bg-single

‘ชายผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแกะดำ’ | เรื่องสั้น : March Moon

06.02.2026

-1-

เด็กชายหน้าตามอมแมมใส่เสื้อผ้ามอซอวัย 8 ปี วิ่ง วิ่ง และวิ่งเข้าไปในซอกตึกสูงระฟ้าตั้งตระหง่านใจกลางเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ ปลายทางของช่องแคบที่แสงแดดแทบส่องไม่ถึง มีชุมชนเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ เขาวิ่ง วิ่ง และวิ่งอย่างรีบเร่งผ่านบ้านหลังแล้วหลังเล่า “บ้าน” อาจยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับที่พักอาศัย หลังเล็กหลังน้อยติดกันเป็นพรืด หลังคาเกยกันแทบไม่มีช่องว่างให้แสงส่องผ่าน ความใกล้ชิดชนิดแทบทำให้ได้ยินเสียงหายใจของเพื่อนบ้าน “ลังนอน” อาจดูเหมาะกว่า บ้านหลายหลังเอาลังไม้ ลังกระดาษเท่าที่พอหาได้มาปะติดปะต่อพอบังแดด กันลม คุ้มฝนให้ได้พักพิงอิงแอบซุกกายเหนื่อยล้าให้กลับมามีพลังอีกวัน อีกวัน และอีกวัน

เม็ดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้าซูบตอบปราศจากเลือดฝาดของเด็กน้อย มือชุ่มเหงื่อกำซองใส่ผงสีขาวไว้แน่นราวเป็นของล้ำค่า เขาวิ่ง วิ่ง และวิ่งมาหยุดที่บ้านหลังหนึ่งแล้วเดินหายเข้าไป ภายในบ้าน หนุ่ม สาววัยแรงงานที่เด็กน้อยเรียกขานว่า “เตี่ย” และ “แม่” กำลังชวนเด็กน้อยชายหญิงวัยไล่เลี่ยกันอีกหลายคนล้อมวงกินข้าว เสียงฝีเท้าของเด็กชายผู้มาใหม่ทำให้ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม ลุกยืนขึ้นทันทีทันใดแล้วก้าวเข้าไป ประชิดตัวพร้อมยื่นมือไปรับซองใส่ผงสีขาวอย่างร้อนร้น ก่อนเดินหายเข้าไปหลังตู้เสื้อผ้าพลาสติกโกโรโกโสโย้เย้ที่มีเสื้อผ้ามอซอซุกซ่อนอยู่อย่างไม่มิดชิด หญิงสาวส่งเสียงเรียกไล่หลังให้มากินข้าวก่อน…แต่ช้าเกินไปเมื่อความโหยชนะความหิว เธอจึงหันกลับมามองเหล่าเด็กน้อยกินอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย

เด็กชายผู้มาใหม่นั่งลงในวงข้าว ทันทีที่ก้นสัมผัสพื้นกระดานแข็งเย็นเฉียบ เด็กหญิงวัยอ่อนกว่าระบายยิ้มบอกว่าวันนี้เตี่ยอารมณ์ดี ซื้อปลาทูทอดมาตั้ง 3 ตัว เด็กชายจ้องมองปลาทูตรงหน้า ตาเป็น ประกายนานเท่าไรแล้วที่เขาและน้องไม่ได้กินอาหารอื่นใด นอกจากไข่และผักบุ้งที่แม่เก็บมาระหว่างทางกลับบ้านหลังขายของเสร็จ ซึ่งนับว่าดีมากมายกว่าวันที่มีเพียงข้าวต้มสีใสคลุกเคล้าซีอิ๊วขาวสีตุ่น เขาได้แต่คิดในใจ วันนี้เตี่ยคงขายของดีกว่าทุกวันจึงมีเงินเหลือจากการซื้อยา

เหล่าเด็กน้อยอิ่มแปล้กับอาหารตรงหน้า แยกย้ายไปเล่นสนุกตามประสา ชายหนุ่มพาร่างผอมโซ ดวงตาเยิ้มเหมือนกำลังเคลิบเคลิ้มอยู่ในความฝัน เดินออกมาจากหลังตู้เสื้อผ้าพร้อมจุดแดงที่แขน ท่ามกลางเด็กชายหญิงที่กำลังหัวร่อต่อกระซิกกับเกมกระดานที่สร้างเอง เด็กชายผู้มาใหม่มองชายหนุ่มที่กำลังจ้องมองก้างปลาทูตาไม่กะพริบ ทันทีที่ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบก้างปลาทูตรงหน้ามาดูดกินราวกับเป็นอาหารรสชาติโอชาจากร้านอาหารหรูหรา ไม่ว่าวันดีหรือวันร้าย “เตี่ย” จะกินข้าวเป็นคนสุดท้ายเสมอ

