โดย ธงชัย วินิจจะกูล
ถึงวันนี้มีหลายคนขนานนาม “กรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) เสียใหม่ไปเรียบร้อยแล้วว่า “กรรมการขัดขวางการเลือกตั้ง” เพราะแสดงออกไปในทำนองนั้น ทั้งในการเลือกตั้งที่ผ่านมาและครั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ไม่มีวี่แววจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น
ความผิดพลาดไม่ใช่เพียงพิมพ์ผิด ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่โตมากสำหรับการเลือกตั้งแม้คงจะไม่จงใจให้เกิดขึ้นก็ตาม แต่พฤติกรรมที่ชี้ชัดกว่านั้นและไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เกิดจากเจตนาจงใจให้เป็นเช่นนั้นก็คือ การออกแบบกระบวนการขั้นตอนลงคะแนนเสียงที่ยากจะเข้าใจ ยากจะทำตาม และสามารถเกิดความบกพร่องได้ง่ายมากๆ ซึ่งจะทำให้เสียงหล่นหายหรือกลายเป็นโมฆะ
ในการเลือกตั้งครั้งหลังๆ มักมีปัญหาว่า จะจัดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า ในเขต นอกเขต นอกประเทศอย่างไร กำหนดวันเวลาพอไหมเหมาะสมไหม แต่ดูเหมือนการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้ กกต.ได้ออกแบบขั้นตอนการเลือกตั้งอย่างพิสดารมากที่สุด
เพราะแยกการออกเสียงลงประชามติเป็นกระบวนการต่างหากจากการเลือกตั้ง แต่อยู่ในคูหาเดียวกัน หย่อนบัตรลงคะแนนให้ผู้สมัครเสร็จ ยังต้องลงทะเบียนอีกครั้งเพื่อรับบัตรไปหย่อนลงประชามติอีกใบ
(คิดบวกก็ได้นะ…ทำแบบนี้ก็ยังดีกว่าต้องเดินไปอีกคูหาที่อยู่คนละแห่งเพื่อลงประชามติ…ต้องขอบคุณ กกต.ในข้อนี้)
ที่หนักหนาสากรรจ์ที่สุดคือ กระบวนการลงประชามติของผู้ที่ไม่สามารถไปหย่อนบัตรในเขตเลือกตั้งของตนเองได้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพราะลงล่วงหน้าก็ไม่ได้ แต่ขอลงนอกเขตได้ ทำอย่างนั้นไม่ได้ อย่างนี้ได้ ฯลฯ
คนสมองไม่ทึบนักอย่างผม ยังงุนงงสับสนเหลือเกิน ยอมรับว่าผมเองไม่มีปัญญาสรุปให้มันง่าย อย่างที่หลายคนพยายามช่วยกันทำได้เลย
กกต.ยืนยันว่าทั้งหมดนี้เพราะต้องทำตามกฎหมาย ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง ดังนั้นจึงอาจสะท้อนว่ากฎหมายเองคงมีส่วนในการออกแบบที่สร้างอุปสรรคให้กับการลงคะแนนด้วย
อย่างไรก็ตาม อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหาก กกต.รับรู้ว่ายุ่งยากมีปัญหา แล้วได้พยายามสร้างระบบที่ง่ายกว่านี้ ปรึกษาหารือกับรัฐบาลและรัฐสภา เพื่อสร้างกระบวนการที่ง่ายสำหรับการออกเสียงของประชาชนหรือเปล่า
ตัวอย่างที่สาหัสไปกว่านั้น เป็นเรื่องเล่าจากคุณแม่คนหนึ่งซึ่งบรรยายอย่างละเอียดว่าไปขอลงคะแนนล่วงหน้าเพราะจำเป็นต้องพาบุตร 10 ขวบไปต่างประเทศ แล้วกลับถูกสอบสวนอย่างหนัก ราวกับเป็นผู้ต้องสงสัยว่ากำลังพยายามทำสิ่งที่ผิด (ไปหาอ่านกันเอาเองนะครับ)
ทั้งที่ใครก็ตามที่ต้องการออกเสียงเลือกตั้งไม่ว่าที่ไหน ควรจะทำได้โดยไม่ต้องบอกเหตุผลเลยด้วยซ้ำไป
