ยุทธการ แดงเดือด | พฤษภาเลือด
ศอฉ. ‘ประจันหน้า’ นปช.
ภายใต้ คำขวัญ ปรองดอง
วันที่ 10 พฤษภาคม 2553 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ได้แถลงจุดยืนของ นปช.ของโรดแมปปรองดองของรัฐบาลอีกครั้งบนเวทีที่แยกราชประสงค์ถึงมติของที่ประชุม นปช.
ยืนยันว่า นปช.มีมติอย่างเป็นทางการว่า
1 นปช.ตอบรับวันเลือกตั้งใหม่วันที่ 14 พฤศจิกายน ตามที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอ
และตอบรับวันยุบสภาระหว่างวันที่ 15-30 กันยายน ตามความเห็นของคนในรัฐบาลโดยไม่มีเงื่อนไข
แต่ นปช.มีข้อเรียกร้องเพิ่มเติมคือ
รัฐบาลเองต้องปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรมในมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น เมื่อ นปช.ตอบรับมาตรการปรองดองในเรื่องวันยุบสภาและวันเลือกตั้งของรัฐบาล รวมถึงการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จากวันที่ 10 เมษายน เช่นเดียวกัน
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส.ระหว่างช่วงเปิดสภา ต้องถูกออกหมายจับ และเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมๆ กับแกนนำ นปช.
นปช.ต้องการให้คดีที่ประชาชนเสียชีวิตเป็นคดีประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เงียบหายไปเหมือนเหตุการณ์ในอดีตที่ผู้สั่งการเข่นฆ่าประชาชนไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย
ถ้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยอมมอบตัวกับตำรวจวันไหนคนเสื้อแดงก็พร้อมจะกลับบ้านทันที
แต่ถ้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ ปฏิเสธ แกนนำ นปช.ก็จะประกาศยุติข้อเสนอที่ให้ยุติการชุมนุม
2 กรณีข้อเสนอของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีการระบุถึงสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน กลุ่ม นปช.ขอเรียกร้องว่า นปช.พร้อมจะยุติการชุมนุมแต่เพื่อแสดงความจริงใจ
ขอให้รัฐบาลคืนสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีเพิลแชนแนล (พีทีวี) ให้กลับมาออกอากาศได้ตามปกติเหมือนเดิม
และหากมีการจัดตั้งคณะกรรมการเข้ามากำกับดูแลสื่อเพื่อให้เกิดความปรองดองพีทีวีก็พร้อมให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการเช่นเดียวกับกรณีของเอเอสทีวี
และ 3 รัฐบาลต้องตัดสินใจเองว่าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือไม่
เชื่อว่า หากยังไม่ประกาศยกเลิก ยิ่งนานวัน รัฐบาลจะยิ่งถูกกระแสสังคมกดดันมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บทความ “ข้อเท็จจริงการเสียชีวิตและความรุนแรง พฤษภา 53” ในหนังสือเพื่อความจริงเพื่อความยุติธรรมของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมฯ (ศปช.)
