เขย่าสนาม | เมอร์คิวรี่
มหกรรมกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่ไอจิ-นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเตรียมเปิดฉากชิงชัยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 และสำหรับประเทศไทยถือเป็นอีกหนึ่งมหกรรมกีฬาที่ทุกฝ่ายต่างจับตาว่า ทัพนักกีฬาไทยจะสามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้หรือไม่
จากการแถลงความพร้อมของทัพไทยใน “มีตเดอะเพรส กีฬาเอเชี่ยนเกมส์” ของ สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย ครบทั้งหมด 6 ครั้ง ปรากฏว่า ภาพรวมของ 46 สมาคมกีฬาตั้งเป้าหมายร่วมกันไว้ที่ 14 เหรียญทอง จากนักกีฬาไทยที่ส่งเข้าร่วมชิงชัยทั้งสิ้น 694 คน แบ่งเป็นชาย 356 คน และหญิง 338 คน รวมเจ้าหน้าที่ ทีมแพทย์ และบุคลากรฝ่ายต่างๆ ทั้งหมด 991 คน
สำหรับตัวเลข 14 เหรียญทองอาจดูเป็นเพียงตัวเลขหนึ่งบนตารางเหรียญรางวัล แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขนี้สะท้อนความหวังของวงการกีฬาไทยทั้งระบบ
เมื่อแยกลงไปในรายละเอียดจะเห็นได้ว่าความหวังของไทยกระจายอยู่ในหลายชนิดกีฬา
กลุ่มที่ตั้งเป้าเหรียญทองอย่างชัดเจน ประกอบด้วย คูราช 1 เหรียญทอง, ยูยิตสู 1 เหรียญทอง, เทควันโด 1 เหรียญทอง, กอล์ฟ 1 เหรียญทอง, กรีฑา 1 เหรียญทอง, ตะกร้อ 4 เหรียญทอง, เรือใบ 1 เหรียญทอง และเทคบอล 3 เหรียญทอง รวมถึงอีสปอร์ตที่คาดหวัง 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง
จากเป้าหมายดังกล่าวจะพบว่าความหวัง 14 เหรียญทองของไทยมี “กีฬาความหวังหลัก” อยู่หลายชนิดกีฬาที่ลุ้นคว้า 1 เหรียญทอง แต่หนึ่งในกีฬาที่แบกรับน้ำหนักมากที่สุดคือ ตะกร้อ ที่ตั้งเป้าคว้าเหรียญทองครบทั้ง 4 อีเวนต์ที่ส่งเข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งถือว่าเกือบเป็น 1 ใน 3 จากเป้าหมายเหรียญทองทั้งหมด
นอกจากตะกร้อแล้ว เทคบอล ถูกวางความหวังไว้ถึง 3 เหรียญทอง ขณะที่ คูราช, ยูยิตสู, เทควันโด, กอล์ฟ, กรีฑา, เรือใบ ต่างมีเป้าหมายชนิดละ 1 เหรียญทอง
เป้าหมายนี้ทำให้เห็นชัดว่า หากไทยต้องการไปถึง 14 เหรียญทอง กีฬากลุ่มนี้จะต้องทำหน้าที่ให้ได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายมากที่สุด แต่ต้องต่อสู้กับคู่แข่งชั้นนำในเอเชียอีกหลายชาติ
ขณะเดียวกันข้อมูลจากมีตเดอะเพรสเอเชี่ยนเกมส์ยังสะท้อนว่ามีกีฬาจำนวนมากที่ไม่ได้ตั้งเป้าเหรียญทอง แต่มีโอกาสคว้าเหรียญรางวัล เช่น แบดมินตัน ที่หวัง 1-2 เหรียญ, ยกน้ำหนัก ที่คาดว่าจะได้ 2-3 เหรียญ, มวยสากล ที่เชื่อว่าจะมีเหรียญทุกสี, เทนนิส ที่มั่นใจว่าจะมีเหรียญ และ ขี่ม้า ที่หวังเหรียญจากทั้ง 3 ประเภท
กลุ่มกีฬาเหล่านี้คือ “คลังเหรียญสำรอง” ของไทย หากบางชนิดกีฬาที่ตั้งเป้าเหรียญทองพลาดเป้าหมาย กีฬากลุ่มนี้อาจเข้ามาช่วยชดเชยในตารางเหรียญรวม เพราะฉะนั้น การประเมินผลงานของไทยจึงไม่ควรดูเพียงว่า 14 เหรียญทองครบหรือไม่ แต่ควรดูว่าจำนวนเหรียญรวมของไทยเติบโตอย่างไร และกีฬาที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มความหวังสามารถสร้างผลงานได้มากน้อยเพียงใด
หากประเมินจากข้อมูลทั้งหมด ต้องบอกว่า 14 เหรียญทองเป็นเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่เป้าหมายที่สามารถการันตีได้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับปัจจัยหน้างานระหว่างแข่งขันที่สามารถเกิดสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ตลอดเวลา
โดยไทยมีฐานความหวังที่ชัดเจน โดยเฉพาะตะกร้อและเทคบอล ขณะเดียวกันยังมีคูราช, ยูยิตสู, เทควันโด, กอล์ฟ, กรีฑา และเรือใบที่สามารถเป็นตัวเติมเหรียญทองได้

