สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
“ช็อก” หรืออาการตื่นตกใจเป็น 1 ในหัวข้อที่นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก 287 คนหยิบมาเป็นประเด็นถกเถียงบนเวทีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนป ก่อนนำมาสรุปเป็นรายงานเรื่องอนาคตที่เราเลือก (A future we choose) ซึ่งมีทั้งหมด 1,242 หน้า และออกเผยแพร่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ยูเนปให้คำนิยาม “ช็อก” ว่า เป็นเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นและสร้างความเสียหายมหาศาล เหตุการณ์นั้นอาจเกิดจากธรรมชาติหรือน้ำมือมนุษย์ อย่างเช่นน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นยักษ์สึนามิ โรคระบาด สงคราม เศรษฐกิจระส่ำผู้คนเป็นหนี้ท่วมหัว ข้าวยากหมากแพง โรงงานผลิตสารเคมีระเบิด หรือน้ำมันรั่วเปื้อนทะเล
เหตุการณ์เหล่านั้นล้วนมีผลต่อความรู้สึกของผู้คนซึ่งทำให้เกิดอาการช็อกอย่างรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะหดหู่ทางอารมณ์ คลุ้มคลั่งโกรธแค้น และแรงกระเพื่อมทางสังคม อย่างเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงทำให้ชาวหาดใหญ่ไม่พอใจกับการบริหารงานของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล และผู้บริหารเมืองหาดใหญ่
โพลสำรวจความนิยมที่มีต่อรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล และผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่สงขลาลดฮวบฮาบ
หรือเหตุการณ์ล่าสุดในต่างประเทศ ที่ชาวอิหร่านลุกฮือประท้วงผู้นำรัฐบาลเนื่องจากเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ เงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าอย่างหนัก ถ้าเทียบเงินบาทไทย 1 บาท แลกได้ 36,300 เรียล เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ
ชาวอิหร่านไม่เชื่อถือเงินเรียลหันเก็บทองหรือดอลลาร์แทน ขณะที่เงินเฟ้อพุ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ ข้าวของแพง รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ ชาวอิหร่านทนไม่ไหวออกมาประท้วงทั่วประเทศ รัฐบาลใช้กำลังทหารปราบปรามจับกุมและสังหารผู้ประท้วง ความวุ่นวายในอิหร่านยังไม่รู้จะจบลงอย่างไร
รายงานของยูเนประบุว่า ในรอบ 40 ปี ภัยธรรมชาติที่ทำให้ชาวโลกช็อกมีผู้ได้รับผลกระทบเสียชีวิตบาดเจ็บหรือกลายเป็นผู้ประสบภัยไร้ที่อยู่อาศัยมากกว่า 10,000 คนนั้น มีความถี่เพิ่มขึ้นทุกปี
ปี 2563 เหตุการณ์แผ่นดินไหว น้ำท่วม พายุเฮอร์ริเคน ภูเขาไฟระเบิด คลื่นความร้อนและไฟป่า มีผู้ได้รับผลกระทบราว 106 ล้านคน เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 161,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างปี 2523-2565 ยังมีเหตุสงครามและอุบัติเหตุทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นด้วย
สำหรับภัยที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ทำให้เกิดอาการช็อก คือการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เช่น โค่นป่า ทำเหมืองแร่ เอาผืนดินมาแปลงเป็นพื้นที่เกษตร คนที่อยู่กับป่าต้องอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน
ผืนดินเจอสารเคมีปุ๋ยยาฆ่าหญ้าฆ่าแมลงทำลายจนกลายเป็นดินเสื่อม
การเผาป่าทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 สัตว์ป่าสูญพันธุ์ สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
ปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ในบ้านเรานั้น มาจากการปล่อยให้ทำลายป่าไม้กันอย่างมโหฬารมาตั้งแต่อดีต และรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ไม่มีมาตรการควบคุมการทำลายป่าไม้ที่เข้มงวดได้ผล และปล่อยให้ผู้คนเข้าไปบุกรุกแผ้วถางกลายเป็นไร่อ้อย ไร่มัน และพืชผลการเกษตรมายาวนาน
การบังคับใช้กฎหมายที่ไร้ผล และไม่มีนโยบายควบคุมการบุกรุกป่าที่เข้มข้น ผลที่ตามมาคือฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 เกิดขึ้นคลุมเมืองทุกปี
นับตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลงสภาพผืนดินทั่วโลกจากป่ามาเป็นเมืองและพื้นที่เกษตรปศุสัตว์รวมแล้วมากกว่า 290 ล้านไร่ ผืนป่าในภูมิภาคอเมริกาใต้ ถูกโค่นทำลายมากสุด ตามด้วยภูมิภาคเอเชีย
สาเหตุหลักของการรุกป่าทำลายพื้นที่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันสวยงาม มาจากการขยายตัวของประชากร กระแสบริโภคนิยม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
จำนวนประชากรยิ่งขยายตัวเพิ่มมากเท่าไร ความต้องการอาหารและสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดยิ่งมากเป็นทวีคูณ
ชาวโลกบริโภคปลาเพิ่มขึ้นจากปี 2504 ที่ 9.1 กิโลกรัมต่อคน เป็น 20.7 กิโลกรัมต่อคน ในปี 2565
ชาวโลกใช้เชื้อเพลิงฟอลซิล ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินกันเพลิดเพลิน 80 เปอร์เซ็นต์ของเชื้อเพลิงเหล่านี้ใช้ไปกับการขนส่งและผลิตกระแสไฟฟ้า
