bg-single

บททดสอบ ระบบตำรวจระบบยุติธรรม | เหยี่ยวถลาลม

29.12.2025

ถ้าไม่ด้านชากันเกินไปหรือหลงทางจนเข้าขั้นวิกฤติ ตำรวจโดยทั่วไปจะรู้สึกเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจาก “อดสู”หรืออับอายกับข่าวคลิปเสียงสนทนาระหว่างผู้หนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่า “ผู้การ”กับอีกผู้หนึ่งซึ่งถูกเรียกว่า“มึง”

เนื้อความและอารมณ์ในการสนทนานั้นชวนให้เข้าใจว่า ฝ่ายหนึ่งเป็นใหญ่กับอีกฝ่ายเป็นผู้น้อย ซึ่งจะต้องฟังและต้องปฏิบัติตามก่อนที่จะ “ระเนระนาด”

จะว่าไปแล้ว บรรยากาศที่สะท้อนผ่านคลิปสนทนานั้น ไม่ได้แปลกพิสดารในวงการตำรวจ

“ราชการตำรวจ”เป็นงานที่มีเกียรติ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติใน“ระบบตำรวจ”นั้น “ไร้เกียรติ”

“ยศ”และ “ลำดับชั้น”การบังคับบัญชาของตำรวจนั้นที่จริงแล้วเป็นเรื่อง “งาน”

ทั้งยศกับลำดับชั้นกำหนดแสดงถึง “ภาระ”ที่รับผิดชอบ จากน้อยไปหามาก

ยศต่ำ ลำดับชั้นล่าง ความรับผิดชอบน้อย -ยศสูง ลำดับชั้นหรือตำแหน่งใหญ่ มีความรับผิดชอบมาก เช่น ผู้กำกับการ เป็นหัวหน้าสถานีตำรวจ ผู้บังคับการ เป็นตำรวจที่มียศ “นายพล” เป็นหัวหน้าหน่วยตำรวจระดับสูง เรียกว่า กองบังคับการหรือ หัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัด สูงล้ำเทียบชั้นไม่ได้เลยกับ “รองสารวัตร”

แต่ในเรื่องแบบแผนการปฏิบัติ ยุทธวิธี ผู้ที่มียศน้อย อยู่ในลำดับชั้นล่างๆจะต้องคอยรับฟังคำสั่งจากผู้ที่มียศสูงกว่าและอยู่ในลำดับชั้นที่สูงกว่าเสมอ ดังนั้นไม่ว่าความบกพร่องผิดพลาดใดเกิดขึ้นในงานทั้งหลาย “ความรับผิดชอบ”ทั้งหมดต้องตกแก่ “ผู้บังคับบัญชา”

ชั้นยศและตำแหน่งของตำรวจทั้งหมดที่วางไว้จึงมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ปฏิบัติงานตามที่กฎหมายในฐานะ “ผู้รักษากฎหมาย”หรือบังคับใช้กฎหมายนั้นเกิดความยุติธรรม ให้ผู้คนได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขและปลอดภัย

แต่การสนทนาใน “คลิป”ระหว่าง “รองสารวัตร”กับ “ผู้การ”ที่ฉาวโฉ่นั้นดูจะเหตุอันควรสงสัย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจึงต้องมีคำสั่งย้ายฟ้าผ่า “นายพล”จากตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเข้ากรุในทันที โดยให้เหตุผลในการย้ายครั้งนี้ว่า คลิปสนทนาระหว่าง “นายพล”หรือผู้การนั้นส่อไป

ในทางเค้น หรือคาดคั้นกับรองสารวัตรที่จัดการเรื่องผลประโยชน์ให้กับชุดเฉพาะกิจของกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด

สงสัยว่าประพฤติบกพร่องต่อหน้าที่ มีความไม่เหมาะสมที่จะให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม จึงย้ายเพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและโปร่งใส ไม่เกิดความเสียหายต่อทางราชการ

“ภาษาราชการ”งดงาม น่าฟัง

แต่ในทางปฏิบัติยังต้องติดตามอย่างรู้ทัน !

