bg-single

เลือกตั้งเมียนมา 2026 : ประชาธิปไตยในสงครามกลางเมือง

14.01.2026

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

เลือกตั้งเมียนมา 2026

: ประชาธิปไตยในสงครามกลางเมือง

“ยิ่งเปลี่ยนแปลงมากเท่าใด ก็ยิ่งเหมือนเดิมมากขึ้นเท่านั้น”

Jean-Baptiste Alphonse Karr, 1849

ถ้าถามว่ามีคำสุภาษิตใดที่เหมาะสมกับสถานการณ์การเมืองและสงครามในเมียนมาแล้ว คงต้องถือว่าสุภาษิตฝรั่งเศสบทนี้ น่าจะเป็นตัวแทนที่ชัดเจนสำหรับการอธิบายถึงสถานการณ์ในเมียนมา

ซึ่งดูเหมือนว่า ในช่วงปี 2024 นั้น ฝ่ายนิยมประชาธิปไตยดูจะมีความหวังอย่างมากถึงการได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง และจะตามมาด้วยการสิ้นสุดของระบอบทหารเมียนมา

แต่ดังที่ทุกคนทราบดีว่า สถานการณ์ในช่วงกลางปี 2025 ดูจะพลิกผันไปอีกทาง

ความฝันที่จะเห็นการสิ้นสุดของสงครามกลางเมือง อันจะนำไปสู่การจัดระเบียบของความสัมพันธ์เชิงอำนาจกันใหม่ในสังคมเมียนมานั้น ดูจะเป็นความฝันที่ห่างไกลออกไป

เท่าๆ กับที่ความหวังที่จะยุติความรุนแรงทางทหาร ด้วยการเปิดการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งในสังคม ก็เป็นเพียงความหวังที่ไม่เป็นจริง

เช่นเดียวกับที่ สันติภาพในสงครามกลางเมืองเมียนมานั้น ยังอยู่ห่างไกลออกไปมากอย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สงครามยังคงดำเนินต่อไป อย่างที่เรายังไม่เห็นถึงแนวโน้มของความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด และสงครามยังดำเนินไปด้วยความรุนแรงในขอบเขตที่อาจจะไม่ต่างจากเดิมเท่าใดนัก

ทั้งยังเห็นสัญญาณถึงความได้เปรียบทางการเมืองของรัฐบาลทหาร ด้วยการประกาศให้มีการเตรียมการเลือกตั้ง โดยการเลือกตั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงหลังคริสต์มาสตอนปลายเดือนธันวาคม และจะลากยาวไปจนถึงช่วงเดือนมกราคม 2026 ด้วย โดยการเลือกตั้งนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหรือ 3 เฟส (phases)

ดังนั้น การเลือกตั้งเมียนมาจะเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญของการเมืองโลกอย่างน่าสนใจ

และทำให้การเมืองโลกในปีใหม่นี้ ต้องจับตามองการเมืองเมียนมาอีกครั้ง และจะทำให้เมียนมาเป็นประเด็นของการถกเถียงในภูมิภาคอย่างหนีไม่พ้น

ความฝันที่ยังไม่เป็นจริง

ถ้าถามว่าโลกคาดเดาผลของการเลือกตั้งในเมียนมาได้หรือไม่… ตอบได้ไม่ยากเลยว่า ผลจะออกมาด้วยชัยชนะของรัฐบาลทหาร หรือพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทหาร ส่วนในอีกด้าน รัฐบาลพลัดถิ่น (หรือ NUG – The National Unity Government) อาจจะถูกทำให้ต้องลดบทบาทลง

เราจะเห็นได้ว่าสงครามกลางเมืองรอบใหม่ที่เกิดหลังจากการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 นั้น พาประเทศเข้าสู่เงื่อนไขของสงครามขนาดใหญ่ และอาจจะใหญ่กว่าสงครามกลางเมืองในช่วงที่ผ่านๆ มา

