คุยกับทูต | วิคเตอร์ เซเมนอฟ อาชญากรรมสงครามในยูเครน (2)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
ยูเครนในปี 2026 ความท้าทายด้านมนุษยธรรมที่เพิ่มสูงขึ้น สันติภาพที่เป็นธรรม (Just Peace) คือความจำเป็นอย่างยิ่งยวด
สันติภาพที่เป็นธรรมจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะสันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความยุติธรรมอยู่ด้วย เป็นการสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม ไม่มีความขัดแย้งจากความไม่เป็นธรรม (เช่น ความเหลื่อมล้ำ การกดขี่ การละเมิดสิทธิ) และส่งเสริมการเคารพซึ่งกันและกันในสังคมพหุวัฒนธรรม
กระบวนการสันติภาพ
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ (Mr.Viktor Semenov) อุปทูตยูเครนประจำประเทศไทย กล่าวถึงกระบวนการสันติภาพ ซึ่งเป็นความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งกับรัสเซีย
“ยูเครนไม่เคยเริ่มต้นสงคราม แต่แสวงหาทางออกทางการทูตเสมอ และขอความร่วมมือจากนานาชาติช่วยผลักดันให้เกิดสันติภาพที่ครอบคลุม เป็นธรรม และยั่งยืน
ผมขอเน้นย้ำว่า เรามุ่งมั่นที่จะยุติความขัดแย้งด้วยการเจรจา ผ่านช่องทางทางการทูต และพร้อมที่จะหยุดยิงทันที โดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างครอบคลุม”
สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของยูเครนที่จะใช้สันติวิธีและแสวงหาทางออกทางการเมือง แทนการใช้กำลัง
“เราซาบซึ้งอย่างยิ่งต่อความพยายามอย่างต่อเนื่องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคณะที่ต้องการยุติสงครามนี้ และขอขอบคุณพันธมิตรในยุโรป ที่ให้การสนับสนุนอย่างสำคัญต่อเรา ในทุกวันเราติดต่อสื่อสารกับพันธมิตรของเราทั้งหมดเพื่อระบุขั้นตอนที่สมจริงและสามารถทำได้เพื่อยุติสงครามนี้”

การประชุมกับพันธมิตรในยุโรปและสหรัฐฯ
“ในช่วงวันที่ 19-21 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะผู้แทนยูเครนได้ประชุมอย่างมีประสิทธิภาพหลายครั้งกับพันธมิตรในยุโรปและสหรัฐฯ
นอกจากนี้ยังมีการประชุมที่สร้างสรรค์แยกต่างหากในรูปแบบสหรัฐฯ-ยูเครน
ในระหว่างการประชุมนี้ มีเอกสารสำคัญ 4 ฉบับที่อยู่ในความสนใจ รวมถึงการพัฒนาแผน 20 ข้อเพิ่มเติม
แผนเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรือง : การปรับจุดยืนเกี่ยวกับกรอบการรับประกันความมั่นคงพหุภาคี (ระหว่างยูเครน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา)
และกรอบการรับประกันความมั่นคงของสหรัฐฯ สำหรับยูเครน”


รัสเซียเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการสันติภาพ
“อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงที่โหดร้ายคือ รัสเซียขัดขวางกระบวนการสันติภาพอย่างต่อเนื่อง เฉพาะในปีนี้ปีเดียวมีโอกาสมากมายสำหรับการหยุดยิง และการจัดเตรียมด้านความมั่นคงที่มีความหมาย แต่รัสเซียปฏิเสธทุกครั้ง
เราได้รับสัญญาณจากมอสโกที่บ่งชี้ว่าพวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับสงครามต่อเนื่องอีกปี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ได้มุ่งเป้ามาที่เราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาคมโลกทั้งหมดด้วย”
บ่งชี้ถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองและการทหาร โดยเฉพาะจากมอสโก ความขัดแย้งอาจยืดเยื้อ และเป็นการส่งสัญญาณถึงการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินต่อไป
“ในขณะที่บางคนอ้างว่า รัสเซียต้องการยุติสงคราม แต่ถ้อยคำและคำสั่งอย่างเป็นทางการจากสหพันธรัฐรัสเซีย กลับบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
แทนที่จะเป็นการหยุดยิงในวันคริสต์มาส หรือความก้าวหน้าบนเส้นทางสู่สันติภาพ รัสเซียกลับเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่อยูเครนอีกครั้งในเช้าวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนที่สำคัญเป็นเป้าหมายหลัก
ข้อเรียกร้องของรัสเซียเผยให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของพวกเขาซึ่งต้องการจำกัดสิทธิ์ของยูเครนในการเข้าร่วมพันธมิตร และจำกัดขีดความสามารถทางทหารของเรา
ดังที่ประธานาธิบดีของเราได้กล่าวไว้
รัสเซียรู้สึกไม่ปลอดภัย เมื่อใดก็ตามที่ประเทศเพื่อนบ้านมีความมั่นคง และไม่ต้องการให้ประเทศเพื่อนบ้านเจริญรุ่งเรือง รัสเซียพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนการรุกรานของตนด้วยข้ออ้างต่างๆ แต่ความจริงนั้นชัดเจน รัสเซียโจมตีประเทศยูเครนอย่างโจ่งแจ้ง ทำลายเมืองและหมู่บ้านของเรา สังหารผู้บริสุทธิ์ และทิ้งไว้เพียงความเสียหาย”
ประเด็นที่รัสเซียต้องการยุติสงครามแต่คำพูดทางการต่างกัน และความรู้สึกไม่มั่นคงต่อเพื่อนบ้านที่เข้มแข็งนั้น สะท้อนความซับซ้อนของนโยบายต่างประเทศรัสเซียที่มองว่าความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่ง (โดยเฉพาะที่โน้มเอียงไปทางตะวันตก) เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตนเอง จึงมักส่งเสริมความแตกแยกและขัดขวางการรวมกลุ่มกับตะวันตก ดังที่เห็นในยูเครนและจอร์เจีย โดยมีเป้าหมายรักษาอิทธิพลและสร้างเขตกันชน (Buffer Zone) ซึ่งบางครั้งต้องแลกกับการใช้กำลังทหารเพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้รัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค
โดยรัสเซียใช้อ้างเหตุผลต่างๆ เพื่อให้ดูชอบธรรม แต่การโจมตีที่แท้จริงคือการรุกราน เพื่อป้องกันไม่ให้ยูเครนได้พัฒนาและเป็นอิสระ

