หมดแล้ว ไม่ว่าอย่างไรทางการก็ไม่มีทางขึ้นไปถึงแดนศักดิ์สิทธิ์ เป็นไปตามคาด ทางการไม่สามารถตีฐานที่มั่นชนเผ่าฮาเบบูยันห์ได้สำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว

แต่เรื่องที่ชนพื้นเมืองต้องรับมือคือการสู้รบที่ไม่สิ้นสุด

วันแล้ววันเล่า คนเฒ่าคนแก่ล้มหายตายจากตามวันเวลา จนกระทั่งลูกชายคนโตของเมญามีหลานสาวให้แล้วสองคนการปราบปรามของทางการก็ยังไม่สิ้นสุด ฝ่ายรัฐใช้ปืนอาก้า ส่วนชนพื้นเมืองมีอาวุธอย่างเดียวคือธนู แต่สามารถเอาชนะมาตลอดสิบเก้าปีเพราะใช้การซุ่มรบแบบกองโจร จนตอนนี้ชนเผ่าฮาเบบูยันห์สามารถครอบครองปืนของทางการได้นับร้อยกระบอก ค่ำวันหนึ่ง จามินในวัยห้าสิบสองเรียกประชุมพล ประกาศอย่างเป็นทางการว่าลูกชายของเขาจะเป็นผู้นำคนใหม่ในอีกสองปีข้างหน้า ส่วนเขาจะวางมือคอยช่วยเหลืออยู่ข้างหลัง ระหว่างนั้นเขาเรียกภรรยาและเมญาขึ้นมาแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเสียงปืนก็ดังขึ้นหลายนัด ท่ามกลางความมืดเสียงตะโกน ทางการบุก! ของเดโชดังกึกก้อง เขาซุ่มดักเป็นทัพหน้าอยู่ก่อนแล้ว ส่วนจามินฉวยเสื้อคลุมสักหลาดคว้าอาวุธวิ่งลงเนินเขาไปยังจุดสู้รบขณะเสียงปืนดังรัวต่อเนื่องนับชั่วโมง เมญารีบต้อนเด็กและผู้เฒ่าผู้แก่ไปหลบในหลุมที่ขุดไว้ นานจนกระทั่งได้ยินเสียงอื้ออึงฟังไม่ได้ศัพท์

“นายท่าน!”

รอจนกระทั่งได้ยินสัญญาณหยุดยิงเมญาจึงรีบพานายหญิงวิ่งกระหืดกระหอบลงเขามา ภาพที่เห็นตรงหน้า คือคนงานชายฟุบหน้าอยู่บนตักของจามิน นัยน์ตาผู้นำชนเผ่าแดงก่ำ เขาช้อนร่างไร้วิญญาณขึ้นมาแต่ไม่พูดอะไรนอกจากส่ายหน้า สายรายงานว่าการปราบปรามชนพื้นเมืองครั้งนี้ทางการศึกษาเส้นทางมาอย่างดีเพราะประกาศว่าจะขุดรากถอนโคนพวกเขาให้ได้ การสู้รบจึงยังเกิดขึ้นต่อเนื่องอีกนานนับเดือน

เมื่อเหตุการณ์เริ่มสงบจามินจึงเรียกภรรยาและเมญาขึ้นไปพบบนแดนศักดิ์สิทธิ์ ภรรยาของเขาถึงกับน้ำตารื้น ตะวันยามเช้าทอแสงลงมาอบอุ่นราวกับอ้อมกอดของสวรรค์ ตั้งแต่สามีขึ้นเป็นผู้นำชนเผ่าเธอใช้เวลานานถึงสามสิบปีกว่าจะได้ขึ้นมาเห็นดอกเฮโลว์บานสะพรั่งรับอรุณรุ่งบนดินแดนต้องห้าม

“ตั้งแต่วันลูกสาวถูกจับตัวไป ข้าคิดมาตลอดว่าจะให้เจ้ากับเมียข้าเป็นครูสอนภาษาสวายาลีย์ให้พวกเราชาวฮาเบบูยันห์ทุกคน แต่สุดท้ายข้าก็ทำไม่ได้ แม้แต่ลูกน้องที่ข้าเคยดูถูกก็ยังมาตายแทนข้า พวกเขากล้าหาญกว่าข้าหลายเท่านัก เมญา เจ้าพูดถูก ข้าไม่ได้สูงส่งกว่าพวกเขาเลย”