เพราะไม่เพียงเห็นการจัดตั้ง “กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์” (EAO – Ethnic Armed Organizations) ที่หลายกลุ่มมีความเข้มแข็ง และมีขีดความสามารถในปฏิบัติการทางทหารมากขึ้น

ดังเช่น “ยุทธการ 1027” (เป็นชื่อจากวันเปิดยุทธการคือ 27/10/2023) จนในช่วงหนึ่งหลังจากนั้น ถึงขนาดมีการประมาณการว่า กองกำลังเหล่านี้อาจจะเปิดการรุกใหญ่ทางทหารรุกเข้าตีเมืองหลวงที่เนปิดอว์ อันเป็นผลจากความพ่ายแพ้ของกองทัพรัฐบาลในหลายพื้นที่

อีกทั้งยังเห็นถึงการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ที่มีกองกำลังของตนเองด้วย (PDF – People’s Defense Forces) ซึ่งทำให้ประชาชนเมียนมาในหลายภาคส่วนและหลายช่วงอายุ ตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธอย่างเต็มที่

อันทำให้ “สงครามต่อต้านรัฐบาลทหาร” ขยายขอบเขตออกไปเป็น “สงครามกลางเมือง” เต็มรูปอย่างชัดเจน

ไม่ใช่ในแบบเดิมที่เป็นสงครามระหว่าง “รัฐบาลกลาง vs. ชนกลุ่มน้อย” เช่นในอดีต

การสงครามครั้งนี้จึงเป็นดัง “พลวัตการเมืองใหม่” ที่ขับเคลื่อนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมา ทั้งยังเป็นความหวังอย่างมากของการสร้าง “การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง” ที่ไม่เพียงจะหยุดสถานการณ์สงครามกลางเมืองเท่านั้น หากยังเป็นโอกาสของการสร้าง “ระบอบประชาธิปไตยใหม่” เช่นที่เกิดกับการเมืองในหลายประเทศของ “ระบอบยุคหลังเปลี่ยนผ่าน” (post-transition regime)

สภาวะเช่นนี้ทำให้ผู้เฝ้ามองหลายคนมีความหวังอย่างมากว่า ระบอบทหารเมียนมาน่าจะกำลังเดินไปสู่จุดสุดท้าย เช่นที่โลกเคยเห็นมาแล้วจากประสบการณ์ของลาตินอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1980

แน่นอนว่าภาวะเช่นนี้ทำให้อดคิดเปรียบเทียบในทางรัฐศาสตร์ไม่ได้ว่า เรากำลังจะเห็นการมาของ “ฤดูใบไม้ผลิ” หรือที่เรียกว่า “เมียนมาสปริง” (Myanmar Spring) ใช่หรือไม่

แต่ทุกคนที่รู้จักการเมืองเมียนมาเป็นอย่างดี อาจจะรู้สึกว่าความหวังเช่นนั้น น่าจะยังเป็นความฝันที่ห่างไกล

เพราะผู้นำทหารไม่มีท่าทีของการประนีประนอม หรือท่าทีของการผ่อนปรนทางการเมือง ที่จะช่อยเอื้อให้สถานการณ์ความรุนแรงในประเทศได้คลายตัวออกบ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้งานความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมได้ทำหน้าที่แก่บรรดาผู้ประสบภัยสงคราม

ไม่แพ้ขาด แต่ก็ไม่ชนะขาด

ขณะเดียวกัน แม้กองทัพรัฐบาลทหารจะเป็นฝ่ายถดถอยในหลายสมรภูมิ และเป็นฝ่ายที่ยอมแพ้พร้อมการวางอาวุธเป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่การรบ หรือรัฐบาลจะเสียการควบคุมพื้นที่ในหลายเมือง

แต่การรบที่เกิดขึ้นไม่มีสภาวะ “แตกหัก” หรือในทางยุทธศาสตร์คือ ไม่เกิดสภาวะที่เป็น “decisive battle” จนเป็นผลชี้ขาดชัยชนะของคู่ขัดแย้งในสงครามแต่อย่างใด

