การให้ทุนแบบจับเสือมือเปล่าของ กสศ. และการฝากภาระให้กับครู (อีกแล้วครับท่าน)
คอลัมน์ CityZense
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
- เราต้องการระบบการผลิตครูพันธุ์ใหม่ เปลี่ยนการสอบ ปรับหลักสูตร แล้วสร้างวิชาชีพให้เข้มแข็ง
- เราต้องการระบบการผลิตครูพันธุ์ใหม่ (2) ต้องคัดคนเรียน และลดจำนวนผลิตครู
- อ่าน การผลิตครูพันธุ์ใหม่เชิงปริมาณ กับคุณภาพที่น่ากังขา ความจริงอันน่าระคายหู
- อ่าน หยุดการลดคุณภาพการผลิตครู ด้วยการลดเงื่อนไขการคัดคน
- อ่าน ใครๆ ก็อยากออกนอกระบบ การศึกษาไทยก็ด้วย การกระจายอำนาจโรงเรียน ที่สุดท้าย ใครดี ใครได้
- อ่านบทความทั้งหมดของ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ คลิกที่นี่
ไม่กี่วันมานี้ มีเสียงบ่นและก่นด่ามาจากครูจำนวนมากในกรณีการคัดกรองนักเรียนของ กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) ความไม่พอใจนี้กระเพื่อมแรงขึ้นพร้อมกับข่าวลือการลดและตัดสวัสดิการข้าราชการ นอกจากนั้นมันยังสวนทางกับนโยบายลดภาระครูที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศออกมาเมื่อหลายเดือนก่อน
ความหวังดีของ กสศ.ที่ต้องการมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กผู้ด้อยโอกาสและยากไร้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ในทางปฏิบัติแล้ว พวกเขาไม่มีกลไกระดับพื้นที่เป็นของตนเอง ดังนั้น ผู้ที่ใกล้ตัวเด็กเหล่านั้นมากที่สุดก็คงไม่พ้นกับครูทั้งหลาย วิธีคิดเช่นนี้มิใช่เป็นเฉพาะ กสศ. ทุกหน่วยงานในประเทศนี้ ทั้งรัฐและเอกชนก็มองว่าครูคือ เอเย่นต์คนสำคัญที่เป็นผู้ส่งต่อความปรารถนาดีไปถึงมือเด็กๆ ผ่านโครงการต่างๆ มากมาย
ในโพสต์ของเพจ “ห้องเรียนครูโดนัท” เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ได้ระบุว่า ครูได้รับ “งานนอก” จากกระทรวงไหนบ้าง ไล่มาตั้งแต่กระทรวงมหาดไทย 6 โครงการ, กระทรวงสาธารณสุข 5 โครงการ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 3 โครงการ, กระทรวงวัฒนธรรม 3 โครงการ, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 โครงการ, กระทรวงแรงงาน 2 โครงการ, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2 โครงการ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 1 โครงการ, กระทรงการคลัง 1 โครงการ, ธนาคารแห่งประเทศไทย 1 โครงการ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 โครงการ และสำนักงาน ป.ป.ช. 1 โครงการ
จากทั้งหมดนับรวมได้ถึง 29 โครงการ นี่ยังไม่มีของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่นที่เคยเป็นประเด็นอีก ด้วยทรัพยากรเวลาและบุคคลที่จำกัด ครูและโรงเรียน หรือกระทั่งนักเรียนเอง กลายเป็น “สนามแห่งอำนาจ” ที่ผู้มีอำนาจมีนโยบายและจัดโครงการส่งลงไปโดยมิได้ตระหนักว่า ปลายทางนั้นต้องแบกรับภาระต่างๆ มากมายเพียงใด ทั้งความหวังดี และความหวังผลขององค์กรของตนนั้นกลายเป็นภาระงานที่งอกเงยออกมา โดยไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ อย่างสาสม
ในด้านหนึ่งแล้ว พวกเขามองเห็นครูเป็นแรงงานฟรีที่ใช้เท่าไรและเมื่อไหร่ก็ได้ ในทางกลับกัน หากเป็นงานอีเวนต์และโครงการจัดซื้อจัดจ้าง หน่วยงานทั้งหลายมีงบประมาณเสมอที่จะถลุงไปกับเงินหลักหมื่นหลักแสนเพื่อพิธีเปิดโง่ๆ ที่ใช้เวลาไม่กี่นาที