เด็กน้อยมองภาพตรงหน้า น้ำตาของเขาเอ่อท้นขอบตา แล้วค่อยๆ ไหลรินลงมาอาบแก้มอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

-2-

เด็กหนุ่มรูปร่างผอมเกร็งสูงชะลูดใส่เสื้อผ้ามอซอวัย 18 ปี วิ่ง วิ่ง และวิ่งออกจากซอกตึกสูงระฟ้าตั้งตระหง่านใจกลางเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ ปลายทางของช่องแคบที่แสงแดดแทบส่องไม่ถึง มีชุมชนเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ เขาวิ่ง วิ่ง และวิ่งอย่างรีบเร่งผ่านผู้คนมากหน้าหลายตา บ้างเพิ่งตื่นนอน บ้างยังไม่ได้นอน ทั้งชายหนุ่มหญิงสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ ลูกเล็กเด็กแดง ผู้อพยพหอบความหวัง ความฝัน หนีความยากจน แร้นแค้น สิ้นหวัง จากทั่วสารทิศ มาอาศัยพักพิงอิงแอบซุกตัวนอนพอมีเรี่ยวแรงพร้อมต่อสู้ดิ้นรน ท่ามกลางการแข่งขันอันโหดร้ายในเมืองแห่งความหวัง ด้วยต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้น

เม็ดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้าซูบตอบปราศจากเลือดฝาดของเด็กหนุ่ม มือชุ่มเหงื่อกำถุงใส่เสื้อผ้ามอมแมมไว้แน่นราวเป็นของล้ำค่า เขาวิ่ง วิ่ง และวิ่งมาหยุดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแล้วเดินหายเข้าไป ภายในร้านมีชายสูงวัยที่เด็กหนุ่มเรียกขานว่า “เถ้าแก่” กำลังตะโกนโหวกเหวกโวยวายเสียงดังลั่นต่อว่าต่อขานว่าเขามาทำงานสายตั้งแต่วันแรก ก่อนสั่งงานยืดยาว

เด็กหนุ่มไม่เคยได้สัมผัสรสชาติความเป็นเด็ก ปากท้องของคนในครอบครัวเร่งเร้าให้เขาในฐานะ “ตั่วเฮีย” ต้องเติบโต เติบโต และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัยอันควรเพื่อเอาตัวรอด ทำมาหาเลี้ยงตนเองและ ครอบครัว วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ความยากจนหล่อหลอมเขาให้แข็งกร้าว เย็นชา ไม่รู้สุขรู้ทุกข์ กระทั่งกลายเป็นบุคลิกภายนอกที่คนอื่นรับรู้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าภายในของเขาแสนบอบบางพร้อมแตกสลายทุกเมื่อเชื่อวัน

วันหนึ่ง เขาแค่อยากไปเที่ยวเล่นเหมือนเด็กคนอื่น จึงหนีโรงเรียน พอเตี่ยรู้เขาถูกจับแขวนและตีจนหลังลาย เตี่ยพูดกับเขาซ้ำๆ ว่า ถ้าขี้เกียจเรียนก็ไม่ต้องเรียนแล้วฉีกหนังสือเรียนของเขาโยนทิ้งลงต่อหน้า ต่อตา เขาเสียใจและโกรธเตี่ยมาก เป็นครั้งแรกที่เขาเถียงเตี่ยกลับว่าจะไม่เรียนแล้ว เพียงแค่อยากเอาชนะเตี่ยในวันนั้นทำให้เขาพ่ายแพ้มาถึงวันนี้

ยิ่งเขาไม่เรียนหนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ยิ่งทำให้ชีวิตของเขาลำบากเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เรื่องนี้คือเรื่องเดียวในชีวิตที่เขาอยากกลับไปแก้ไข “เขาอยากเรียนหนังสือ” เมื่อเขาไม่เรียนหนังสือ…เขาต้องทำงาน ทำงาน และทำงาน เตี่ยเริ่มพาเขาไปฝากให้ทำงานตามที่ต่างๆ สมัยที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานเด็กยังไม่เข้มงวด เขาจึงได้เป็นลูกจ้างตั้งแต่อายุแปดขวบ

เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เตี่ยพาเขามาฝากเป็นลูกจ้างที่ร้านอาหาร เขาต้องทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง กระทั่งเวลาเคลื่อนคล้อยเข้าวันใหม่ ค่้่ำคืนหนึ่ง เขาต่อสู้กับความเหนื่อยล้าไม่ไหว เผลอทำมีดอีโต้หล่นใส่ เท้าเลือดแดงฉานไหลอาบท่วมเท้า ความเจ็บปวดท่วมท้นทำให้น้ำตาไหลพราก เถ้าแก่เข้ามาเหลือบตามองเท้าของเขาแล้วบอกเพียงว่า เป็นลูกผู้ชายต้องอดทน “ร้านปิดเมื่อไหร่อั๊วจะพาลื้อไปหาหมอ” พร้อมโยน กระดาษหนังสือพิมพ์ให้เขาเอามาเช็ดเลือดที่กำลังจับตัวกันเป็นลิ่มบนพื้นเย็นเฉียบ

เขานอนหนาวสั่นด้วยความเจ็บปวด คิดถึงเตี่ย แม่ และน้องจับใจ มองเลือดที่ยังไม่ยอมหยุดไหล การรอคอยครั้งนั้นช่างยาวนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์ สติของเขาหลุดลอย รู้สึกตัวเบาโหวงเหมือนล่องลอยอยู่ กลางอากาศอันมืดมิดและเหน็บหนาว…เขากลัวสุดชีวิต เขากำลังจะตายใช่ไหม???

เสียงตะโกนคุ้นเคยดังลั่นปลุกเขาตื่นจากภวังค์

“ลุกเร็วๆ ลื้อจะไปหาหมอหรือเปล่าเนี่ย เร็วๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีใครช่วยอั๊วทำงาน” เสียงตะโกนที่เขาไม่เคยอยากได้ยินกลับทำให้เขาดีใจเหลือเกิน…ใช่ !!! เขายังไม่ตายและกำลังจะได้ไปหาหมอแล้ว เขาโดนเย็บไปหลายสิบเข็ม แต่ความเจ็บปวดของเขาไม่ได้ทำให้ได้รับความเมตตาจากเถ้าแก่เพิ่มขึ้น เช้าวันรุ่งขึ้น เขายังคงต้องฝืนทนตื่นขึ้นมาทำงานในร้านเช่นเคย เพราะเตี่ยเบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าไปแล้ว

เมื่อเราทนความเจ็บปวดได้ระดับหนึ่ง จะสามารถทนอยู่กับความเจ็บปวดนั้นได้ในที่สุด ทุกครั้งที่เขามองแผลเป็นที่เท้า เรื่องราววันนั้นจะชัดเจนในห้วงคำนึง น้ำตาเอ่อท้นขอบตา แล้วค่อยๆ ไหลรินลงมา อาบแก้มอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

วันนี้เขาไม่ได้ร้องไห้เพราะเจ็บปวดบาดแผลเช่นวันนั้น แต่ร้องไห้เพราะดีใจที่วันนั้นเขาไม่ยอมแพ้จึงมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้

-3-

ชายหนุ่มรูปร่างกำยำใส่เสื้อผ้ามอซอวัย 28 ปี เดิน เดิน และเดินเข้าไปในซอกตึกสูงระฟ้าตั้งตระหง่านใจกลางเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ ปลายทางของช่องแคบที่แสงแดดแทบส่องไม่ถึง มีชุมชนเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ เขาเดิน เดิน และเดินผ่านเจ้าหน้าที่มูลนิธิมากหน้าหลายตากำลังลำเลียงศพแล้วศพเล่าออกมาจากชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ ท่ามกลางชาวบ้านหลายสิบคนที่แววตาหลายสิบคู่สะท้อนความรู้สึกมากมายหลากหลาย ยากจะอธิบายว่าแต่ละคนกำลังคิดอะไรหรือรู้สึกอย่างไรกับภาพตรงหน้า

ต่างคนต่างหาเหตุผลว่า ทำไมพวกเขาตัดสินใจเลือกจบชีวิตพร้อมกันทั้งครอบครัว ปัญหาของพวกเขาคงหนักหนาเกินกว่าจะรับมือ แม้การทนอยู่บนโลกเพียงเสี้ยวนาทียังยากยิ่ง บางทีความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ทุรนทุราย ขณะกำลังจะตายอาจเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ทุรนทุรายน้อยกว่าขณะยังมีลมหายใจอยู่บนโลกหม่นหมอง