ในปี 2566 ผลของการเผาเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานทำให้เกิดก๊าซพิษลอยสู่ชั้นบรรยากาศโลกมากถึง 36,800 ล้านตันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเทียบจากปี 2556-2566 เพิ่มเป็น 15 เปอร์เซ็นต์
อุตสาหกรรมเหมืองแร่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ในห้วง 50 ปีที่ผ่านมา ความต้องการแร่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 2.3 เปอร์เซ็นต์ เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การถ่ายภาพดาวเทียม การขุดหาแร่อัตโนมัติและกระบวนแยกคัดแร่ที่ก้าวหน้า มีผลให้การขุดแร่ทำเหมืองเติบโตอย่างรวดเร็ว
แร่หายากหรือแรร์เอิร์ธ ซึ่งนำไปใช้ในการทำแม่เหล็กในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด รถไฟฟ้า เพิ่มมากเป็นสองเท่าจากปี 2558-2566 มีปริมาณมากถึง 93 กิโลตัน และอีก 10 ปีข้างหน้าจะพุ่งเป็น 466 กิโลตัน การผลิตแร่หายากต้องใช้สารเคมีรุนแรงเพื่อสกัดและล้างแปรรูป กระบวนการเหล่านี้นำไปสู่ปัญหามลพิษปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม

ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษมีความซับซ้อนหลายมิติและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนำไปสู่ความกังวลใหม่ๆ อย่างเช่น มลพิษที่เกิดจากพลาสติกที่ขยายบานปลายใหญ่โต
ขยะพลาสติกที่กระจายลึกไปถึงใต้มหาสมุทร บนภูเขาสูงอย่างหิมาลัย ในผืนป่า หรือกระจัดกระจายในขั้วโลกเหนือ มีผลกระทบต่อวงจรชีวิตสัตว์ เกิดปัญหากับชุมชนที่อยู่อาศัย
ขณะที่กระบวนการเก็บทำลายหรือแปรรูปขยะพลาสติกยังไม่ได้เดินไปคู่ขนานกับปริมาณการผลิตและการนำไปใช้ประโยชน์จากพลาสติก
อีกปัจจัยที่ยูเนปเป็นกังวล ได้แก่ การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะรสนิยมในแฟชั่นด่วนเร็ว (fast fashion) เสื้อผ้าสิ่งทอที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกผลิตป้อนให้กับคนรุ่นใหม่กำลังกลายประเด็นวิกฤตขยะพลาสติก
เสื้อผ้ามือสองกองเป็นภูเขาขยะในหลายประเทศ เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมายเนื่องจากไม่สามารถเผาทิ้งทำลายได้เพราะจะเกิดสารพิษปนเปื้อนในอากาศ ขณะที่กระบวนการผลิตแฟชั่นด่วนเร็วใช้วัตถุดิบปริมาณมหาศาล ต้องผลิตป้อนลูกค้าทั่วโลกในห้วงเวลาเดียวกันและผู้บริโภคใช้เพียงไม่กี่ครั้งก็ทิ้งเปลี่ยนใหม่ที่ทันสมัยกว่า
เมื่อปี 2563 มูลค่าแฟชั่นด่วนเร็วทั่วโลก 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มาในปี 2568 พุ่งเป็น 2.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเดือนมีนาคม 2567 ยูเนปออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ชาวโลกผนึกกำลังในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพผืนดิน การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ วิกฤตสารเคมีปนเปื้อนและวิกฤตขยะของเสีย
ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีผลต่อสุขภาพความเป็นอยู่ของชาวโลกทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีผลต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และปลอดภัย
ยูเนประบุว่า ชาวโลกกว่า 40 เปอร์เซ็นต์อยู่ในพื้นที่ที่ความหลากหลายทางชีวภาพหดหายไป ประชากรที่อยู่ในวัยทำงานราว 71 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 2,400 ล้านคน อยู่ในท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง ทุกปี ผู้ใช้แรงงานราว 7 ล้านคนเสียชีวิตเพราะเจอสารพิษปนเปื้อน
รายงาน “อนาคตที่เราเลือก” กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลมาจากน้ำมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือการตัดไม้ทำลายป่าทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกร้อนขึ้น 1.3 องศาเซลเซียส
สภาพภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แนวปะการังพังทลายเพราะอุณหภูมิในน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ป่าฝนที่ชุ่มชื้นถูกโค่นทำลาย ป่าชายเลนที่หดหายเพราะการรุกคืบของเมือง ธารน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือและบนเทือกเขาสูงละลายอย่างรวดเร็ว เช่นนี้จะยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคตอันใกล้
นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชี้ว่า ราวๆ 20-30 ปีข้างหน้า ธารน้ำแข็งขั้วโลกเหนือและบนเกาะกรีนแลนด์ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ขู่ว่าจะส่งทหารบุกยึดจากมือของเดนมาร์กนั้นละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1.5 เมตร และภาวะโลกเดือดส่งผลต่อแนวปะการังลดลง 70-90 เปอร์เซ็นต์ จะเกิดผลกระทบต่อชุมชนโลกอย่างรุนแรงยิ่งกว่าปัจจุบัน
ถ้าการประเมินของนักวิทยาศาสตร์เป็นไปเช่นนั้น ทางเลือกในอนาคตของชาวโลกยิ่งเหลือน้อยลงทุกที