ถ้าหากกล่าวว่ากรณีนี้เป็นความผิดพลาดบกพร่องของเจ้าหน้าที่หนึ่งคนก็แล้วไป แต่ผมสงสัยว่าพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่หนึ่งคนในครั้งนี้ สะท้อนภาพใหญ่กว่านั้น และสะท้อนแนวทางของ กกต.ด้วย
กกต.มีความพยายามสักแค่ไหนอย่างไร เพื่อทำให้การเลือกตั้งเป็นไปได้โดยสะดวกที่สุดสำหรับประชาชน หรือยึดแนวปฏิบัติของข้าราชการไทยอย่างเคร่งครัด
นั่นคือ อย่าทำอะไรมากนัก ทำแค่เท่าที่กฎหมายกำหนดก็พอ และหากไม่จำเป็นก็ทำตามที่เคยทำๆ มาก่อนหน้านั้นก็พอ
กฎหมายก็ควรอยู่บนหลักว่าต้องทำให้การเลือกตั้งเป็นไปได้โดยสะดวกที่สุดสำหรับประชาชน มิใช่เพียงมุ่งป้องกันการทุจริตจนกลายเป็นการสร้างเครื่องกีดขวางสารพัด ทำนองเดียวกับกฎหมายสารพัดที่ไม่เกื้อหนุนธุรกิจหรือการลงทุน และกฎหมายอีกสารพัดที่เป็นอุปสรรคไม่เกื้อหนุนการเปลี่ยนแปลง
จนประเทศไทยกำลังขึ้นอืดเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้สักอย่าง
หันไปมองฟากโลกตรงข้ามประเทศไทย ความขัดแย้งต่อสู้กันระหว่างฝ่ายที่ต้องการเพิ่มความสะดวกในการลงคะแนน กับฝ่ายที่ตั้งเครื่องกีดขวางการลงคะแนนอย่างสะดวกเพื่อป้องกันการทุจริต เกิดขึ้นในการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกามานาน โดยเฉพาะในครั้งหลังๆ หรือในยุคที่โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันลงสมัครรับเลือกตั้ง
พรรครีพับลิกันพยายามทำอย่างหลัง ด้วยการออกกฎหมายในหลายมลรัฐให้การลงคะแนนมีเงื่อนไขมากขึ้น สะดวกน้อยลง โดยเฉพาะการห้ามหรือจำกัดการลงคะแนนทางไปรษณีย์ ทั้งๆ ที่เป็นวิธีการลงคะแนนที่ทำกันมาช้านานแล้ว
พรรคเดโมแครตและกลุ่มองค์กรภาคประชาชนจำนวนมากต้องการเพิ่มความสะดวกในการลงคะแนน ซึ่งเป็นธรรมเนียมพื้นฐานของการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกามาช้านาน เพราะจากประสบการณ์หลายสิบปีของอเมริกานั้น คนที่จะถูกพรากสิทธิเนื่องจากมาตรการป้องกันทุจริต มักเป็นคนชั้นล่างหรือคนผิวดำ
ตามทัศนะของฝ่ายเดโมแครตและกลุ่มองค์กรภาคประชาชน การสร้างอุปสรรคสำหรับการเลือกตั้งจึงทั้งทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งครั้งนั้นๆ และยังเป็นการกีดกันคนชั้นล่างและเหยียดผิวอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น มีการสอบสวนวิจัยพบว่าคะแนนเสียงทุจริตเป็นสัดส่วนน้อยมากของคะแนนทั้งหมดในการเลือกตั้งหนึ่งๆ แทบทุกกรณี ไม่มีผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง ดังนั้น การพยายามจับผิดที่ไม่มีนัยสำคัญต่อผลการเลือกตั้งจึงไม่จำเป็น
ในสหรัฐอเมริกาตามที่เล่ามา มาตรการรูปธรรมที่ถูกนำมาเป็นเครื่องกีดขวางการลงคะแนนเสียง ได้แก่ ตรวจบัตรประจำตัวหรือหลักฐานเพื่อยืนยันตัวตน จำกัดเวลา จำกัดสถานที่ หรือแม้กระทั่งจำนวนกล่องที่จะวางไว้ในที่สาธารณะเพื่อรับบัตรลงคะแนนล่วงหน้า ออกกฎเกณฑ์สารพัดที่ทำให้การลงคะแนนทางไปรษณีย์ยากขึ้น เป็นต้น