ในระบบตำรวจ การข่มขู่กรรโชกเรียกรับผลประโยชน์จากผู้บังคับบัญชามีในทุกระดับ ตั้งแต่สารวัตร ผู้กำกับการ ผู้บังคับการ ผู้บัญชาการ หรือสูงขึ้นไปนั้นก็สุดแล้วแต่นิสัยสันดานของผู้นำละคนแต่ละชั้น ดังจะเห็นได้ว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาเกิดเรื่องราวฉาวโฉ่จากพฤติการณ์ของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตั้งแต่ระดับผบ.ตร. รองผบ.ตร. ผบช. ผบก.รองผบก. ผกก.ไล่ลงไปเป็นลูกระนาดจนถึงชั้นประทวน

ถ้าจะมี “คำถาม”

น่าจะถามว่า ทำไมบริหารงานบุคคลของตำรวจจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า จนถึงขั้นพูดกันว่า ที่ชีวิตราชการก้าวหน้าและอยู่ดีกินดีนั้น ไม่แน่ใจว่าเป็น “ตำรวจ”หรือไม่

ตำรวจจึงไม่มี “วินัย” ลูกน้องไม่เคารพยำเกรงนาย เหมือนไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ยึดโยงกันด้วยผลประโยชน์ ไม่มี“ตัวแบบ”ตำรวจในอุดมคติตามที่ฝึกอบรมกันมา

ที่พบเห็นในชีวิตจริงมีแต่นายที่คดงอ หักหลัง ทิ่มแทงกันทั้งซึ่งหน้าและลับหลัง

กระทั่งรายการล่าสุด คดีทองคำน้ำหนัก 246 บาท คูณมูลค่าปัจจุบันปาเข้าไป 15 ล้านบาท

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก.เปิดเผยว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร.เข้ามารับทราบข้อหาไปเรียบร้อยแล้ว

ฐานร่วมกันเป็นผู้ให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน(นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป.ป.ช.) เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี กับความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานของรัฐเพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ในลักษณะเป็นตัวการร่วม ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ซึ่งคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 6 คน อาทิ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล นายสมบัติ ธรธรรม นายสามารถ กอนแก้ว นายสรพงษ์ วงค์สุวรรณ นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป.ป.ช. และนายสุรสิทธิ์ แพเกิด

ฝ่ายที่กล่าวหากับฝ่ายถูกกล่าวหา มีโอกาสต่อสู้กันตามพยานหลักฐานและเหตุผลอย่างทัดเทียม

กรณีที่“ผู้การ”คาดคั้น “รองสารวัตร”นั้นอยู่ในขั้นสอบสวนข้อเท็จจริง ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องแสดงให้เห็นสปิริตและศักยภาพของทีมสอบสวน และการวินิจฉัยชี้ขาดที่ตรงไปตรงมา ไม่ลูบหน้าปะจมูก

ส่วน “คดีสินบนทองคำแท่ง”ที่โจ๊กกับพวกถูกกล่าวหานั้นเป็นคดีอาญา สัมพันธ์กับกับทำหน้าที่ของคณะกรรมป.ป.ช. และสัมพันธ์กับความสามารถของตำรวจป.ป.ป.แห่งสอบสวนกลางในการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานว่าหนักแน่นและมั่นคง “เหนือกว่า”ฝ่ายถูกกล่าวหาหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย อดีตลูกน้องของโจ๊ก หวานเจี๊ยบ ที่เป็นผู้มอบหลักฐานทางวัตถุชิ้นสำคัญให้กับพนักงานสอบสวนนั้นจะยืนหยัดยืนยืนไปจนถึงที่สุดหรือไม่ที่จะเป็น “พยานปากเอก”

ทั้ง “คดีสินบนทองคำแท่ง”และ “ผู้การระเนระนาด”เกิดในระบบตำรวจ และเกี่ยวพันกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ล้วนๆ ทุกผู้คนที่ติดตามอยากเห็นจริงๆว่า จบช้าหรือจบไว และจบลงแบบไหน !?!!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.