ด้านหนึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก “‘โรดแมป’ นปช.ยืน 3 เงื่อนไขแลกยุติม็อบ” จากหนังสือพิมพ์ “มติชน” ฉบับวันที่ 11 พฤษภาคม 2553
ด้านหนึ่ง ได้ตั้งข้อสังเกตเป็นเชิงอรรถด้วยว่า
การแถลงของ นปช.ครั้งนี้ไม่ได้มี นายวีระ มุกสิกพงศ์ ประธาน นปช.เข้าร่วมด้วย ซึ่งมีรายงานข่าวว่านายวีระไม่ได้มาเข้าร่วมเนื่องจากในการเจรจาลับที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
นายวีระรับปากว่าจะมีการประกาศยุติการชุมนุมในวันเดียวกันนี้แต่กลับถูกแกนนำคนอื่นคัดค้าน
ทำให้ตัดสินใจลดบทบาทตัวเองลง
เชิงอรรถเสนอให้ดู “แผนปรองดองพ่นพิษ / นปช.แตกกันยับ หึ่ง ‘วีระ’ ถอนตัว” ในหนังสือพิมพ์ “แนวหน้า” ฉบับวันที่ 11 พฤษภาคม 2553
และระบุด้วยว่า ต่อมาภายหลังนายวีระได้เปิดเผยว่า เขาเป็นตัวแทน นปช.ไปเจรจากับตัวแทนของรัฐบาลหลายรอบ เมื่อต่อรองกันจนได้ว่ารัฐบาลจะยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553
เขาก็ถือว่าพอสมควรแล้ว
“เพราะเราออกมาอยู่ข้างนอกเรารู้หมดแล้วว่าอีกฝ่ายเตรียมเอาปืนยิง เราก็ไม่ต้องการให้ตายเพิ่ม เราคิดว่าหยุดแค่นั้นเถอะแล้วไปเลือกตั้ง”
แต่เมื่อเข้าที่ประชุม นปช.แกนนำหลายคนยังเสนอเงื่อนไขปลีกย่อยเพิ่มเติมอีก
เมื่อไม่สามารถทำตามที่ตกลงไว้กับคู่เจรจาได้จึงลาออกจากตำแหน่งประธาน นปช.และขอเปลี่ยนให้นายณัฐวุฒิมาเป็นผู้เจรจาคนใหม่แทน (ฟ้ารุ่ง ศรีขาว, สุภาพบุรุษไพร่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, กรุงเทพฯ, มติชน 2554) หน้า 159-161
นั่นคือความนัยจากทางด้านแกนนำ นปช.
ขณะเดียวกัน หากศึกษาจาก “ขีดเส้นตาย 12 พ.ค. ‘แดง’ ล้มปรองดองไม่เลิกม็อบ / ‘มาร์ค’ กร้าวหมดเวลาต่อรอง” ในหนังสือพิมพ์ “แนวหน้า” ฉบับประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2553
ประสานกับ “อภิสิทธิ์กร้าวม็อบตัดน้ำ-ไฟ ถ้าไม่สลาย 12 พ.ค.” ในหนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” ฉบับประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2553
ประสานเว็บไซต์ “media.thaigov” ข่าวทำเนียบรัฐบาล ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ภายใต้หัวข้อ “นายกรัฐมนตรีย้ำมีความชอบธรรมที่จะขอคืนพื้นที่” อันสะท้อนการเคลื่อนไหวของรัฐบาล
ก็จะเข้าใจใน “อุณหภูมิ” ทางการเมือง
นั่นก็คือ เช้าวันที่ 11 พฤษภาคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปที่ดีเอสไอเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาร้องทุกข์ตามที่ญาติของผู้เสียชีวิตในวันที่ 10 เมษายน ร้องทุกข์ต่อดีเอสไอว่าเป็นผู้สั่งให้สลายการชุมนุมจนทำให้เกิดการเสียชีวิตในวันที่ 10 เมษายน
ด้านปฏิกิริยาของ นปช.ได้ประกาศไม่ยอมรับการดำเนินการดังกล่าวเนื่องจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ได้ไปในฐานะเป็นผู้ต้องหา
ต่อมา ในเวลา 18.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เรียกประชุม ศอฉ.ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ โดยมีรายงานว่า ศอฉ.จะรอดูท่าทีของ นปช.ในวันที่ 12 พฤษภาคม อีกเพียง 1 วันเท่านั้น
หากยังไม่ยุติการชุมนุม ศอฉ.จะใช้มาตรการกดดันให้ออกนอกพื้นที่ให้เร็วที่สุด
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ย้ำว่า จะไม่มีการเจรจาต่อรองใดๆ กับแกนนำ นปช.อีก หากผู้ชุมนุมอยากจะเข้าสู่กระบวนการปรองดองต้องยกเลิกการชุมนุมเท่านั้น
และวันนี้คณะรัฐมนตรีได้รับทราบความจำเป็นของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องดำเนินมาตรการต่อไป ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากประชาชนว่าอาจต้องได้รับความเดือดร้อนมากขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ
และจำเป็นต้องทำเพื่อคืนความเป็นปกติให้สังคม
ตอนนี้ภาครัฐมีความชอบธรรมทุกประการที่จะดำเนินการตามความจำเป็นให้เกิดความมั่นคงและความเป็นปกติ หากผู้ชุมนุมมีความจริงใจในการปรองดองขอให้กลับบ้านในวันที่ 12 พฤษภาคม
