Technical Time-Out | จริงตนาการ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซืออีกครั้ง ด้วยการปลด รูเบน อโมริม โค้ชชาวโปรตุเกสออกจากตำแหน่งไปแบบที่แฟนบอลทั่วโลกตกใจไม่น้อย
ที่บอกว่าน่าตกใจ เพราะ เซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ เจ้าของร่วม ที่เพิ่งเข้ามาซื้อหุ้นเมื่อไม่นานมานี้ ยืนยันว่าจะให้เวลาอโมริม 3 ปี ในการสร้างทีมของเขาเอง และมีเป้าหมายในการกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้อีกครั้ง ในปี 2028 ซึ่งเป็นการฉลองครบ 150 ปีของสโมสร
การสัมภาษณ์หลายๆ ครั้ง ทั้งเซอร์จิมและอโมริมต่างพูดตรงกันว่า เวลาเป็นสิ่งสำคัญ และมีความไว้วางใจกันอย่างแน่นแฟ้น ไม่ว่าผลงานของทีมปีศาจแดงจะออกมาน่าผิดหวังขนาดไหน เซอร์จิมก็ยังออกมาพูดหนุนหลังอโมริมอยู่เสมอ

ปัจจัยสำคัญที่มีการตัดสินใจปลดอโมริมในครั้งนี้ มาจากความดื้อของเจ้าตัว ที่ยืนหยัดในแนวทางของตัวเอง แม้ว่าจะได้เห็นกันแล้วว่า แนวทางกองหลัง 3 คน หรือ 3-4-3 ไม่เหมาะกับแมนยูในช่วงที่ทีมต้องการผลงานที่ดี
กุนซือวัย 40 ปี เคยบอกว่า ต่อให้พระสันตะปาปาบอกให้เปลี่ยนแผนการเล่น ก็จะไม่ทำเด็ดขาด และก่อนถูกปลด เขาก็บอกว่าสาเหตุที่บางแมตช์ต้องเปลี่ยนมาใช้กองหลัง 4 คน ไม่ใช่เพราะสื่อกดดันหรือใครบอกให้ทำ แต่เพราะนักเตะที่ลงสนามได้ในช่วงเวลานั้น ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแผน
เมื่อยึดมั่นถือมั่นกับแผนของตัวเองที่เคยประสบความสำเร็จมากับสปอร์ติ้ง ลิสบอน รอยร้าวก็เกิดขึ้นกับคนรอบข้างมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลงานไม่ได้ออกมาตามความคาดหวัง

เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการเทคนิคของแมนยู ที่ดูแลในเรื่องหลังบ้านของทีม ไม่แฮปปี้กับการดื้อดึงใช้กองหลัง 3 คน และแนะนำให้เปลี่ยนแผน สุดท้ายแล้วกลับโดนอโมริมสวนกลับในการแถลงข่าวหลังจบเกมกับลีดส์ ยูไนเต็ด ว่า อยากให้ทีมบริหารทำหน้าที่ของตัวเอง และตัวเองไม่ใช่แค่หัวหน้าโค้ช แต่เป็นผู้จัดการทีม
ประโยคเหล่านี้ ตามมาด้วยการประกาศปลดอโมริม ถึงแม้จะมีข่าวออกมาก่อนแล้วว่า แมนยูตัดสินใจปลดเขาก่อนเกมกับลีดส์แล้วก็ตาม
ในส่วนของนักเตะ อโมริมออกมาวิจารณ์และปฏิบัติกับหลายๆ คน แบบที่ถูกมองว่าแรงเกินไป โดยเฉพาะกับแข้งที่มีดีเอ็นเอความเป็นปีศาจแดงสูง ทั้ง มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ไม่ได้ลงสนามติดต่อกัน ก่อนจะไปอยู่กับแอสตัน วิลล่า ด้วยสัญญายืมตัว ต่อด้วยบาร์เซโลน่า ซึ่งก็ทำผลงานได้เป็นที่น่าพอใจของทั้งสองทีม
ค็อบบี้ เมนู แดนกลางอนาคตไกลที่พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามีของ กลับไม่ค่อยได้รับโอกาส จนต้องหาทางย้ายไปทีมอื่น
อเลฮันโดร การ์นาโช่ ปีกพรสวรรค์สูงที่แสดงอาการไม่พอใจ จากการไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริง ในเกมยูโรป้าลีก รอบชิงชนะเลิศ จนถูกขายไปให้เชลซี
การออกมาวิจารณ์ทีมแบบแรงๆ และยืนยันว่าต้องใช้เวลาในการสร้าง และลดช่องว่างกับทีมที่อยู่เหนือกว่า ทำให้แฟนบอลไม่ค่อยปลื้มโค้ชคนนี้นัก เขาเคยออกมาตำหนิว่า แมนยูในมือของเขาเป็นทีมที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ในวันที่พาทีมแพ้ไบรท์ตัน 1-3

แมนยูให้โอกาสอโมริม 14 เดือน อาจจะไม่มากนัก ในการสร้างทีมของตัวเอง แต่นักเตะที่ อีริก เทน ฮาก เคยดึงเข้ามา และที่มีอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นนักเตะชั้นดีที่น่าจะทำผลงานได้สม่ำเสมอมากกว่าที่เห็นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นการเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์ ซึ่งได้แนวรุกที่ประสิทธิภาพสูง ทั้ง มาเตอุส คุนญ่า, ไบรอัน เอ็มโบโม่, เบนยามิน เชชโก้ เข้ามา น่าจะทำให้ปีศาจแดงทีมนี้อันตรายมากกว่าเดิม แต่ก็ยังดิ้นรนยิงประตูตามตีเสมอ หรือเบียดชนะไปแบบไม่น่าเชื่อในบางเกม
โอมาร์ เบร์ราด้า ซีอีโอของแมนยู ที่เคยประสบความสำเร็จมากมายในวันที่บริหารแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เคยบอกว่า เมื่อมองดูทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างสม่ำเสมอ เพราะพวกเขามีโค้ชที่ใช่ เซ็นสัญญากับนักเตะที่ดี และมีโครงสร้างที่ถูกต้องสำหรับนักเตะและโค้ช ต้องมีการตัดสินใจที่แม่นยำสม่ำเสมอ ในวันที่ต้องสู้กับกฎการเงิน ถึงจะคว้าแชมป์ได้
ถ้าจะบอกว่าเซอร์จิมแห่งอีเนออส และทีมบริหาร ตัดสินใจผิดพลาดก็ไม่ผิดนัก ที่เอาโค้ชนอกอังกฤษที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับพรีเมียร์ลีกมาก่อนเลย มาทำงานยากและใหญ่ขนาดนี้
การเป็นผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นงานในฝันของโค้ชจำนวนมาก น้อยคนที่จะปฏิเสธโอกาสแบบนี้ แต่หลังยุคเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แทบจะไม่มีใครเลยที่เรียกได้ว่าเป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จกับแมนยู แม้ว่าจะเคยยิ่งใหญ่กับทีมอื่นๆ มาขนาดไหนก็ตาม
แมนยูลองมาทุกอย่างแล้ว และยังคงต้องหาโค้ชที่ใช่กันต่อไป ไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหน ถึงจะหาเจอ
แต่การเปลี่ยนแปลง ย่อมทำให้รู้สึกมีความหวังเสมอ