ไม่ได้บอกให้จ่ายเงินจ้างครู แต่จะบอกว่า นั่นคือภาระงานที่เพิ่มขึ้นที่หน่วยงานทั้งหลายหากอยากได้ผลงานและผลลัพธ์ควรจะออกเงินจ้างบุคคลที่สาม เพื่อมาจัดการโครงการของตนให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะในเชิงบริหารจัดการโครงการ การกรอกข้อมูลต่างๆ หรือมิเช่นนั้นก็ทำงานร่วมกับหน่วยงานระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่รู้จักผู้คนและพื้นที่ดี
มาถึงคิวของ กสศ. กสศ.เป็นหน่วยงานที่แตกตัวมาจาก กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือกล่าวได้ว่า กสศ.เป็นเสมือนกับ สสส.ในภาคการศึกษา (สสส. เน้นด้านสาธารณสุขในภาพกว้าง) ในสายตาผู้เขียน กสศ.กำลังทำตัวเสมือนกระทรวงศึกษาธิการอีกแห่งที่ซ้อนกันอยู่โดยไม่จำเป็น อันที่จริงความน่าสงสัยของ กสศ.นั้น ควรจะตัดงานและเงินที่ไม่จำเป็นออกไปในอนาคต แต่จะทำเช่นไร คงต้องใช้พื้นที่อภิปรายมากกว่านี้
สิ่งที่ กสศ.ทำได้ดีคงเป็นงานสนับสนุนการวิจัยและการสร้างความรู้เกี่ยวกับการศึกษาที่สร้างความเสมอภาค แต่กิจกรรมที่น่ากังขาสำหรับผู้เขียนก็คือ กระบวนการการมอบทุนการศึกษา หากเปิดดูในเว็บไซต์ขณะนี้ กสศ.มีทุนอย่างน้อย 6 ประเภท นั่นคือ ทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS), ทุนเสมอภาค 2569, ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง, ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น, ทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน และทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ
ทุนที่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ ทุนเสมอภาค 2569 มีปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียลก็คือ การที่เพจเกี่ยวกับครูพร้อมเพรียงกันส่งเสียงถึงภาระงานอีกแบบที่สวนทางกับนโยบายการลดภาระครู นั่นก็คือการคัดกรองนักเรียนทุนของ กสศ. ซึ่งก็คือทุนเสมอภาค 2569 ทุนชนิดนี้ครูถูกมอบหมายให้เป็นผู้เก็บข้อมูลนักเรียนที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับทุน เนื่องจากทุนไม่ได้มีมากพอจะให้ทุกคน ก็ต้องมีข้อมูลมากพอที่จะทำให้ตัดสินใจได้
งานของครูจึงมีทั้งการสำรวจบ้านของนักเรียนเพื่อเก็บข้อมูลคนในครอบครัว งานกรอกเอกสารแบบฟอร์มจำนวน 5 หน้าที่แบ่งเป็น 10 ส่วน คือ ข้อมูลนักเรียน, จำนวนสมาชิกในครัวเรือน, ข้อมูลสถานะของครัวเรือน, ข้อมูลทั่วไปของสถาบัน (เฉพาะที่อยู่ในครัวเรือนสถาบัน), การเดินทางจากที่พักอาศัยไปโรงเรียน, ที่ตั้งที่พักอาศัยนักเรียนในปัจจุบัน, ภาพถ่ายที่พักอาศัยนักเรียนในปัจจุบัน, การรับรองข้อมูล, ข้อมูลส่วนบุคคล และการรับรองโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
ไม่เพียงข้อมูลของนักเรียนแต่ละคน มันยังรวมไปถึงข้อมูลบุคคลในครัวเรือนที่มีทั้งเลขบัตรประชาชน การศึกษา รายได้ที่แยกตามประเภทอย่างละเอียดยิบ เช่น ค่าจ้างเงินเดือน, อาชีพเกษตรกรรม (หลังหักต้นทุน), ธุรกิจส่วนตัว (หลังหักต้นทุน), สวัสดิการจากรัฐ (บำนาญ, เบี้ยผู้สูงอายุ, เงินอุดหนุนอื่นๆ จากรัฐบาล) และรายได้จากแหล่งอื่นๆ (เงินโอนครอบครัว, ค่าเช่า ฯลฯ)
ข้อมูลเกี่ยวกับบ้านก็สำรวจลงรายละเอียดราวกับทำสำมะโนประชากร เช่น ลักษณะที่อยู่อาศัยว่าวัสดุใช้ทำหลังคา ฝาบ้าน พื้นบ้านทำจากอะไร มีห้องส้วมหรือไม่ มีที่ทำกินหรือไม่ มีแหล่งน้ำดื่ม มีไฟฟ้า มียานพาหนะหรือไม่ ภาพถ่ายที่พักต่างๆ