เม็ดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้าซูบตอบปราศจากเลือดฝาดของชายหนุ่ม มือชุ่มเหงื่อกำซองขาวไว้แน่นราวเป็นของล้ำค่า เขาเดิน เดิน และเดินมาหยุดที่บ้านหลังหนึ่งแล้วเดินหายเข้าไป ภายในบ้าน ชายหญิงสูงวัยที่ชายหนุ่มเรียกขานว่า “เตี่ย” และ “แม่” กำลังชวนเด็กหนุ่มเด็กสาววัยไล่เลี่ยกันอีกหลายคนล้อมวงกินข้าว เสียงฝีเท้าของชายหนุ่มผู้มาใหม่ทำให้ชายสูงวัยคลี่ยิ้ม ลุกยืนขึ้นทันทีทันใดแล้วก้าวเข้าไปประชิดตัวพร้อมยื่นมือไปรับซองขาวอย่างร้อนรน เขาดึงและคลี่ธนบัตรในซองออกมานับด้วยมือสั่นเทา ก่อนหันไปสบตาหญิงสูงวัยข้างกายผู้ยืนนิ่งปราศจากความรู้สึกใด

ชายหนุ่มผู้มาใหม่นั่งลงในวงข้าว ทันทีที่ก้นสัมผัสพื้นกระดานแข็งเย็นเฉียบ เด็กสาววัยอ่อนกว่าหน้าตาซีดเผือดบอกว่า เมื่อคืนเพื่อนบ้านที่ผนังบ้านติดกันฆ่าตัวตายยกครัว เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพิ่งมาเอาศพ ไปเมื่อสักครู่ เธอพูดต่อด้วยเสียงสั่นเครือ…”หนูกลัว” สิ่งที่น้องสาวบอกเล่าทำให้เขาหวนคิดถึงครั้งที่เตี่ยกับแม่ทำงานเป็นคนเลี้ยงหมูที่ชานเมืองกรุงเทพฯ

วันหนึ่ง เตี่ยเมายาเห็นภาพหลอน มองเห็นคนมายืนแลบลิ้นยาวตรงคูน้ำ อีกไม่กี่วันต่อมา น้องชายคนที่สามของเขาตกน้ำตายในคูน้ำนั้น วันก่อนตาย น้องชายเล่าว่า เห็นปลาตัวใหญ่อยู่ในคูน้ำ เขาตั้งใจจับมาให้แม่ทำกับข้าว ยังไม่ทันได้จับปลาเขาก็ด่วนจากลาโลกทึมเทาไปเสียก่อน

เตี่ยกับแม่หัวใจแตกสลายหลังเจ้าหน้าที่มูลนิธิเอาศพของน้องชายขึ้นมาจากคูน้ำและนำศพไปทำพิธีให้ วันนั้น ครอบครัวของเขาไม่มีเงินติดบ้านแม้สักบาทเดียว น้องชายของเขากลายเป็นศพไม่มีญาติทันที เตี่ยกับแม่เสียใจและรู้สึกผิดมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้นที่ไม่สามารถทำอะไรได้แม้แต่ศพของลูกชาย การสูญเสียน้องชายทำให้ครอบครัวของเขาต้องสูญเสียเตี่ยกับแม่ไปด้วย เตี่ยกลายเป็นคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เห็นภาพหลอนทุกค่ำคืนยามหลับตานอน เตี่ยเกือบตายตามน้องชายไปอีกคน แม่ไม่พูดไม่จากับใคร นั่งเหม่อลอยน้ำตาไหลพรากมองดูคูน้ำทุกวี่วัน

ครอบครัวเขาต้องย้ายบ้านกันอีกครั้ง เพราะเตี่ยกับแม่ทนเห็นคูน้ำที่พรากลูกชายไปไม่ได้อีกแม้เพียงเสี้ยวนาที กว่าครอบครัวของเขาจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้งก็ใช้เวลาเนิ่นนานพอดู

ทุกครั้งที่มีโอกาส ครอบครัวของเขาจะทำบุญหรือจุดธูปเรียกวิญญาณทุกเทศกาลไหว้บรรพบุรุษ แม้ไม่แน่ใจว่าน้องชายจะได้รับหรือไม่ แต่เป็นเพียงหนทางเดียวที่ทำให้ความรู้สึกผิดต่อน้องชายน้อยลง

เขาไม่รู้ว่าคนตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ใช้ชีวิตหลังความตายอย่างไร สุขหรือทุกข์ เขารู้เพียงว่า คนที่ยังมีลมหายใจยังคงต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้มีลมหายใจต่อไป ต่อไป และต่อไป

