โดย ธงชัย วินิจจะกูล
- ‘ดีล’ ของ pragmatist แบบไทยๆ
- กกต.กับแนวคิดสองแบบต่อการเลือกตั้ง
- ก่อนการลงประชามติและเลือกตั้ง
- ความสำเร็จของพรรคตระกูลส้ม
- อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
ข่าวแย่ๆ ในช่วงนี้ส่ออาการบางอย่างที่น่าคิดอย่างยิ่ง
กรณีชายผู้มีอาการทางจิต ถูกรุมทำร้ายอย่างสาหัส เพราะพาดพิงไปถึงสถาบันหลักของชาติ ทำให้หลายคนฉุกคิดทันทีถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อ 50 ปีก่อน
ครึ่งศตวรรษผ่านไป สังคมไทยยังไม่เรียนรู้ว่าผู้ที่จิตผิดปกติคือคนคลุ้มคลั่งที่ลงมือกระทำอย่างโหดเหี้ยมนั่นเอง
ความจงรักภักดีอย่างหน้ามืดทำให้คนไทยบางคนจิตวิปริตได้ฉับพลัน แต่ที่น่าเศร้าที่สุดคือกฎหมายก็วิปริตไปด้วย งดเอาความผิดกับคนที่ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ให้อภิสิทธิ์ลอยนวลพ้นผิดได้ทันที
50 ปีผ่านไป สังคมไทยและคนไทยไม่เรียนรู้อะไรเลยจาก 6 ตุลาคม 2519 ในแง่นี้
ในช่วงวันเวลาเดียวกัน มีการโจมตีสังหารเจ้าหน้าที่ที่ตันหยงมัส ทั้งทหารและผู้รักชาติต้องการไล่ล่าผู้ก่ออาชญากรรมครั้งนี้ด้วยความรุนแรง โดยไม่แคร์ไม่คิดให้รอบคอบว่าการตอบโต้เช่นนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ มา 20 กว่าปีแล้ว
ที่น่าเสียใจไปกว่านั้นก็คือข่าวสารที่คนกรุงและผู้ห่างไกลชายแดนใต้เสพจากสื่อหลักทุกวี่วัน ยังเป็นข่าวเจ้าหน้าที่ถูกทำร้าย
ในขณะที่ข่าวสารซึ่งคนในพื้นที่รับรู้และเผชิญอยู่ทุกวี่วัน กลับต่างออกไปแทบจะสิ้นเชิง
เป็นข่าวสารที่ทำให้คนในพื้นที่ตกอยู่ในความกลัวตลอดเวลา ไม่รู้ว่าวันนี้วันพรุ่งจะถูกสงสัย จับกุม สูญหายหรือไม่
อาการคลั่งชาติและคลั่งเจ้ากลายเป็นเรื่องเกิดขึ้นซ้ำซาก ซึ่งสะท้อนว่ารากฐานของปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ชีวิตสูญเสียไปมากมาย ทรัพยากรหลายพันหมื่นล้านบาทเสียให้กับกิจการเพื่อความมั่นคง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการรักษา “ความไม่มั่นคง” เอาไว้ ไม่ยอมให้จบลงง่ายๆ มากกว่า
สองกรณีนี้สะท้อนว่าคนไทยล้วนอยู่ในภาวะเปราะบางไม่มั่นคงเป็นปกติของชีวิตประจำวัน จึงอาจจะปะทุขึ้นเป็นเหตุการณ์ไม่คาดคิดและผู้คนถูกปลุกให้ขาดสติ กลายเป็นคนเหี้ยมโหดเกินปกติที่พร้อมจะเข้าห้ำหั่นกันได้ง่ายเหลือเกิน
กรณีฮั้ว ส.ว.และกรณีทุจริตในการสอบข้าราชการปกครองท้องถิ่น มีผู้ร่วมในการทำผิดในแต่ละกรณีนับพันคน ไม่ใช่การทุจริตของคนทุจริตเพียงไม่กี่คน
สองกรณีนี้ สะท้อนว่าความฉ้อฉลอย่างเป็นระบบ แผ่ซ่านไปทั่วทั้งระบบราชการและระบบการเมือง ท่ามกลางภาวะทั่วไปที่คนเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐทำอะไรก็ไม่เคยผิด หากมีคดีหรือข้อสงสัย ก็จะถูกปัดตกไปอย่างไม่ต้องมีเหตุผลชัดเจน