การทำหน้าที่เก็บข้อมูลของครู ไม่ใช่งานของหุ่นยนต์ที่ปราศจากความรู้สึกนึกคิด ครูลงไปที่บ้านพร้อมสายสัมพันธ์กับนักเรียนและครอบครัว การได้ข้อมูลแต่ละบรรทัดมาพร้อมกับความคาดหวังของครัวเรือนและผู้ปกครอง ยังไม่นับว่าบ้านและครอบครัวบางแห่งที่ไปเก็บข้อมูลนั้นมีความปลอดภัยเพียงใดกับครูที่ไม่ได้มีอะไรคุ้มกันตัวเองเลย (ไม่อยากจะคิดหากมีคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับกรณีลงพื้นที่เก็บข้อมูลเช่นว่านี้ รัฐจะออกมาสร้างนโยบายวัวหายล้อมคอกอย่างไร)
ดังที่ทราบว่า ไม่ใช่นักเรียนทุกคนที่จะได้ทุนเสมอภาค ครอบครัวที่พลาดทุนย่อมผิดหวัง ผู้ที่อยู่ตรงกลางระหว่าง กสศ.ผู้ให้ทุน กับครอบครัวย่อมเป็นครู ไม่ใช่ผู้อำนวยการและตัวแทน กสศ.ที่ไฟส่องแสงบนเวที เมื่อเวลาที่พวกเขามอบทุนเสมอภาคให้กันในวันแห่งพิธีกรรม ข้อมูลในเว็บไซต์ระบุว่า เงินที่จะได้ในระดับอนุบาลจะได้ปีละ 4,000 บาท/คน/ปี แต่ถ้าเป็นระดับประถมศึกษาอยู่ที่ 4,200 บาท เท่ากับระดับมัธยมต้น
งานเหล่านี้เป็นการเก็บข้อมูลที่เข้าใจว่าสำคัญต่อการตัดสินใจแบ่งปันและจัดสรรทรัพยากร แต่ดังที่กล่าวไปว่า มันคือภาระงานชิ้นใหญ่ของครู ทั้งที่งานและข้อมูลจำนวนมากเป็นภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐระดับส่วนกลางและส่วนอื่นๆ อยู่แล้ว เช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ
หากไม่ทำอะไร อีกหน่อยถ้ามีผู้ใหญ่ใจดี หน่วยงานใจกว้างทั้งหลายมีเงินมากพอจะช่วยเหลือ ก็อาจเลือกใช้ช่องทางแบบนี้ต่อไป และก็จะเป็นแบบที่ศัพท์วัยรุ่นพูดกันว่า “ลดภาระครูกี่โมง”
จากการพูดคุยกับครูในวงเล็กๆ พบว่า ครูคนหนึ่งอาจจะต้องรับผิดชอบต่อนักเรียนราว 10-15 คน บางคนพบว่า นักเรียนที่อยู่ในระบบแล้วอาจไม่ต้องลงซ้ำ แต่บางกรณีเคยอยู่ในระบบก็ต้องลงใหม่ และถ้าใครไม่มีอยู่ก็แน่นอนว่าคืองานอีกนั่นเอง การเก็บข้อมูลก็ต้องกรอกเอกสารด้วยมือ แล้วก็กรอกข้อมูลในระบบผ่านคอมพิวเตอร์เพื่อยืนยันอีกรอบ
ลองจินตนาการตามดูว่ามันน่าเบื่อหน่ายแค่ไหน
สิ่งเหล่านี้คงเป็นเรื่องปกติหากว่านี่คืองานประจำที่อยู่ในสัญญาจ้างของบริษัททั่วไป แต่ลองย้อนกลับไปดูตอนต้นบทความ จะเห็นว่าครูนั้นต้องเสียเวลาไปกับงานที่เหลวไหลมากเพียงใดแล้วในแต่ละวันแต่ละปี ทั้งที่การสอนคือหัวใจสำคัญของความเป็นครู แต่กลายเป็นว่าครูคือผู้แบก bullshit job แทนหน่วยงานภายนอก รวมไปถึงผู้อำนวยการโรงเรียนโดยไม่จำเป็น
กระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร และผู้อำนวยการจะต้องเป็นหน้าด่านที่สำคัญที่จะต้องช่วยลดภาระงานที่พุ่งเข้าหาครูไม่เว้นแต่ละวันเช่นนี้ ครูไม่ควรเป็นแก้วสารพัดนึกของหน่วยงานภายนอกที่จะใช้ฟรีๆ เพื่อบรรลุภารกิจของตน
ข้อเสนอหยาบๆ เพื่อหาทางออกนี้ไม่ได้บอกให้ยุติโครงการ ไม่ได้ชี้ว่าลดการเก็บข้อมูลที่จำเป็น แต่ กสศ.เองควรฟังเสียงครูที่รับภาระเหล่านี้ และคิดโมเดลการทำงานที่เอื้ออำนวยการทำงานกว่าที่ควรจะเป็น
งานธุรการต่างๆ รวมไปถึงการลงพื้นที่สำรวจไม่ควรจะต้องเป็นภาระของครู โลกนี้มันมีการทำงานในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นการจ้างบริษัทจัดเก็บข้อมูล หรือการร่วมงานกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการประสานงานร่วมกับหน่วยงานส่วนกลางที่กล่าวไป
ในอีกด้าน ครูไม่ควรเพิกเฉยยอมรับต่อการสั่งการอย่างเชื่องๆ องค์กรครูอย่างคุรุสภา และองค์กรอื่นๆ ควรรวมตัวกันชี้ให้เห็นว่า เราควรปลดภาระงานเหลวไหลออกจากบ่าครู เราจะหวังให้แค่รัฐมนตรีที่มาแล้วก็ไป ทั้งยังไม่แน่ว่ามีความมุ่งมั่นทำภารกิจนี้เพียงลำพังแค่ไหน เพราะมันยากมากที่จะยั่งยืน และอาจไม่มีวันเป็นไปได้ด้วยซ้ำ