ส่วนกีฬาที่ตั้งเป้าเหรียญ แต่ไม่ได้ล็อกว่าต้องเป็นเหรียญทอง เช่น มวยสากล, แบดมินตัน, ยกน้ำหนัก, เทนนิส, ขี่ม้า และเรือพาย ก็อาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อจำนวนเหรียญรวม ดังนั้น เส้นทางสู่ 14 เหรียญทองอาจไม่ได้เป็นเส้นตรง บางกีฬาอาจทำได้ตามเป้า บางกีฬาอาจพลาดเป้า และบางกีฬาอาจสร้างเซอร์ไพรส์ จนสุดท้ายจะเดินทางไปสู่เป้าหมายได้
สำหรับกีฬามหาชนอย่าง วอลเลย์บอลหญิง ที่เพิ่งคว้าแชมป์เอเชีย 2026 มาหมาดๆ ก็ถูกคาดหวังเอาไว้ว่าจะคว้าเหรียญรางวัลในเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเหรียญทองประวัติศาสตร์ที่เป็นความหวังของแฟนๆ ลูกยางชาวไทยทั้งประเทศ ซึ่งถือว่ามีโอกาสสูงพอสมควร แต่ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและโชคชะตาระหว่างแข่งขันด้วย
ด้าน ฟุตบอลชาย ตั้งเป้าหมายผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นอย่างน้อย
ขณะที่ ฟุตบอลหญิง ต้องการผ่านเข้าสู่รอบลึกที่สุด โดยเฉพาะทีมชายที่เอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้มีความซับซ้อน เพราะโปรแกรมคาบเกี่ยวกับรายการอื่น ทำให้การเลือกตัวผู้เล่นไม่ได้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ทีมจึงต้องใช้ผู้เล่นดาวรุ่งจำนวนมาก การเตรียมทีมในช่วงแรกเน้นเรื่องความฟิต ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดด้านแท็กติกในช่วงโค้งสุดท้าย
ดังนั้น เป้าหมายรอบ 8 ทีมจึงถือว่าสมเหตุสมผล เพราะฟุตบอลชายในเอเชี่ยนเกมส์มีทั้งจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และชาติอื่นๆ ที่มีระบบฟุตบอลแข็งแกร่งกว่า
แต่หากดาวรุ่งไทยสามารถผ่านเข้าสู่รอบลึกได้นั่นอาจมีค่ามากกว่าเหรียญรางวัลเสียอีก เพราะคือประสบการณ์ที่จะต่อยอดสู่ทีมชาติชุดใหญ่ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงคู่แข่งสำคัญของไทยในเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้ คงหนีไม่พ้น จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หลายชนิดกีฬาไทยไม่ได้แพ้เพราะนักกีฬาไม่มีความสามารถ แต่แพ้เพราะคู่แข่งเหล่านี้มีระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่งกว่า ทั้งงบประมาณ การเก็บตัว การแข่งขันระดับนานาชาติ วิทยาศาสตร์การกีฬา ตลอดจนฐานนักกีฬาที่มีขนาดใหญ่กว่า
สิ่งสำคัญที่สุดคือการบริหารความกดดันเมื่อเดินทางถึงไอจิ-นาโกยา นักกีฬาไทยทุกคนต้องลืมตัวเลขเป้าหมายเหรียญทองชั่วขณะ แล้วกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงแค่การประเมินความคาดหวัง ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายๆ ชนิดกีฬารวมๆ กันจากนักกีฬาหลายร้อยคนที่ขับเคี่ยวแย่งชิงเหรียญรางวัลในแต่ละชนิดกีฬา
ท้ายที่สุดแล้วศึกเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้อาจเป็นมากกว่าการแข่งขันเพื่ออันดับในตารางเหรียญรางวัล แต่คือดัชนีชี้วัดว่า องคาพยพของวงการกีฬาไทยที่พัฒนายกระดับต่อเนื่องจนเดินทางมาถึงปี 2569 นี้จะสามารถยืนอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับระดับเอเชีย
ถ้าไทยทำได้ถึง 14 เหรียญทอง นั่นคือความสำเร็จ ถ้าทำได้มากกว่า นั่นคือกำไร ถือเป็นบทพิสูจน์ศักยภาพของนักกีฬาไทยในระดับเอเชีย
แต่หากต่ำกว่าเป้าหมาย สิ่งสำคัญคือการกลับมาวิเคราะห์ว่า เหตุใดเราจึงพลาด และช่องว่างอยู่ตรงไหน เพราะมหกรรมกีฬาอาจจบลง แต่การพัฒนากีฬาไทยไม่มีวันจบสิ้น และบางทีเหรียญรางวัลที่มีคุณค่าที่สุดจากไอจิ-นาโกยา อาจไม่ใช่เหรียญทองที่เพิ่มขึ้นในตาราง…
แต่อาจเป็นคำตอบว่า หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเอเชี่ยนเกมส์แล้ว ประเทศไทยจะสร้างนักกีฬาเพื่อเอาชนะชาติชั้นนำต่างๆ ของเอเชียในอนาคตต่อไป และจะสามารถต่อยอดไปสู่ระดับต่อไปได้อย่างไร?