แม้ว่าการทุจริตจะไม่ใช่ข่าวแปลกใหม่แต่อย่างใด แต่สเกลของการทุจริตที่ใหญ่ขนาดนี้ ย่อมไม่ปกติแน่ๆ จะต้องมีผู้ร่วมกระทำผิดมากมายจนกล่าวได้ว่าน่าจะเป็นที่รู้กันอยู่จนกลายเป็นสิ่งปกติ
ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีอำนาจในระบบนั้นๆ เกี่ยวข้องร่วมมือด้วย อย่างน้อยก็ต้องแกล้งมองไม่เห็น หรืออาจจะถึงกับมีส่วนร่วมในการฉ้อฉลด้วย
ข้อมูลทั้งสองกรณีเปิดเผยมากขึ้นทุกทีว่าอำนาจที่เกี่ยวข้องเป็นระดับสูงมากๆ โดยเฉพาะกรณีฮั้ว ส.ว. ไม่ใช่เพียงปัญหาการทุจริตที่ซ้ำซากเรื้อรังที่พบเห็นทุกวี่วัน
หรืออาจเป็นเพราะความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในระบอบสีน้ำเงินจนปิดไม่อยู่
อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายแรงที่สุดในช่วงนี้คือการที่งบประมาณของรัฐถึงภาวะวิกฤต เพราะ 70% หมดไปกับค่าใช้จ่ายประจำ (เงินเดือนและใช้หนี้)
รัฐนาวาผุพังแต่ไม่มีเงินสำหรับปรับโครงสร้างหรือเครื่องยนต์ ได้แต่ลอยเท้งเต้งรอวันถูกพายุซัดสาดคว่ำจมลง
เริ่มมีคนพูดกันถึงการลดจำนวนข้าราชการโดยเร็ว เพราะคงจะรอให้ข้าราชการทยอยเกษียณอายุตามปกติไม่ไหว ต้องลดจำนวนลงให้ได้มากและเร็วกว่านั้น
ทั้งหมดนี้ส่ออาการว่าปัญหาหมักหมมมานานมาก นานมากแล้วที่ไม่มีรัฐบาลไหนหรือผู้นำคนใดกล้าหาญพอที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังหรือถูกจุด
หรือว่าระบอบสีน้ำเงินกำลังอยู่ในภาวะฝีกำลังจะแตก?
หากถอยห่างมาสักนิด แล้วพยายามเข้าใจการเมืองไทยในภาพใหญ่ เราจะพบปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนจะซ้ำซากวนเวียน ทั้งระดับระบบการเมือง (รัฐประหาร รัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งอีก รัฐบาลไม่กล้าแก้ปัญหาจริงจัง แต่การทำมาหากินกับงบประมาณและการทุจริตระดับชาติดำเนินต่อไป) และทั้งระดับการเมืองรายวัน
ประมาณ 20-30 ปีที่ผ่านมา ภาพใหญ่ของการเมืองไทยอยู่ในสภาพการณ์ที่แตกต่างจากระยะก่อนหน้านั้นอย่างน้อย 2 ประการด้วยกัน
หนึ่ง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา กลุ่มพลังที่มีอำนาจใหญ่สุดในสังคมไทยสองกลุ่ม (กลุ่มพลังจารีตและกองทัพ) ไม่เคยผนึกกำลังเป็นรัฐพันลึกที่เข้มแข็งอย่างใน 20-30 ปีที่ผ่านมาเลย
รัฐพันลึกที่เข้มแข็งขนาดนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหน้านั้น
สอง รัฐบาลตระหนักดีว่ารัฐพันลึกเป็นผู้ให้คุณให้โทษตัวจริง จึงไม่แคร์ต่อประชาชนสักเท่าไร
เราเห็นอาการเช่นนั้นชัดเจนมากจากการไม่แยแสต่อรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวตอบการซักฟอกในรัฐสภาหลายครั้งว่า รัฐบาลของตนจงรักภักดีกับสถาบันฯ และรัฐบาลของตนสามารถทำให้สังคมไทยอยู่ในความสงบราบคาบได้ โดยไม่ได้ตอบประเด็นที่ถูกซักฟอกแต่อย่างใด
เสียงในสภาเป็นปึกแผ่นทั้งสองสภา ก็เพราะทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ตระหนักดีว่ารัฐพันลึกหนุนหลังรัฐบาลอยู่
ภาวะดังกล่าวนี้ทำให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องตอบสนองต่อเสียงของประชาชน ต่อความทุกข์ยากที่ประชาชนเผชิญอยู่ เสียงก่นด่ารัฐบาลจะดังขนาดไหน ก็ไม่รู้สึกรู้สาสักเท่าไร
กล่าวโดยสรุป ภาพใหญ่ของการเมืองไทยในระยะ 20 กว่าปีที่ผ่านมาคือ รัฐเข้มแข็งอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่ความชอบธรรมต่ำเตี้ยสุดสุด
ภาวะ “เข้มแข็งสูง ชอบธรรมต่ำ” เช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก่อนหน้านี้ ทั้งยังฉีกตำรารัฐศาสตร์ทุกฉบับ ซึ่งเสนอว่าสองอย่างนี้มักไปด้วยกัน (เข้มแข็งสูง ‘ ชอบธรรมสูง)
เพราะทฤษฎีเช่นนั้น ใช้ได้กับระบอบการเมืองที่รัฐบาลมีอำนาจจริง แต่ใช้ไม่ได้กับระบอบการเมืองซึ่งผู้มีอำนาจแท้จริงกลับอยู่นอกเหนือรัฐบาลที่เป็นทางการ
ใช้ไม่ได้กับโครงสร้างของอำนาจแบบที่เรียกว่ารัฐพันลึก รัฐราชการ กึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือเสมือนสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างในประเทศไทยในสองทศวรรษที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ระบอบการเมืองดังกล่าวก็ต้องปรับตัว ไม่สามารถดื้อด้านอยู่อย่างเดิมๆ ได้ตลอดไป เช่น จำต้องยอมให้มีรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งและมีรัฐสภา
ความดื้อด้านทำให้รัฐพันลึกเกือบเพลี่ยงพล้ำ เพราะเชื่อมั่นในรัฐบาลประยุทธ์จนไม่ตระหนักว่าความชอบธรรมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จนเกิดเซอร์ไพรส์ เสียท่าแก่พรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี 2566
รัฐพันลึกจึงต้องปรับเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ ด้วยการเอาพลังการเมืองของบ้านใหญ่มาอยู่ใต้กำกับของตน ให้รับใช้ตน เป็นกลไกของตนในระบอบรัฐสภาและการเลือกตั้ง
ระยะต้นจำต้องให้พรรคเพื่อไทยเป็นผู้รับใช้ตนทั้งๆ ที่ไม่ไว้ใจสักเท่าไร แต่เพื่อซื้อเวลาจนกว่าจะได้บ้านใหญ่ผู้จงรักภักดีกว่า เชื่อใจได้มากกว่า
ทั้งยังต้องเตรียมการที่จะรวบอำนาจยึดกุมกลไกสำคัญในระบอบรัฐสภาไว้ในมือให้ได้ ทั้งวุฒิสภา องค์กรอิสระต่างๆ ที่จำเป็นต่อการรักษาอำนาจ ได้แก่ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
“ระบอบสีน้ำเงิน” ตามที่กล่าวถึงกันในปัจจุบัน จึงหมายถึงระบอบการเมืองที่มีองค์ประกอบดังที่กล่าวมาทั้งหมด ทั้งอำนาจของรัฐพันลึก วุฒิสภา องค์กรอิสระต่างๆ ที่จำเป็น และพลังของบ้านใหญ่ผู้จงรักภักดีเป็นรัฐบาลตามระบบรัฐสภาและมาจากการเลือกตั้ง
รัฐบาลตามระบอบนี้ไม่จำเป็นต้องหน้าตาน่าเกลียดอย่างรัฐบาลของคณะรัฐประหาร แต่กลับรักษาคุณสมบัติที่ไม่ต่างจากรัฐบาลประยุทธ์เท่าไรนัก กล่าวคือ
หนึ่ง อยู่ในอำนาจได้เพราะความจงรักภักดีต่อชนชั้นนำรัฐพันลึกที่ผนึกอำนาจกัน
สอง เป็นรัฐบาลและกลไกรัฐ (รวมทั้งองค์กรอิสระ) ที่มีความชอบธรรมต่ำมาก เพราะไม่แคร์ประชาชนสักเท่าไร เพราะเห็นว่าไม่ใช่อำนาจที่แท้จริงที่ช่วยรักษาอำนาจของตน
รัฐของระบอบสีน้ำเงินมุ่งแต่จะยึดกุมกลไกอำนาจอย่างทั่วด้าน หรือมุ่ง “กินรวบ” อำนาจ โดยไม่ให้ความสำคัญต่อความชอบธรรมเท่าไรนัก
รัฐของระบอบสีน้ำเงินจึงมิได้มุ่งลงมือทำงานแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลรัฐประหารหรือรัฐบาลบ้านใหญ่ที่จงรักภักดี
ทั้งๆ ที่ปัญหาสั่งสมหมักหมมมาเป็นเวลานานนับจากรัฐบาลของรัฐพันลึกชุดก่อนๆ นับแต่การรัฐประหาร 2549 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลของคณะรัฐประหาร 2557
ด้วยเหตุนี้เอง จึงเผชิญวิกฤตอย่างรวดเร็ว จนออกอาการ “ฝีกำลังจะแตก”
ความพยายามเร่งรัดลดจำนวนข้าราชการด้วยวิธีไม่ปกติ โดยเนื้อแท้ก็ไม่ต่างกับการ “ดุลข้าราชการ” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร้อยปีก่อน และเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งนำไปสู่ความไม่พอใจที่กว้างขวางในระบบ จนนำไปสู่การปฏิวัติ 2475
อย่าลืมว่า อาการอย่างหนึ่งของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์คือห่างเหินไม่เข้าใจความทุกข์ยากของราษฎรในแผ่นดิน
ประวัติศาสตร์มักกล่าวหาคณะราษฎรว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” แท้ที่จริงแล้วรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีอำนาจล้นเหลือต่างหากที่ “ช้าเกินไป สายเกินการณ์”
เพราะไม่ตระหนักว่าผู้คนจะเดือดร้อนสักปานไหน ไม่เอะใจถึงอาการฝีกำลังจะแตกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
อาการฝีกำลังจะแตกของระบอบสีน้ำเงินปัจจุบันนี้ สะท้อนว่ารัฐพันลึกอาจจะกำลัง “ช้าเกินไป สายเกินการณ์” อีกแล้ว ทำอะไรก็ไม่ได้ผล มักจะวิ่งตามบรรเทาความเดือดร้อนมากกว่าจะเปลี่ยนแปลงระบบให้ดีขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหาก “ช้าเกินไป สายเกินการณ์” จนฝีจะใกล้ระเบิด ถึงตรงนั้น พลังอำนาจที่ผนึกกันอย่างเข้มแข็งจะพากันหนีเอาตัวรอด โทษกันไปมา หรือฉวยโอกาสเอาอำนาจให้ตนเองแต่ฝ่ายเดียว ขัดแย้งกันเองในที่สุด
ถึงตรงนั้น ไม่รู้ว่าควรจะดีใจกับอำนาจของรัฐพันลึกที่อ่อนลง หรือจะวิตกเป็นทุกข์กับความเจ็บไข้อย่างสาหัสยิ่งขึ้นของประเทศไทย