มาตรการเหล่านั้นเทียบไม่ได้เลยกับที่ขั้นตอนลงทะเบียนและลงคะแนนอย่างพิสดารเข้าใจยาก น่าจะกล่าวได้ว่า กกต.ของประเทศไทยทำยิ่งกว่า “ทรัมเปี้ยน”(Trumpians) เสียอีก
ถ้าหากเราถือว่าทุกพฤติกรรม รวมทั้งการจัดการเลือกตั้งด้วย ย่อมมีแนวความคิดบางอย่างแฝงอยู่ แม้ว่าเราท่านและ กกต.อาจไม่รู้ตัวก็ตาม
คำถามน่าคิดก็คือ การหย่อนบัตรออกเสียงเลือกตั้งเป็นสิทธิหรือเป็นหน้าที่
ท่านผู้อ่านคิดว่าเป็นสิทธิพื้นฐานที่สำคัญมาก ถึงขนาดที่รัฐควรจะต้องจัดการอำนวยความสะดวกให้ ควรต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะสนับสนุนให้เสียงของประชาชนทุกบัตรมีความหมาย ความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจไม่ควรเป็นเหตุให้บัตรหรือเสียงของประชาชนหนึ่งคนนั้นหมดความหมายไปง่ายเกินไป
หรือผู้อ่านคิดว่า การออกเสียงเลือกตั้งเป็นสิทธิไม่สำคัญนัก ทำให้ถูกตามระเบียบกฎหมายที่มีอยู่เป็นพอ
หรือผู้อ่านคิดว่า การออกเสียงเลือกตั้งเป็นหน้าที่ ประชาชนมีหน้าที่ต้องทำ หากไม่ทำก็ถูกตัดสิทธิครั้งหน้า ดังนั้น แม้จะมีเงื่อนไขมีอุปสรรคบ้างก็ต้องขนขวายพยายามทำตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด อย่าบ่นกันนักเลย ทำนองเดียวกับที่เราท่านมีหน้าที่ต้องเสียภาษี มีหน้าที่ที่ต้องทำตามกฎหมาย ต้องเกรงกลัวต่ออำนาจ ฯลฯ
ตามแนวคิดอย่างหลังนี้ กกต.ทำหน้าที่ให้เกิดการเลือกตั้งก็เพียงพอแล้ว หากไม่สะดวกหรือมีอุปสรรค ประชาชนเองต้องขวนขวายเองจนกว่าจะสำเร็จ
ระหว่าง “สิทธิ” พื้นฐานที่สำคัญ กับขั้วตรงข้ามคือเป็น “หน้าที่” ซึ่งประชาชนต้องรับผิดชอบทำให้ถูกต้องเคร่งครัด นี่คือสองขั้วของความคิดว่าการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคืออะไร
คนไทยคุ้นเคยกับคำ 2 ชุดซึ่งเอามาวางเป็นคู่ตรงข้ามกันเช่นนี้ เพราะแทบทุกครั้งที่มีการพูดถึงสิทธิเสรีภาพ รัฐ (โดยเฉพาะรัฐอำนาจนิยม) จะสวนกลับทันทีว่า ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบด้วย
ในสังคมเสรีประชาธิปไตยที่กฎหมายเป็นใหญ่ กฎหมายมีพื้นฐานอยู่ที่ “สิทธิของพลเมือง” แต่สังคมไทยและกฎหมายสมัยใหม่ของไทยมีพื้นฐานอยู่ที่ “หน้าที่และความรับผิดชอบ”
สังคมที่มีกฎหมายอยู่บนพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพเป็นหลักสำคัญที่สุด จะจัดการเลือกตั้งแบบหนึ่ง แต่สังคมที่กฎหมายอยู่บนพื้นฐานของหน้าที่ จะจัดการเลือกตั้งออกมาอีกแบบหนึ่ง
สองอย่างนี้คือฐานคิดที่ต่างกัน เมื่อปะทะกันหรือแลกเปลี่ยนกัน มักจะทำให้เกิดการพูดคนละภาษา เหมือนกับ iLaw เถียงกับ กกต.เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการพูดกันคนละภาษา
แม้ว่าหน้าฉากเราจะเห็นเป็นข้อขัดแย้งรูปธรรมมากมาย แต่เบื้องลึกลงไปแล้วมันคือฐานคติ (premise) คนละชุด ปรัชญาคนละอย่างเกี่ยวกับการออกเสียงเลือกตั้ง
ฐานคติ 2 แบบที่ต่างกันเช่นนี้ นำไปสู่แนวความคิด และแนวทางการปฏิบัติที่ต่างกันอีกมากมายหลายกรณี จนทำให้พูดกันคนละภาษา หรือคนละเรื่องเดียวกันเป็นประจำ
หลายเรื่องจึงเถียงกันให้ตกฟากได้ยากมาก
