ยุทธการแดงเดือด | พฤษภาเลือด
จังหวะก้าว จาก ทักษิณ ชินวัตร
การขับเคลื่อน เพื่อไทย กับ นปช.
ยังอยู่กับคำแถลงของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังอยู่กับแผนของ ศอฉ.อันดำเนินไปตามมติ ครม.วันเดียวกัน
นั่นก็คือ ปัญหาด้านที่ 3 คือ ปฏิบัติการด้านกำลัง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้รายละเอียดการสัมภาษณ์ผ่านเอกสารข่าวทำเนียบรัฐบาล “สนธิกำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข”
“เสนอเลือกตั้งใหม่ 14 พ.ย. มาร์คกางโรดแมป 5 ข้อ ปูทางปรองดองในชาติ”
ASTV ผู้จัดการรายวัน วันที่ 4 พฤษภาคม 2553 “ยอมยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 14 พ.ย.” ข่าวสด วันที่ 4 พฤษภาคม 2553
นั่นคือ
จําเป็นต้องมีปฏิบัติการด้านกำลังในการแก้ปัญหาการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเนื่องจากไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่เป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย คุกคามสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นและสร้างความเดือดร้อน
เช่น การปิดกั้นเส้นทางจราจร การยึดพื้นที่ย่านธุรกิจการค้าและการบุกรุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ซึ่งรัฐบาลต้องใช้เวลาอธิบายให้คนบริสุทธิ์ที่เข้าไปร่วมได้รู้ว่าการชุมนุมลักษณะนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การที่ผู้ชุมนุมเข้าไปอยู่ในพื้นที่เท่ากับไปเป็นโล่มนุษย์ให้กับผู้ก่อการร้ายและผู้ที่กระทำความผิดต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร
จึงขอให้ประชาชนออกจากพื้นที่แยกราชประสงค์ให้เหลือแต่พวกผู้ก่อการร้าย แกนนำหรือพวกฮาร์ดคอร์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปดำเนินการ
นอกจากนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ตอบผู้สื่อข่าวด้วยว่า
หาก นปช.ไม่ยอมก็ต้องใช้กำลังโดยจะเป็นการสนธิกำลังทั้งตำรวจ ทหาร และพลเรือน ซึ่งจะทำตามขั้นตอนที่เป็นสากล ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเตือน ชี้แจงอธิบาย และปฏิบัติการจากเบาไปหาหนัก
“แต่เมื่อถึงทีหนักก็จะหนักจริงๆ เพราะจะไม่ยอมเสี่ยงให้ลูกหลานประชาชนที่เป็นตำรวจทหารมาเสี่ยงชีวิตจากมือผู้ก่อการร้ายอีก” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว
การเคลื่อนไหวทางด้านวุฒิสภา การเคลื่อนไหวทางด้าน ศอฉ.ดำเนินไปอย่างรองรับกับการเคลื่อนไหวทางด้านรัฐบาล
เห็นได้จากที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้จากรายงานข่าว “อภิสิทธิ์ประกาศชัดวันที่ 4 พ.ย.จัดเลือกตั้งชี้ชะตา” ของหนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” ประจำวันที่ 4 พฤษภาคม เห็นได้จาก “มาร์ค” เปิด 5 ข้อสู่ปรองดอง ของหนังสือพิมพ์ “มติชน” ประจำวันที่ 4 พฤษภาคม
นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้ให้สัมภาษณ์ในวันเดียวกันว่า
เท่าที่ติดตามสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลมีท่าทีล่าสุดในทิศทางประนีประนอม คิดว่าอาจทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่านายกรัฐมนตรีจะเสนอแผนปฏิรูปประเทศซึ่งอาจย่นระยะเวลาในการยุบสภาให้เร็วขึ้นนั้น นายประสพสุข บุญเดช เห็นว่า เรื่องนี้จะเป็นทางออกได้
ผมทราบว่าขณะนี้มีผู้เป็นตัวกลางเจรจาระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุมอยู่ เพียงแต่ยังไม่เปิดเผย หากมีทางออกที่ดีจะทำให้สถานการณ์สงบ
ต่อมาในช่วงบ่าย คณะกรรมการคดีพิเศษซึ่งมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้มีมติเอกฉันท์ให้รับคดีกลุ่มบุคคลที่กระทำการเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรด้วยการอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท
เป็นคดีพิเศษตามที่ ศอฉ.เสนอมา
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้แจงว่า สาเหตุที่รับเป็นคดีพิเศษเนื่องจาก ศอฉ.ชี้ให้เห็นว่ามีการกระทำเป็นเครือข่ายขบวนการ จึงเสนอให้สอบสวนในภาพรวมเชื่อมโยงกันทั้งหมดจากเดิมที่ดำเนินคดีเป็นรายบุคคล