-4-

หนุ่มใหญ่ร่างบึกบึนใส่เสื้อผ้ามอมแมมวัย 38 ปี เดิน เดิน และเดินผ่านตึกสูงระฟ้าตั้งตระหง่านใจกลางเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ ปลายทางของช่องแคบที่แสงแดดแทบส่องไม่ถึง มีชุมชนเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ เขา เดิน เดิน และเดินผ่านหนุ่มสาววัยแรงงานมากหน้าหลายตา ผู้อพยพหอบความหวัง ความฝัน หนีความยากจน แร้นแค้น สิ้นหวัง จากทั่วสารทิศ มาขายแรงงาน พวกเขาปีน ปีน และปีนนั่งร้านชั้นแล้วชั้นเล่าขึ้นไปยังยอดตึกสูง แลกกับเงิน วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ด้วยหวังว่าจะมีเงินสักก้อนหอบกลับบ้านเกิดเมืองนอนแม้สักครั้ง สักครั้ง และสักครั้ง

เม็ดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้าซูบตอบปราศจากเลือดฝาดของหนุ่มใหญ่ มือชุ่มเหงื่อกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้แน่นราวเป็นของล้ำค่า เขาเดิน เดิน และเดินมาหยุดที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่ง ภายในมี ชายสูงวัยที่หนุ่มใหญ่เรียกขานว่า “อาแปะ” ผู้ดูถูกดูแคลนเตี่ยและครอบครัวของเขาว่าเป็นแกะดำของตระกูล เสียงฝีเท้าของหนุ่มใหญ่ผู้มาใหม่ทำให้ชายสูงวัยหันมามองด้วยแววตาดูแคลน หนุ่มใหญ่ยกมือขึ้น ไหว้ชายสูงวัยทันทีทันใด ก่อนก้าวเข้าไปประชิดตัวพร้อมยื่นเอกสารสมัครงาน ชายสูงวัยยื่นมือมารับกระดาษแผ่นนั้นแบบเสียมิได้ ก่อนหันกลับไปอย่างไม่ไยดี

เขายอมทิ้งศักดิ์ศรี พยายาม พยายาม และพยายามทำงานในฐานะกรรมกรคนหนึ่ง แม้ไม่มีความรู้ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ใฝ่เรียนรู้ อาศัยครูพักลักจำ เขาถีบตัวเองจากกรรมกรมาเป็นช่าง กระทั่งอ่าน แบบได้ คำนวณงานและงบประมาณได้ จึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้รับเหมาเต็มตัว เขาได้พบกับหญิงสาวลูกชาวนาจากแดนอีสาน ผู้ไม่เคยรังเกียจรังงอนครอบครัวยากจนของเขา เธอไม่เคยยอมพ่ายแพ้ต่อความยากลำบาก ร่วมต่อสู้ฝ่าฟันสร้างครอบครัวเคียงข้างเขา หลายครั้งหลายคราที่เขาพลาดพลั้งเกือบเสียผู้เสียคนเพราะการพนันและผู้หญิงอีกหลายคน ความดีของเธอที่มีต่อครอบครัวของเขากลับกลายเป็นสายใยรัก สายใยความผูกพันที่คอยเหนี่ยวรั้งให้เขากลับมาเป็นผู้เป็นคนได้อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

เธอรักคนในครอบครัวของเขาเหมือนรักคนในครอบครัวของเธอ ยามเตี่ยกับแม่ป่วยหนัก เธอทุ่มเทดูแลไม่ใช่ในฐานะลูกสะใภ้แต่ในฐานะลูกสาวคนหนึ่ง แม้ยามเตี่ยกับแม่จากไปเธอยังทำหน้าที่ดูแลน้องของเขา

เธอคือคนแรกที่ทำให้เขารู้ว่า ชีวิตของตนเองมีความหมายต่อผู้อื่นมากมายเพียงใด แม้เธอไม่ใช่รักแรกแต่เป็นรักสุดท้ายที่มีความหมายต่อชีวิตของเขา ลูก และครอบครัว

-5-

หนุ่มใหญ่ร่างกายแข็งแรงใส่เสื้อผ้าภูมิฐานวัย 48 ปี เดิน เดิน และเดินขึ้นไปบนตึกสูงระฟ้าตั้งตระหง่านใจกลางเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ ปลายทางของช่องแคบที่แสงแดดแทบส่องไม่ถึง มีชุมชนเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ เขาเดิน เดิน และเดินเนิบช้ามาหยุดยืนนิ่งที่ระเบียงห้องในคอนโดมิเนียมสุดหรู เขาเหม่อมองไปอย่างไร้จุดหมายดูความเคลื่อนไหวแสนสับสนวุ่นวายภายในเมืองยามรุ่งอรุณ ผู้คนมากหน้าหลายตา เดินสวนกันไปมาด้วยความรีบเร่งร้อนรนพาตนเองไปสู่จุดหมายให้ทันเวลา บนถนนรถราขวักไขว่เร่งรีบรวดเร็ว ท่ามกลางการจราจรคับคั่งแข่งขันช่วงชิงเวลาอันแสนมีค่า ดวงอาทิตย์สีส้มสุกโผล่พ้นมุมตึกสูงระฟ้า แสงสีทองของดวงตะวันส่องสะท้อนกระจกเปล่งประกายระยิบระยับงดงามจับใจ ยามแสงแรกสาดส่องช่างเป็นโมงยามที่สวยงามราวกับโลกกำลังเกิดใหม่อีกครั้ง

เม็ดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้าแดงปลั่งด้วยเลือดฝาดของหนุ่มใหญ่ มือชุ่มเหงื่อกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้แน่นราวเป็นของล้ำค่า เขาเดิน เดิน และเดินมาหยุดมองคนงานหลายสิบคนกำลังง่วนกับการทำหน้าที่ ของตนเอง เขาก้มมองเช็คค่าตอบแทนก้อนแรกในฐานะเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง แล้วคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในห้วงความคิดคำนึง

“เกิดมาทำไม???” หลายคนตั้งคำถามกับตนเองยามเต็มอิ่มกับความสุขหรือทุกข์แสนสาหัส แต่เขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยตั้งคำถามนี้กับตัวเอง

คำถามที่เขาถามกับตัวเองเสมอคือ “เขาจะใช้ชีวิตที่มีโอกาสได้เกิดมาแล้วอย่างไร???”

เรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาของเขาอาจดูรันทดหดหู่ แต่เขาต้องขอบคุณ “เตี่ย” กับ “แม่” ที่แม้จะยากจนข้นแค้นแสนสาหัส แต่ยังให้โอกาสเขาและน้องได้เกิด เลี้ยงดูพวกเขาสุดกำลังที่มีให้เติบโตมาใช้ชีวิตบนโลก ใบนี้ แม้จะเป็นโลกสีหม่นก็ตาม

ครั้งเมื่อแม่ตั้งท้องน้องสาวคนสุดท้อง ในวัยกลางคนยุคที่การแพทย์ยังไม่ก้าวหน้า แม่ต้องผ่าคลอด และป่วยกระเสาะกระแสะเรื่อยมานับจากนั้น “เตี่ย” จึงได้ทำหน้าที่พ่อในแบบที่ควรจะเป็น พร้อมทำหน้าที่ แม่เลี้ยงดูน้องสาวของเขา…นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นความอ่อนโยนของเตี่ย

หลังน้องสาวคนสุดท้องคลอดได้ไม่นาน อาม่ายุให้เตี่ยกับแม่ขายน้องสาวของเขาให้กับคณะงิ้ว อาม่าให้เหตุผลว่า ครอบครัวของเขาจะได้ลดภาระและอาจมีเงินก้อนใหญ่เอามาไว้ใช้จ่าย แต่เตี่ยกับแม่ยืนกรานว่า แม้ต้องอดตายก็จะไม่ขายลูกกิน “ลูกอั๊ว…อั๊วเลี้ยงได้” เตี่ยบอกอาม่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

แม้พวกเขาไม่เคยได้ฟังคำพูดหวานๆ ไม่เคยได้รับสัมผัสอันอ่อนโยน แต่พวกเรารับรู้ถึงความรักที่เตี่ยกับแม่มีให้ผ่านไม้เรียวที่หวดลงบนผิวหนังหยาบกร้านรอยแล้วรอยเล่า พร้อมคำสอนที่พร่ำบอกพวกเขาให้เติบโตเป็น “คนดี” ให้ได้

คำสอนที่ได้ยินทุกเมื่อเชื่อวันติดหูตรึงใจ ตอกย้ำให้เขาต้องอดทนดิ้นรนมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น เพื่อพาชีวิตของตนเองและครอบครัวออกไปจากวังวนแห่งความยากจนให้ได้

-6-

ความทรงจำสีจางของผมกลับมาชัดเจนอีกครั้งหลังลูกสาวตั้งคำถามกับชีวิต 88 ปีที่ผ่านมาของผมและน้องๆ

“ทำไมป๊าและน้องๆ ไม่เป็นนักเลงและติดยาเสพติด”

นั่นสิ!! ทำไมผมและน้องๆ ไม่เป็นนักเลงและติดยาเสพติด ทั้งที่สภาพแวดล้อมรอบตัว ตั้งแต่ลืมตาดูโลก เติบโต และมีครอบครัว ถูกห้อมล้อมด้วยนักเลงและยาเสพติด