ผลที่ตามมาคือสภาวะของสงครามที่ลากยาว เป็นการรบที่ต่อเนื่อง และมีความสูญเสียหนักในแบบของ “สงครามทอนกำลัง” (Attrition Warfare ที่แทบจะไม่ต่างจากที่เราเห็นในสงครามยูเครน)

ดังจะเห็นได้ว่าแม้ฝ่ายต่อต้านจะสามารถยึดเมืองต่างๆ ในขอบเขตทั่วประเทศได้มากถึง 247 เมือง จากจำนวน 330 เมือง แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยให้รัฐบาลทหารต้องยอมแพ้ เพราะในอีกด้านทางการเมืองนั้น รัฐบาลทหารยังสามารถควบคุมเมืองใหญ่ที่เป็นเมืองหลักในทางเศรษฐกิจได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความเหนือกว่าอย่างมากของกองทัพรัฐบาล คือการใช้ปฏิบัติการทางอากาศเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายต่อต้าน รวมทั้งการใช้การโจมตีด้วยการระดมยิงของหน่วยทหารปืนใหญ่ พร้อมกับการใช้โดรนโจมตี

แต่ขีดความสามารถทางทหารของฝ่ายรัฐบาลเช่นนี้ ก็ไม่สามารถทำลายศักยภาพทางทหารของฝ่ายต่อต้านได้ทั้งหมด และเมืองหลายเมือง (ในความหมายของ “เขตเลือกตั้ง”) อยู่ในความควบคุมของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

ดังนั้น คำถามพื้นฐานในกรณีนี้คือ รัฐบาลกลางจะสามารถจัดการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

และในเงื่อนไขของสงครามเช่นนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งของรัฐบาลกลาง (Union Election Commission) จะทำให้เกิดการเลือกตั้งที่ “เสรีและเป็นธรรม” (free and fair election) ได้อย่างไร

เช่น ปัญหาการจดทะเบียนและตรวจสอบสถานะของพรรคการเมือง การสำรวจสำมะโนประชากรสำหรับการเลือกตั้ง การจัดตั้งหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เป็นต้น

ปัญหาที่กล่าวเหล่านี้ดูจะไม่มีคำตอบในการทำให้กระบวนการการเลือกตั้งมีความ “สะอาดและโปร่งใส” เท่าใดนัก

จนทำให้เกิดความรู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในทางการเมืองคือ “การเลือกตั้งจอมปลอม” (sham election)

เพราะเป็นการดำเนินการของรัฐบาลทหาร ที่ไม่ได้ต้องการจัดให้เกิดการเลือกตั้งอย่างแท้จริง

และถ้าการเลือกตั้งเช่นนี้ถูกอธิบายในบริบทของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองแล้ว ก็คือสภาวะที่ “สาขาเปลี่ยนวิทยา” เรียกว่า “regime-controlled transition” อันทำให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

ดังจะเห็นได้ว่ารัฐบาลทหารได้ออกกฎหมายใหม่ในการควบคุมการเลือกตั้ง และการวิจารณ์การเลือกตั้ง คือ “Law on the Prevention of Disruption and Sabotage of Multi-Party Democratic General Elections” ซึ่งการกระทำความผิดตามกฎหมายนี้ ต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปีและรวมถึงต้องทำงานหนักในที่คุมขังด้วย

และถ้าเป็นการกระทำความผิดอย่างอุกอาจแล้ว อาจถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิตได้

กฎหมายนี้จึงเป็นการคุกคามทางการเมืองที่ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในทางการเมืองเป็น “ความผิดทางกฎหมาย”

ซึ่งเท่ากับทำให้การหาเสียงด้วยการวิจารณ์รัฐบาล หรือวิพากษ์การเลือกตั้งจะทำให้บุคคลหรือสื่อนั้นตกเป็นจำเลยได้ทันที