การทูตที่ปราศจากแรงกดดันจะไม่เกิดผล
“นี่คือเหตุผลที่ความพยายามทางการทูตต้องได้รับการสนับสนุนจากแรงกดดันที่แท้จริงต่อรัสเซีย ทั้งสององค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกันเพื่อสันติภาพ คือ “การทูตที่สร้างสรรค์” บวกกับ “แรงกดดัน” ต่อผู้รุกราน
ชาวยูเครนใช้ชีวิตอยู่ในภาวะสงครามมาเกือบสิบสองปีแล้ว นับตั้งแต่การรุกรานทางทหารของรัสเซียในปี 2014 และการรุกรานเต็มรูปแบบในสี่ปีที่ผ่านมา ไม่มีสัปดาห์ใดผ่านไปโดยปราศจากความขัดแย้ง”
ชาวยูเครนต้องเผชิญกับความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน เริ่มตั้งแต่การผนวกแคว้นไครเมียอย่างผิดกฎหมายโดยรัสเซีย ตลอดจนการยึดครองพื้นที่บางส่วนของแคว้นโดเนตสค์และลูฮันสค์ ในปี 2014
และทวีความรุนแรงขึ้นสู่การรุกรานเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ทำให้สงครามยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน
ชีวิตประจำวันของชาวยูเครนจึงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนและภัยสงครามอย่างต่อเนื่อง


สร้างสันติภาพระดับนานาชาติ
“เรากำลังทำงานเพื่อให้แน่ใจว่า สันติภาพสำหรับยูเครนนั้นมีศักดิ์ศรี (Dignified Peace) และมีกลไกการรับประกันความมั่นคง (Security Guarantees) ที่ชัดเจน ว่ารัสเซียจะไม่กลับมารุกรานเป็นครั้งที่สาม”
ส่วนการสนับสนุนของ EU ต่อยูเครนนั้น
“สหภาพยุโรป (EU) ได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการรับประกันความมั่นคงทางการเงินสำหรับยูเครน ซึ่งทำให้เรามีความมั่นใจทางการเงินในอีกหลายปีข้างหน้า หลักการนั้นง่ายมาก
รัสเซียต้องชดใช้ค่าเสียหายจากสงครามที่รัสเซียเป็นผู้เริ่มต้น และรัสเซียต้องไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากสงครามนี้ มิเช่นนั้น หลังจากความพยายามที่จะแบ่งแยกยูเครนแล้ว รัสเซียก็จะพยายามแบ่งแยกประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อีก”
การตัดสินใจนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญของความมุ่งมั่นของ EU ที่จะสนับสนุนยูเครนต่อไปเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในยุโรป

– ที่มา สำนักงานประธานาธิบดีแห่งยูเครน

– ที่มา คณะกรรมาธิการรัฐสภายูเครนด้านสิทธิมนุษยชน
การปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ
อุปทูตยูเครนแสดงความเห็นว่า
“เราไม่ได้ต่อสู้เพียงเพื่อเสรีภาพ เอกราช และสิทธิ์ในการดำรงอยู่ของประชาชนของเราเท่านั้น แต่เรายังปกป้องระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมายตามกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) เพื่อแสดงให้เห็นว่า พรมแดนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลัง เราไม่ต้องการให้การเปลี่ยนแปลงพรมแดนและการยึดครองดินแดนของรัฐอิสระ กลายเป็นแบบอย่างที่อันตราย”
เป็นการเน้นย้ำถึงการต่อสู้เพื่ออธิปไตยของชาติและการปกป้องหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) ที่ห้ามการใช้กำลังเปลี่ยนแปลงพรมแดนระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการยึดครองดินแดนของรัฐอื่น ซึ่งเป็นบรรทัดฐานอันตราย สะท้อนถึงสถานการณ์ความขัดแย้ง ที่ต้องการรักษาหลักการพื้นฐานของโลกที่สงบสุข
และเคารพในบูรณภาพแห่งดินแดน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