เมื่อผู้นำพาภรรยาและคณะกลับลงไปแล้ว เมญาอดรู้สึกตื้นตันใจไม่ได้ที่จากนี้ไปเธอจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำเพื่อชนเผ่าอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็อดเศร้าใจไม่ได้เมื่อรู้ว่าการสู้รบแต่ละครั้งโดยเฉพาะครั้งล่าสุดมีคนล้มตายเป็นระนาว จามินพูดถูก สิบปีแรกเขาเสียเวลาไปกับความถือดีและยึดมั่นถือมั่น ส่วนยี่สิบปีหลังเวลาสูญไปกับการสู้รบซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไม่อาจเลี่ยง ไม่ว่าอพยพไปอยู่ภูเขาลูกไหนชนพื้นเมืองล่าสัตว์เป็นอาหาร แต่วันนี้พวกเธอถูกมนุษย์ด้วยกันล่าเพราะต้องการครอบครองดินแดนที่พวกเธออยู่อาศัยมาก่อน พวกเขาต่างหากเป็นฝ่ายบุกรุก เข้ามายึดครองที่อยู่ของชนพื้นเมืองที่อยู่มาก่อนนับร้อยปี พอเขียนกฎหมายเข้าข้างตัวเองสำเร็จก็ผลักชนพื้นเมืองให้กลายเป็นชนกลุ่มน้อย

“ดอกไม้เล็กๆ พวกนี้ใช่ไหมที่เจ้าเคยบอกว่าตัดอย่างไรก็กลับมางอกใหม่ทุกครั้ง” ถามสามีขณะย่อตัวลงแตะดอกเฮเทอร์และดอกไม้ป่าอื่นๆ ที่ขึ้นแซมระหว่างต้นเฮโลว์ เมญาหันไปมองรอบๆ บอกตัวเองว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้ขึ้นมาเห็นดอกไม้ที่ปลูกเองกับมือซึ่งบัดนี้เติบโตอยู่บนยอดเขา ไอหมอกยามเช้ากับหยาดน้ำค้างพรมรดกิ่งสนงามจนเธอรู้สึกว่าตัวเล็กกระจ้อยร่อยหากเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เมญาอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่าเหตุใดทางการถึงต้องการปราบปรามทำลายชนพื้นเมือง เข่นฆ่าเพราะเห็นพวกเธอเป็นคนป่าเลวชาติ หรือเพราะต้องการแสดงตนว่าพวกเขายิ่งใหญ่กว่าเท่านั้น

“ทำไมทางการถึงอยู่ร่วมกับพวกเราไม่ได้นะเดโช”

“เราแตกต่างจากพวกเขา”

“เข่นฆ่ากันเพราะเหตุนี้หรือ ดูสิ เฮเทอร์ยังอยู่ร่วมกับเฮโลว์ได้ทั้งที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ไม่ว่าลำต้น ดอก ใบ กลิ่น หรือสี”

“ต่อให้พวกเขาทำลายชนพื้นเมืองหมดทุกคนก็หยุดเราไม่ได้หรอก ที่เราสู้ก็เพื่อส่งเสียงว่าเรามีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปตราบที่เรายังรักษารากเหง้าไว้ได้”

“จริง ต่อให้ตัดดอกไม้หมดทุกต้นก็หยุดธรรมชาติไม่ได้ หวังว่าพวกเขาจะนึกถึงความจริงข้อนี้”

ต่อให้ทางการหมายมั่นปั้นมือว่าจะทำลายชนพื้นเมืองอย่างไร เมญากับสามีก็ยังเชื่อว่าคนเหล่านั้นไม่สามารถทำลายสิทธิ์และเสียงของพวกเธอได้ ไม่ว่าชนเผ่าไหนล้วนมีสิทธิ์ที่จะดำรงอยู่ ต่อให้วันนี้พวกเธอจากไป ลูกหลานและคนรุ่นหลังก็จะเข้ามาแทนที่ พวกเขาจะทำลายชนเผ่าด้วยเหตุผลเพราะพวกเธอมีรากเหง้าแตกต่างจากพวกเขาไม่ได้ และไม่มีวันทำได้ เมญาทาบมือแกร่งลงบนผืนดินอย่างเชื่อมั่น

เมื่อก่อนเธออาจจะมีคำถาม แต่เวลานี้เธอได้คำตอบแล้วว่าเหตุใดบรรพบุรุษของพวกเธอถึงดั้นด้นขึ้นมาบูชาเทพเจ้าบนยอดเขา — ฮาเบบูยันห์ หมายถึง ดิน ดินบนภูเขา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | เดิมพัน ไชยชนก ชิดชอบ กับ AI PASSPORT
15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสิน ‘ปราสาทพระวิหาร’ ตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
ผ่าแผนรื้อสวัสดิการรัฐ เช็กบิลคนเนียนจน ทางรอดไทยยุคถังปริ่มแตก
ดันดาดัน 2 : ถึงแม่จะเป็นผี แต่แม่ก็อยากจะมีอยู่จริง
ความทรงจำ
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (2)
3 ทศวรรษ ‘Love Letter’ จาก ‘จดหมายรัก’ ระหว่าง ‘คนแปลกหน้า’ สู่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘ธาตุแท้ของมนุษย์’
การละเล่นเพลงประชาชน
‘หัวใจ กับ เครื่องมือ’
ขมคอ สตอรี่ (1)
สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | รัฐธรรมนูญ กับ ฮั้วส.ว. การเมือง ละเอียดอ่อน