ความผิดนี้ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116
ส่วนจำนวนผู้เกี่ยวข้องในขบวนการล้มสถาบันนั้น ศอฉ.ได้เสนอแผนผังนำมาแสดงต่อสาธารณชนแล้ว ซึ่งพฤติกรรมกระทำผิดคดีนี้จะเริ่มดูตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา
หนังสือ “ความจริงเพื่อความยุติธรรม” ยังได้ประมวลการเคลื่อนไหวในด้านของรัฐบาลจากอีกหลายแหล่งข่าว
สะท้อนให้เห็นถึงจังหวะก้าวและการรุกทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้จาก “ศอฉ.แถลงจับอาวุธ โยงใยกลุ่มเสื้อแดง” ของหนังสือพิมพ์ “มติชน” วันที่ 4 พฤษภาคม 2553 “ทลายคลังแสงฮาร์ดคอร์ นปช. ปืนระเบิดอื้อ” ของหนังสือพิมพ์ “แนวหน้า” วันที่ 4 พฤษภาคม 2553
“ยึดคลังแสงแดง ศอฉ.แถลงพันยิง ฮ. จ่อจับ 10 ก่อการร้าย” ของหนังสือพิมพ์ “คมชัดลึก” วันที่ 4 พฤษภาคม 2553
อันอ่านรายละเอียดจากการแถลงข่าวของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการ ศอฉ. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นและยึดอาวุธปืนและวัตถุระเบิดจำนวนมาก จากกลุ่มบุคคลที่เชื่อมโยงกับเสื้อแดง ซึ่งเป็นคนร้ายที่ใช้ปืนยิงเฮลิคอปเตอร์ของทหารเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553
โดย ศอฉ.ได้นำอาวุธและสิ่งของที่ยึดได้มาจัดแสดงต่อหน้าสื่อมวลชนด้วย
จากมติ ครม.นัดพิเศษ จากมติ ศอฉ.และปฏิบัติการต่อเนื่อง จากการเคลื่อนไหวทางด้าน นปช.และพรรคเพื่อไทย
สัมผัสได้ในทิศทางแห่งการพยายาม “ปรองดอง”
นั่นก็เห็นได้จากการแถลงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในวันที่ 3 พฤษภาคม เสนอ 5 กรอบดำเนินการเพื่อนำไปสู่ความปรองดองและแก้ไขสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้ง
ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากรายละเอียดอันเป็นพิมพ์เขียวจาก ศอฉ.ก็จะรับรู้ได้ในลักษณะอีกด้านหนึ่งซึ่งดำรงอยู่
จับได้ถึงการเน้นไปยังมาตรการปราบปรามที่เด็ดขาดและรุนแรง
มาถึงห้วงนี้สังคมเริ่มเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าเหตุใดจึงได้มีการปล่อย “ผังล้มเจ้า” ออกมาอย่างเป็นระบบ
เข้าใจถึงบทสรุปของรัฐบาลและ ศอฉ.ที่เน้นเรื่อง “ก่อการร้าย”
ถามว่าในการเคลื่อนไหวของรัฐบาลและ ศอฉ.เช่นนี้ทางด้าน นปช.และพรรคเพื่อไทยตระเตรียมอย่างไร
ตรวจสอบผ่าน “มติชน” บันทึกประเทศไทย ปี 2553 ก็จะพบว่า วันที่ 4 พฤษภาคม เวลา 16.00 น. นปช.มีมติเอกฉันท์เข้าร่วมสู่กระบวนการปรองดอง แต่ยังไม่ยุติการชุมนุม
โดยรอคำตอบจากรัฐบาลที่ชัดเจนว่าจะยุบสภาในวันใด
วันรุ่งขึ้นคือวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เสนอให้เริ่มพูดคุยเพื่อหาช่องทางปรองดองกัน
นี่ย่อมเป็นไปอย่างที่ “มติชน” บันทึกประเทศไทยเคยระบุในห้วงเดียวกัน
นั่นก็คือ เว็บไซต์ของนิตยสารอีเมิร์จจิ้งมาร์เก็ต แม็กกาซีน (อีเอ็ม) นิตยสารเพื่อข้อมูลทางการเงินและการลงทุนของบริษัทสถาบันนักลงทุนยูโรมันนีในอังกฤษที่จัดพิมพ์เป็นรายสะดวกควบคู่กับการจัดประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งยอมรับอย่างเปิดเผยว่า เป็นผู้ให้คำแนะนำต่อแกนนำของการชุมนุมเป็นระยะๆ และถ้าเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ขึ้นสู่จุดสูงสุด
ก็จะใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงต่อวันเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวซึ่งกันและกัน
นี่ย่อมสอดคล้องกับที่ “มติชน” บันทึกประเทศไทย ปี 2553 ระบุถึงมติของ นปช.เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่จะเข้าร่วมสู่กระบวนการปรองดอง
โดยระบุว่าวันรุ่งขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาที่พรรคเพื่อไทย (พท.)
เสนอให้เริ่มพูดคุยเพื่อหาช่องทางปรองดองกัน
คำถามก็คือแผนปรองดองอันมาจากรัฐบาล จากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นอย่างไร