คำถามของลูกสาวทำให้ผมได้ย้อนเวลากลับไปในช่วงชีวิตที่ผมอยากให้เป็นแค่ฝันร้าย…

ห้วงยามเช่นนี้ ผมรู้สึกทั้งสุขเศร้าเคล้าคละกัน เรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาแจ่มชัดในห้วงคำนึง กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ รู้สึกเหมือนทุกเรื่องราวหวนมาลอยวนอยู่ตรงหน้าหลับตาลงเห็นภาพ วันเดือนปี ค่อยๆ เคลื่อนถอยหลังเหมือนเข็มนาฬิกาหมุนกลับ และโลกรอบตัวของผมค่อยๆ เปลี่ยนไป ผมลืมตาตื่น รู้สึกเหมือนเป็นใครอีกคนที่กำลังมองดูตัวเองอ่อนวัยลงเรื่อยๆ ริ้วรอยบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหาย เส้นผม บางกลับมาหนาดกดำ หลังเหยียดตรง แขนขาอ่อนล้ากลับมาแข็งแรงกระฉับกระเฉง แคล่วคล่องว่องไว

วันแห่งความรักยุคอันธพาลครองเมือง ทารกน้อยคนหนึ่งมีโอกาสได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกสีหม่นในครอบครัวคนจีนที่ต้นตระกูลอพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ แต่เขาไม่ได้โชคดีเกิดมาในตระกูลร่ำรวยที่มี ธุรกิจใหญ่โต ครอบครัวของเขาน่าจะถูกจัดอันดับเป็นชนชั้นล่างที่ต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ

ทารกน้อยเติบโตมาพร้อมกับลูกพี่ลูกน้องนับสิบคนในครอบครัวใหญ่มาก มาก และมาก ครอบครัวของเขาอาศัยรวมกับครอบครัวของอาแปะและอาโกว พี่ชายและน้องสาวของ “เตี่ย” หรือ “พ่อ” ของเขา ที่ต่างคนต่างมีครอบครัวของตนเอง ครอบครัวของเขาต้องแยกจากครอบครัวใหญ่หลังไฟไหม้บ้านสองครั้ง และแต่ละครอบครัวมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี หลังจากนั้นครอบครัวของเขาต้องย้ายบ้านอีกหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครั้งหนีไม่พ้นบ้านเช่าในสลัม

ทุกครั้งที่เตี่ยไปก่อเรื่องมา อากงอาม่าจะคอยตามเช็ดตามล้างจัดการปัญหาให้แม้เตี่ยจะมีเมียมีลูกแล้ว ความรักท่วมท้นมากล้นที่อากงอาม่ามีให้และความกล้าบ้าบิ่นไม่กลัวไม่เกรงใครของเตี่ย ทำให้ท้ายที่สุดเตี่ยเลือกใช้ชีวิตบนเส้นทางสาย “นักเลง” เส้นทางที่ทำให้เตี่ยรู้จักและเข้าไปพัวพันกับ “ยาเสพติด” และเป็น “จุดเริ่มต้นชีวิตที่ไม่ได้เลือกของชายคนหนึ่ง”

“เตี่ย” คือ “แกะดำ” ของครอบครัวทั้งที่เป็นลูกรักของอากงอาม่า ถูกเลี้ยงดูประคบประหงมและตามใจมากกว่าใครๆ แต่กลับถูกพี่น้องและหลานๆ ดูหมิ่นดูแคลน แทบไม่มีใครอยากนับเตี่ยเป็นญาติด้วย ต่างเอือมระอาและกริ่งเกรงกับเส้นทางชีวิตที่เตี่ยเลือก

ทุกครั้งที่เตี่ยพ้นโทษออกจากคุกเพราะคดีทะเลาะวิวาทและเสพยาเสพติด ครอบครัวของเขาจะได้สมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นเสมอ ตอนเด็กเขาไม่เข้าใจทำไมเตี่ยกับแม่ยังมีน้องอีก แค่คนที่มีอยู่ก็แทบจะอดมื้อกินมื้อ กระทั่งเขาโตเป็นหนุ่มจึงเข้าใจว่า เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่ยังมีความใคร่ เตี่ยจากแม่ไปครั้งละนานๆ ความโหยหาย่อมนำมาซึ่งความปรารถนาอันเร่าร้อน ยิ่งสมัยที่การคุมกำเนิดยังไม่ดีพอ เขาจึงมีพี่น้องถึงแปดคน