จึงมีนัยว่าในการเลือกตั้งเช่นนี้ จึงมีแต่สื่อของรัฐเท่านั้นที่สามารถทำหน้าที่ได้ โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกจับกุมในทางกฎหมาย

ฉะนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถูกวิจารณ์อย่างมากทั้งจากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและจากประชาคมระหว่างประเทศว่า รัฐบาลทหารได้แสดงการคุกคามต่อฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน

ซึ่งทำให้เป็นการเลือกตั้งที่มีปัญหาในตัวเอง ที่อาจไม่ได้รับการยอมรับจากเวทีสากล

หรือที่ถูกอธิบายจากฝ่ายต่อต้านว่า การเลือกตั้งนี้เกิดภายใต้เงื่อนไขของ “ความไม่มั่นคง ความกลัว และความแตกแยก”

เช่นนี้แล้วการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจะเป็นที่ยอมรับของเวทีสากลได้อย่างไร ฉะนั้น รัฐบาลทหารจึงพยายามชักชวนให้ประเทศต่างๆ สนับสนุนการเลือกตั้งในครั้งนี้

ความหวัง vs. ความจริง

รัฐบาลทหารในทางการเมืองจึงต้องสร้างภาพ โดยหวังว่าการเลือกตั้งนี้จะสื่อสารถึง “ความเป็นปกติ ความมีเสถียรภาพ และความปรองดอง” ภายในสังคมเมียนมาโดยส่วนหนึ่งคือ ความพยายามในการดึงเอากลุ่มการเมืองต่างๆ ให้เข้าร่วมการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกันก็พยายามเปิดประตูให้ “ตัวแสดงสากล” เข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะการเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง

โดยหวังว่าการกระทำเช่นนี้จะเป็นการสร้าง “ความชอบธรรมทางการเมือง” ให้กับการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลทหาร

อีกทั้งเห็นได้ชัดว่าชาติพันธมิตรที่ใกล้ชิดระบอบทหารได้ให้การสนับสนุนอย่างชัดเจน เช่น จีน รัสเซีย และเบลารุส ซึ่งในการนี้รัสเซียและเบลารุสยังประกาศส่งคณะผู้สังเกตการณ์เข้ามาอีกด้วย

ในภาวะเช่นนี้รัฐบาลพลัดถิ่นจึงพยายามรณรงค์ไม่ให้ชาติต่างๆ ส่งคณะผู้สังเกตการณ์มาร่วม

เพราะต้องถือว่าการมาของคณะผู้สังเกตการณ์นั้น จะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร ซึ่งรัฐบาลตะวันตกมีแนวโน้มที่จะไม่มีการส่งคณะดังกล่าวมา

สภาพเช่นนี้จะเป็น “ความอึดอัดใจ” ทั้งของไทยและของอาเซียน การส่งคณะผู้สังเกตการณ์จะถูกตีความว่า ไทยและอาเซียนได้ให้การรับรองการเลือกตั้ง และจะลำบากใจมากอย่างแน่นอนว่า ไทยและอาเซียนจะรับรองผลของคะแนนของการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ ดังได้กล่าวในข้างต้นแล้วว่าคาดเดาได้ไม่ยากเลยว่า เลือกอย่างไร รัฐบาลทหารก็ชนะ

แต่สภาวะเช่นนี้กลับกลายเป็นคำถามสำคัญมากกว่านั้นว่า ทั้งไทย อาเซียน รวมถึงชาติตะวันตก ควรจะดำเนินนโยบายอย่างไรต่อ “รัฐบาลสืบทอดอำนาจ” ของเมียนมาในอนาคต

เพราะผลการเลือกตั้งในตอนปลายปี 2025 และต้นปี 2026 อาจจะยังไม่ใช่เวลาการเปลี่ยนผ่านสู่ “การเมืองภาคพลเรือน” อย่างแน่นอน!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา