ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
ปี 2026
: โลกที่ผันผวนในมือของทรัมป์
“เรามองโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่ในแบบที่เราปรารถนาให้เป็น”
นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา
ถ้าจะมีประเทศไหนต้อง “กล้ำกลืนฝืนทน” กับนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นประเทศแคนาดา ที่มีเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ ทั้งต้องถือว่าแคนาดาเป็น “พันธมิตรร่วมรบ” กับสหรัฐมาโดยตลอด โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็น ดังนั้น บทความนี้จึงขอเริ่มต้นด้วยคำกล่าวของนายกฯ แคนาดา
ทรัมป์นิยม
ทรัมป์ดำรงตำแหน่งครบรอบ 1 ปีของการเป็นประธานาธิบดีครั้งที่ 2 ในวันที่ 20 มกราคมนี้ ทรัมป์เข้ามารับตำแหน่งเพียง 1 ปี แต่ท่านทั้งหลายรู้สึกไหมว่าเหมือนเราอยู่กับทรัมป์มา 10 ปี เพราะทรัมป์สร้างเรื่องที่เป็นความปั่นป่วนต่างๆ หลายเรื่อง ผ่านการดำเนินนโยบายต่างประเทศอเมริกันในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน แม้ผู้นำที่ถือว่าเป็นตัวแทนของปีกขวาจัดสุดอย่างประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ก็ไม่ได้ดำเนินนโยบายสุดโต่งจนกลายเป็นอาการ “โลกป่วน” เช่นในแบบของทรัมป์
การดำเนินนโยบายในวาระ 2 ของเขานั้นดูจะมีทิศทางในแบบสุดโต่งอย่างมาก อาจจะเป็นเพราะเขาได้คะแนนเสียงเข้ามาครั้งนี้อย่างท่วมท้นด้วยนโยบายแบบ “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) ทำให้เขามั่นใจอย่างมาก ประกอบกับในวาระ 2 เช่นนี้เขาสามารถเล่นบทบาทได้เต็มที่ และดูจะไม่ต้องสนใจกับข้อจำกัดในความเป็นผู้นำฝ่ายเสรีของโลกตะวันตก ที่ต้องมีภาระในการรักษา “ระเบียบระหว่างประเทศที่เป็นเสรีนิยม” (Liberal International Order)
ดังนั้น ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา การเมืองโลกที่มีความผันผวนอยู่แล้วจากปัจจัยสงคราม (ไม่จะเป็นในยูเครนหรือในกาซา) ทั้งยังมีปัจจัยการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นพื้นฐาน จึงทำให้คาดได้ว่าโลกในปีที่ 2 ของทรัมป์จะทวีความผันผวนมากขึ้นจากนโยบายต่างประเทศสหรัฐภายใต้การขับเคลื่อนของกระแสความคิดในแบบ “ทรัมป์นิยม” (Trumpism) หรือกระแสประชานิยมปีกขวาแบบทรัมป์ และยังผนวกเข้ากับบุคลิกส่วนตัวของทรัมป์ที่คาดเดาในเชิงพฤติกรรมไม่ได้เลย อันทำให้นโยบายต่างประเทศสหรัฐมีอาการ “แกว่ง” อย่างมาก
การเขย่าโลกชุดแรกของทรัมป์คือ นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้าตลาดอเมริกาในแบบการสร้าง “กำแพงภาษี” ดังจะเห็นได้ว่าหลังจากการประกาศอัตรากำแพงภาษีของเขาแล้ว เศรษฐกิจโลกมีอาการปั่นป่วนมากอย่างเห็นได้ชัด และกำแพงภาษีนี้ส่วนหนึ่งมีทิศทางที่ชัดเจนในการ “เล่นงาน” ทางเศรษฐกิจกับชาติพันธมิตร บนพื้นฐานความเชื่อประการเดียวว่า สหรัฐถูกเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากชาติพันธมิตรเหล่านี้ ดังนั้น ถึงเวลาที่สหรัฐจะต้อง “เอาคืน” ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม
การดำเนินนโยบายเช่นนี้ทำให้เกิดข้อสังเกตอย่างมากว่า ทรัมป์ในฐานะของการเป็นผู้นำอเมริกัน ที่มีฐานะเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณ” ของโลกตะวันตกนั้น กำลังละทิ้งทิศทางเดิมของนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง ที่สหรัฐได้ประกอบสร้างมาอย่างยาวนาน โดยยึดโยงอยู่กับแนวคิดในการสร้าง “ระบบพันธมิตรระหว่างประเทศ” และการละทิ้งแนวคิดแบบดั้งเดิมเช่นนี้ ดำเนินไปภายใต้คำขวัญแบบประชานิยมปีกขวาของทรัมป์นิยมว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) อันสะท้อนถึงแนวคิดแบบ “โดดเดี่ยวนิยม” (Isolationism) ซึ่งเป็นแกนหลักทางความคิดของพวกประชานิยม ที่ต้องการจำกัดบทบาทของสหรัฐในเวทีโลกและหันมาสนใจภายใน
ภาวะเช่นนี้คาดเดาได้ไม่ยากว่านโยบายของทรัมป์ต่อยูเครนจะต่างจากเดิมในยุคของประธานาธิบดีไบเดน คือมีท่าทีในแบบ “โปรรัสเซีย-ทิ้งยูเครน” แต่สำหรับตะวันออกกลางแล้ว ทรัมป์ยังรักษาจุดยืนแบบ “โปรยิว” ไว้อย่างเหนียวแน่น แต่ขณะเดียวกันก็แสดงออกอย่างชัดเจนในการ “ต่อต้านอิหร่าน” ทั้งมีท่าทีในแบบ “ไม่สนใจปาเลสไตน์” และไม่สนใจต่อการสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลโจมตีอย่างรุนแรงในสงครามกาซา จนดูเหมือนนโยบายต่างประเทศสหรัฐในแบบ “ทรัมป์นิยม” ไม่มีแบบแผนหลัก และมักเป็นไปตามความคิดและความเชื่อในแบบส่วนตัวของเขาเองมากกว่า ดังจะเห็นได้ว่ากระแสทรัมป์นิยมนั้น ไม่มีปัญญาชนที่ทำหน้าที่ในการผลิตและประกอบสร้างชุดความคิดเช่นในกลุ่มปีกขวาอื่นๆ
ทรัมป์ในลาตินอเมริกา
ดังนั้น เมื่อปีใหม่ 2026 เริ่มขึ้น หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าทรัมป์จะ “ฉลองปีใหม่” ในรูปแบบที่จะสร้างความประหลาดใจกับเวทีโลกด้วยเรื่องอะไร เพราะไม่มีใครกล้าคาดเดาใจของทรัมป์
แล้วทรัมป์ก็ฉลองปีใหม่อย่างที่เราคาดไม่ถึงด้วยการบุกเวเนซุเอลา พร้อมกับบุกจับผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยา เพื่อนำไปขึ้นศาลที่นิวยอร์ก แต่การบุกเวเนซุเอลาครั้งนี้อาจจะสร้างภาพความเป็นผู้นำ “strongman” ให้แก่ทรัมป์ เพื่อเรียกเสียงคะแนนนิยมจากการเมืองภายใน ในการเป็นผู้นำที่กล้าจัดการกับต้นทางของปัญหายาเสพติด ประกอบกับได้มีสัญญาณก่อนหน้านี้ด้วยการโจมตีเรือเวเนซุเอลาที่ถูกอ้างว่าเป็นเรือขนยาเสพติด
ในทางภูมิรัฐศาสตร์ การบุกเวเนซุเอลาเป็นสัญญาณถึงการขยายอิทธิพลของสหรัฐกลับสู่พื้นที่ “ภูมิภาคตะวันตก” ซึ่งหมายถึงพื้นที่ในภูมิภาคลาตินอเมริกา เนื่องจากรัฐมหาอำนาจภายนอกทั้งจีนและรัสเซียได้ขยายบทบาทเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาของจีนในโครงการ “ความริเริ่มแถบและเส้นทาง” (BRI) ที่มีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศ
ในเวเนซุเอลานั้นนอกจากจะเห็นการเข้ามาทั้งจีนและรัสเซียแล้ว ยังเห็นการเข้ามาของอิหร่านอีกด้วย ซึ่งในมุมหนึ่ง การขยายบทบาทของมหาอำนาจอื่นเช่นนี้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เท่ากับเป็นสัญญาณอย่างชัดเจนว่า สหรัฐได้หวนกลับมาใช้แนวคิดเรื่อง “เขตอิทธิพล” (Sphere of Influence) ที่ดูจะเป็นแนวคิดเก่าในแบบยุคสงครามเย็น และมีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์ว่า รัฐมหาอำนาจจะมีพื้นที่ที่เป็นเขตอิทธิพลของตน และรัฐมหาอำนาจอื่นๆ จะไม่เข้ามามีบทบาทหรือแทรกแซงในพื้นที่นี้
สภาวะเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดการตีความได้ว่า ทรัมป์กำลังสร้าง “กรอบคิด” ที่เป็นเงื่อนไขให้รัฐมหาอำนาจมีพื้นที่ที่จะเข้าไปควบคุมพื้นที่ที่ตนต้องการได้อย่างชอบธรรม เช่น รัสเซียมีสิทธิ์ที่จะเข้าควบคุมดินแดนของยูเครน หรือมีสิทธิ์ในพื้นที่ที่เป็นเขตอิทธิพลเดิมในยุคโซเวียต ในทำนองเดียวกัน จีนก็ควรมีสิทธิ์ที่จะเข้าควบคุมดินแดนของไต้หวัน หรือขยายไปสู่การอ้างกรรมสิทธิ์กับหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ เป็นต้น (คำถามสืบเนื่องทางภูมิรัฐศาสตร์สำหรับพวกเราในภูมิภาคว่า จีนมีสิทธิ์ที่จะอ้างเช่นนี้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยหรือไม่?)
ขณะเดียวกัน การบุกเวเนซุเอลาทำให้เกิดคำถามในบริบทของรัฐมหาอำนาจใหญ่ว่า จะเกิดพฤติกรรมเช่นในแบบยุคสงครามเย็นหรือไม่ ที่รัฐมหาอำนาจอื่นจะไม่เข้าไปยุ่งกับการกระทำของรัฐมหาอำนาจที่มีอิทธิพลในพื้นที่เขตอิทธิพลนั้น ดังจะเห็นได้ว่าสหรัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงการลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพในเชโกสโลวาเกียในปี 1968 ไม่ว่ารัสเซียจะดำเนินการปราบปรามอย่างไรก็ตาม
การจัดสร้างเขตอิทธิพลเช่นนี้ยังเป็นภาพสะท้อนถึงการเมืองโลกที่เป็น “Realpolitik” มากขึ้นในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจใหญ่มีสถานะเป็น “แกนกลาง” ของการเมืองโลก หรือภาพของการแข่งขันนี้เห็นได้ชัดผ่านบทบาทของ 3 ผู้นำโลก คือ ทรัมป์ ปูติน และสี จิ้นผิง
จากอเมริกาใต้ สู่จักรวรรดินิยมในยุโรป
นอกจากการบุกเวเนซุเอลาแล้ว ปีใหม่นี้ยังเริ่มต้นด้วยการแสดงออกของทรัมป์ในแบบ “จักรวรรดินิยม” อย่างเต็มที่ ที่ต้องการครอบครองเกาะกรีนแลนด์ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นอธิปไตยของเดนมาร์ก จนถึงขนาดที่ชาติยุโรป เช่น อังกฤษ และฝรั่งเศสต้องแสดงออกอย่างชัดเจนด้วยการส่งทหารไปที่เกาะนี้ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการสนับสนุนเขตอธิปไตยของเดนมาร์ก
ปัญหาคือถ้ากองทัพสหรัฐตัดสินใจบุกกรีนแลนด์ตามคำสั่งของทรัมป์แล้ว จะเกิดการรบระหว่างกองทัพของยุโรปหรือกองทัพนาโตกับกองทัพสหรัฐหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ระบบพันธมิตรระหว่างประเทศที่ผู้นำสหรัฐเพียรสร้างมาตลอดช่วงยุคสงครามเย็นจะถึงจุดสิ้นสุดหรือไม่ หรือท่าทีของทรัมป์กำลังสะท้อนให้เห็นถึงชุดความคิดของผู้นำประชานิยมขวาจัดในแบบของทรัมป์ ที่ไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ และไม่ใส่ใจกับชุดความคิดในเรื่องของการสร้างระบบพันธมิตรแบบเดิม แต่จะเอาสิ่งที่ผู้นำสหรัฐมองว่าเป็นประโยชน์ของสหรัฐเป็นที่ตั้ง
วันนี้ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์กำลังแสดงให้เราเห็นถึงความผันผวนของโลกตะวันตกเอง เพราะแทนที่สหรัฐจะเตรียมรับมือกับการขยายอิทธิพลของจีนหรือรัสเซีย สหรัฐกลับเปิดเวทีทะเลาะกับยุโรปอย่างเต็มที่ ทั้งยืนยันที่จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์ให้ได้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง (ตามข้ออ้างของทรัมป์) และเป็นการกระทำในแบบที่ไม่ใส่ใจกับระเบียบโลก ซึ่งก็อาจจะดูไม่ต่างจากการขยายอิทธิพลของจีนหรือรัสเซียเท่าใดนัก หรือในอีกด้านคือการส่งสัญญาณในทางยุทธศาสตร์ว่า ทรัมป์ไม่สนใจระบบพันธมิตรยุโรปอีกต่อไป และเขาก็ไม่สนใจระเบียบโลกแบบเสรีนิยม ที่เป็นหลักการพื้นฐานของรัฐตะวันตกด้วย
สําหรับประเทศยุโรปที่คัดค้าน ก็มีสัญญาณที่ผู้นำสหรัฐจะใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือในการกดดัน โดยทรัมป์ประกาศออกมาตรการลงโทษในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ ประเทศเหล่านี้จะต้องเสียภาษีสินค้าเข้าสหรัฐเพิ่ม 10% และจะเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน
การดำเนินนโยบายของทรัมป์ในปัญหากรีนแลนด์ กำลังผลักดันให้ผู้นำยุโรปมองสหรัฐเป็นภัยคุกคามมากขึ้น โดยเฉพาะผู้นำอเมริกันใช้การขู่ในเรื่องของภาษี ซึ่งยิ่งทำให้ผู้นำยุโรปมีทัศนะต่อต้านอเมริกันมากขึ้น และน่าสนใจว่ายุโรปจะตอบโต้อย่างไรกับทรัมป์ที่ต้องการยึดกรีนแลนด์ และการขู่ขึ้นภาษีกับประเทศที่แสดงการไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ ซึ่งผู้นำยุโรปคงไม่ยอมเป็น “เบี้ยล่าง” ให้กับทรัมป์ตลอดไปอย่างแน่นอน
โลกในมือทรัมป์
การดำเนินนโยบายเช่นนี้ของทรัมป์ทำให้เกิดคำถามอย่างสำคัญว่า เรากำลังเห็นภาวะ “ใกล้ล่มสลาย” ของระบบพันธมิตรแบบเดิมระหว่างสหรัฐกับยุโรปหรือไม่ ถ้าเช่นนี้แล้วระบบพันธมิตรนาโตจะดำรงอยู่อย่างไรในอนาคต ซึ่งดูเหมือนผู้นำจีนและรัสเซียกำลัง “นั่งยิ้มอย่างสำราญใจ” จากนโยบายของทรัมป์ในครั้งนี้ เพราะจีนกลายเป็นทางเลือกในยุทธศาสตร์ของหลายประเทศ ดังเช่นกรณีของแคนาดา เป็นต้น สำหรับรัสเซียรู้ดีว่า สหรัฐในยุคของทรัมป์ไม่กล้าเผชิญหน้ากับตน และรัสเซียพร้อมจะตักตวงผลประโยชน์จากนโยบายทรัมป์
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณบอกกับเราชาวโลกทั้งหลายว่า สถานการณ์ความผันผวนของโลกจากนโยบายของทรัมป์ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมานั้น ทำให้พอคาดได้ว่าโลก 2026 ในปีที่ 2 ของทรัมป์ อาจจะปั่นป่วนและผันผวนมากกว่าที่คิด เพราะทรัมป์ยังสามารถป่วนโลกได้อีกในหลายเรื่อง ปัญหาคือ “ประเทศไทย 2569” เตรียมตัวแล้วหรือยังกับความผันผวนเช่นนี้!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
