The Polar Express แล้วเราก็มาถึงยุคเอไอ
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
เดอะโพลาร์เอ็กซเพรสหรือรถด่วนขั้วโลก เป็นหนังโมชั่นแคปเจอร์แอนิเมชั่นเรื่องแรกๆ ของโลก ออกฉายรับคริสต์มาสเมื่อปลายปี 2004 สร้างจากงานเขียนชื่อเดียวกันของคริส แวน ออลสเบิร์ก ได้รับคำชื่นชมพอประมาณแต่ทำรายได้ล้นหลาม ทอม แฮงส์ รับหกบทบาทในหนังเรื่องเดียว กำกับฯ โดยโรเบิร์ต เซเมคิส มีข่าวว่าจะมีภาคสองมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ครบรอบ 21 ปีแล้วภาคสองก็ยังไม่มา
หนังฮิตเวลานั้นเพราะเทคโนโลยีสร้างแอนิเมชั่นแบบใหม่ ความนิยมในเทคโนโลยีโมชั่นแคปเจอร์แอนิเมชั่นในวันนี้ซาลงมากแล้ว
งานด้านภาพปีนั้นดูทันสมัย น่าตื่นเต้นด้วยเป็นหนังคอมพิวเตอร์แอนิเมชั่นเรื่องแรกๆ เป็นของใหม่น่าสนใจแม้ว่าการเคลื่อนไหวจะไม่สมจริงเท่าการ์ตูนสองมิติวาดภาพด้วยเซล เท็กซ์เจอร์ของภาพดูเป็นมันเลื่อมไปหมดทั้งใบหน้า ผิวหนังส่วนอื่นๆ และเสื้อผ้าที่พลิ้วไหวมากเสียจนดูเหมือนจะจับต้องอะไรไม่ได้เพราะลื่นไปหมด หากกลับไปดูความพลิ้วไหวของชายกระโปรงสโนว์ไวต์ของดิสนีย์ปี 1937 จะพบว่าดูดีกว่ากันมาก
เพราะการ์ตูนสองมิติวาดด้วยมือบนแผ่นเซลเป็นของไม่จริงตั้งแต่แรก งานการ์ตูนของดิสนีย์ดีเลิศงานการ์ตูนของฮันน่าบาเบร่าก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน ความไม่จริงที่ไม่ปิดบังนั้นเองที่ช่วยให้ “จินตนาการ” ทำงานต่อได้ง่าย สุดท้ายสโนว์ไวต์หรือมนุษย์หินฟลิ้นต์สโตนส์จึงมีอยู่จริง จริงมากกว่าหนังสโนว์ไวต์หรือโลกล้านปีที่ใช้คนแสดงจริงเรื่องไหนๆ
คือปัญหางานด้านภาพเท่าๆ กับปัญหางานด้านเนื้อเรื่อง

งานด้านเนื้อเรื่องพบปัญหาแบบเดียวกัน คริสต์มาสเป็นจิตวิญญาณดังที่มีคำเรียกติดปากว่า “จิตวิญญาณคริสต์มาส” หนังหรือแอนิเมชั่นที่คงจิตวิญญาณคริสต์มาสเอาไว้ให้จินตนาการของคนดูโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ได้ทำงานเองจะเข้าถึงคริสต์มาสหรือแม้แต่ซานตาคลอสได้ดีกว่า หนังที่สร้างคริสต์มาสหรือซานตาคลอสขึ้นมาเป็นรูปธรรมจับต้องได้จะพบอุปสรรคมากกว่าแม้ว่าจะดูเหมือน “สัมผัส” ได้ก็ตาม
หนังการ์ตูนคริสต์มาสหลายเรื่องพยายามอธิบายโจทย์ของซานตาคลอส เขาอยู่ที่ไหน ตั้งโรงงานที่ไหน มีคนงานเอลฟ์มากเท่าไร สายการผลิตเป็นอย่างไร เขาส่งของขวัญนับล้านล้านชิ้นในคืนเดียวได้อย่างไร เขามีกวางกี่ตัว ไปจนถึงเขาเข้าบ้านทุกหลังได้อย่างไร เขารู้ได้อย่างไรว่าเด็กคนไหนอยากได้อะไร หนังหรือหนังการ์ตูนที่พยายามอธิบายเรื่องเหล่านี้มักทำให้ดีได้ยาก
หนังเรื่องนี้ยากสองเท่า หนึ่งคือพยายามเล่าเรื่องคริสต์มาสเป็นรูปธรรมเริ่มตั้งแต่การขึ้นรถไฟจริงๆ ไปจนถึงโรงงานจริงๆ ที่ขั้วโลกเหนือ
สองคือใช้เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์คือโมชั่นแคปเจอร์อธิบายจิตวิญญาณคริสต์มาสซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้เลย
ยังไม่นับต่อที่สามหนังเล่าเรื่องเด็กชายที่โตพอสมควรในบ้านชนชั้นกลางหลังหนึ่ง ที่ซึ่งความเชื่อเรื่องซานตาคลอสกำลังจะหมดไปแล้วในปีนี้
เด็กๆ เชื่อว่าซานตาคลอสมีจริงถึงอายุเท่าไร
รถไฟขั้วโลกไม่รอให้เด็กชายได้คำตอบง่ายๆ นายสถานี (ซึ่งรับบทโดยทอม แฮงส์) เชิญชวนกึ่งกดดันให้เด็กชายรีบขึ้นรถไฟเสียดีๆ เสมือนหนึ่งบอกว่านี่คือปีสุดท้ายของเด็กชายแล้วนะที่จะเชื่อว่าซานตาคลอสมีอยู่จริง
เด็กชายชนชั้นกลางขึ้นรถไฟพร้อมได้รับมอบ “ตั๋วรถไฟ” หนึ่งใบให้รักษาไว้ บนรถไฟมีเด็กหลายคนอยู่ก่อนแล้ว คนหนึ่งเป็นเด็กหญิงผิวสี อีกคนหนึ่งเป็นเด็กชายรู้ทุกเรื่อง หนังมิได้บอกว่าใครแต่ละคนชื่ออะไร นายสถานีจะเดินมาตรวจตั๋วเมื่อถึงเวลาด้วยเครื่องตรวจตั๋วที่เจาะรูกระดาษเหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ๆ ยุคแรกๆ เมื่อเจาะเสร็จแล้วบนตั๋วแต่ละใบจึงปรากฏคำบางคำที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
คริสต์มาสอยู่กับเด็กๆ เสมอแม้จะมาด้วยบัตรเจาะรูก็ตาม จากยุคบัตรเจาะรูถึงยุคเอไอ จิตวิญญาณคริสต์มาสจะอยู่รอดได้อีกนานเท่าไร