เมื่อสมาชิกเพิ่มขึ้น แต่อาหารที่หาได้มีเท่าเดิม ความอิ่มจึงลดลง รายได้น้อยนิดที่เตี่ยและแม่หามาได้แทบไม่พอกับค่ากิน ค่าอยู่ และค่ายา (เสพติด) ของเตี่ย เขาและน้องชายน้องสาวที่โตพอจะช่วยเหลือตัวเองได้จึงต้องออกไปช่วยทำมาหากินอีกแรง อีกแรง และอีกแรง…แต่พวกเราก็ทำได้แค่ ‘หาเช้ากินค่ำ’

หลายครั้งหลายครา เขาโกรธเตี่ยที่ทำให้ลูกๆ ต้องจมอยู่กับความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดมาเป็นลูกของเตี่ย วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เตี่ยจะปลอบประโลมแม่และลูกๆ ว่า “เดี๋ยวเตี่ยถูกหวยรางวัลใหญ่ เตี่ยจะซื้อบ้านดีๆ ให้พวกลื้ออยู่” กระทั่งเตี่ยตายพวกเขาก็ยังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง

ภาพความทรงจำค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา ทิ้งไว้เพียงร่องรอยบาดแผลที่เป็นหลักฐานว่า เรื่องราวชีวิตของผมที่ผ่านมา ‘ไม่ใช่ความฝันแต่เป็นเรื่องจริง’

“ทำไมป๊าและน้องๆ ไม่เป็นนักเลงและติดยาเสพติด” “ป๊ากลัว…กลัวความเจ็บปวด”

ผมหันกลับไปตอบคำถามของลูกสาวเพียงสั้นๆ

ใช่แล้ว!!! ผมกลัว…กลัวความเจ็บปวดจากการถูกทำร้าย หรือการทำร้ายคนอื่นหากผมเลือกเป็น ‘นักเลง’

ใช่แล้ว!!! ผมกลัว…กลัวความเจ็บปวดหลังหมดฤทธิ์ ‘ยาเสพติด’ ที่ทำให้ผมเคลิบเคลิ้มไปกับความสุขชั่วคราว

ผมกลัวความเจ็บปวด…ช่วงเวลาที่กำลังจะตายคงเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน ยิ่งเห็นคนที่เรารักกำลังทุรนทุรายจากความเจ็บปวด เราคงเจ็บปวดยิ่งกว่า…ผมจึงสัญญากับตัวเองว่า จะไม่ยอมให้ครอบครัวของ ผมต้องมีจุดจบเช่นนี้…ผมตั้งปณิธานกับตัวเองอย่างแน่วแน่ “ไม่ว่าจะยากลำบากหรือสุขสบาย ผมจะไม่ทิ้งเตี่ย ไม่ทิ้งแม่ ไม่ทิ้งน้อง”…และวันนี้ผมได้ทำตามปณิธานนั้นแล้ว

ผมต้องขอบคุณต่อมความกลัวที่เริ่มทำงานอีกครั้ง อีกครั้ง และทุกครั้งที่ผมต้องตัดสินใจเลือก ยามเจอทางแยกของชีวิต

เหนือสิ่งอื่นใด “ความรัก” “ความเสียสละ” ของเตี่ยและแม่ที่อาจมองไม่เห็นด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ ความรักและความเสียสละของผู้ชายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนเลว” และ “แกะดำ” ของครอบครัวและสังคม กลับเป็นความรักและความเสียสละที่หล่อหลอมผมให้กลายเป็น ‘สุภาพบุรุษ’ ที่มิได้มีความหมายถึงผู้ชายที่เกิดในตระกูลผู้ลากมากดี แต่คือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดมาสำหรับผู้อื่นอย่างแท้จริง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | เดิมพัน ไชยชนก ชิดชอบ กับ AI PASSPORT
15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสิน ‘ปราสาทพระวิหาร’ ตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
ผ่าแผนรื้อสวัสดิการรัฐ เช็กบิลคนเนียนจน ทางรอดไทยยุคถังปริ่มแตก
ดันดาดัน 2 : ถึงแม่จะเป็นผี แต่แม่ก็อยากจะมีอยู่จริง
ความทรงจำ
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (2)
3 ทศวรรษ ‘Love Letter’ จาก ‘จดหมายรัก’ ระหว่าง ‘คนแปลกหน้า’ สู่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘ธาตุแท้ของมนุษย์’
การละเล่นเพลงประชาชน
‘หัวใจ กับ เครื่องมือ’
ขมคอ สตอรี่ (1)
สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | รัฐธรรมนูญ กับ ฮั้วส.ว. การเมือง ละเอียดอ่อน