ระหว่างทางที่รถไฟแล่นไป มีเด็กชายยากจนคนหนึ่งขึ้นรถไฟ เขาไม่มีตั๋วจึงแอบนั่งอยู่คนเดียวที่อีกตู้หนึ่ง เด็กหญิงผิวสีเห็นเขานั่งหนาวไม่มีเพื่อนจึงพยายามข้ามตู้รถไฟไปหา เหตุชุลมุนทำให้ตั๋วของเด็กหญิงผิวสีปลิวออกนอกขบวนรถไฟ เด็กชายชนชั้นกลางดึงสัญญาณฉุกเฉินเพื่อเบรกรถกะทันหัน นำไปสู่ความเดือดดาลของนายสถานีและเรื่องชุลมุนอีกพักใหญ่
ไปจนถึงเรื่องผีคริสต์มาสบนหลังคา
ตอนกลางของหนังตั้งคำถามถึงจิตวิญญาณคริสต์มาสกับชนชั้นด้วย เด็กชายยากจนข้นแค้นแต่งตัวซอมซ่อบุคลิกภาพต่ำตมมีคริสต์มาสไหม เขามีสิทธิ์คาดหวังจะได้อะไรจากซานตาคอสเท่าๆ กับเด็กผิวสีหรือเด็กชนชั้นกลางไหม
เมื่อพูดถึงความยากจนกับคริสต์มาสเมื่อไรเลี่ยงไม่ได้ที่อีเบเนเซอร์ สกรู๊จ จากคริสต์มาสแครอล ของชาร์ลส์ ดิ๊กเกนส์ จะปรากฏตัวเพื่อให้คำตอบ หากจิตวิญญาณคริสต์มาสเข้าถึงคนที่เห็นแก่ตัวที่สุดอย่างสกรู๊จได้ เท่ากับเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าคนทุกคนเข้าถึงคริสต์มาสได้
แล้วหนังก็ลากยาวกันมาตามทางรถไฟจนถึงโรงงานของซานตาคลอสที่ขั้วโลก เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นสายการผลิตและกระบวนการกระจายของขวัญจำนวนมหาศาลในคืนคริสต์มาสอีฟโดยใช้เทคโนโลยีสร้างภาพความอลังการของกองกำลังเอลฟ์และกวางอย่างที่ไม่เคยมีหนังการ์ตูนสองมิติวาดภาพด้วยมือทำได้ในระดับนี้มาก่อน

หนังเล่าเรื่องชุลมุนที่ขั้วโลกเหนือนี้ส่งท้ายก่อนที่จะขบวนรถไฟจะออกเดินทางส่งเด็กๆ ทุกคนกลับบ้านในตอนใกล้จบ
สำหรับเด็กชายชนชั้นกลางตัวเอกของเรื่องที่กำลังจะหมดความเชื่อเรื่องซานตาคลอสในวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว เขาได้รับกระดิ่งคริสต์มาสของแท้จากขั้วโลกใส่กระเป๋ามาลูกหนึ่งซึ่งเขาทำหายในเวลาต่อมา เมื่อเขาถึงบ้านจะมีอะไรเหลือให้แก่เขาได้อีกสำหรับจิตวิญญาณคริสต์มาส
สปอยล์ตอนจบ
เด็กชายชนชั้นกลางตื่นเช้าลงมาพบกล่องของขวัญจากซานตาคลอสบนต้นคริสต์มาสกลางบ้าน เมื่อแกะดูพบว่าคือกระดิ่งที่เขาทำหล่นหายระหว่างทางนั่นเอง เขาวิ่งไปดูที่หน้าต่างไม่มีแม้แต่รางรถไฟ เขาสั่นกระดิ่งมีเสียงกรุ๊งกริ๊งเสนาะหู ครั้นพ่อแม่ขอเอากระดิ่งไปสั่นดูกลับไม่ได้ยินเสียงอะไร
“กระดิ่งคงจะเสียแล้วล่ะ” พ่อซึ่งรับบทโดยทอม แฮงส์ พูดในตอนจบ
