โดย ธงชัย วินิจจะกูล
อย่าเข้าใจผิดว่า ปราบโกงปราบเทาเป็นนโยบายถอยหลัง เพราะการต่อสู้กับ “เทา” กับการเปลี่ยนประเทศเป็นเรื่องเดียวกัน
เป็นเรื่องเดียวกันแน่ๆ และต้องช่วยกันทำให้ผู้คนเข้าใจเช่นนั้นด้วย
มีปัญญาชนจำนวนหนึ่งเห็นว่าการปราบโกงเป็นการเมืองแบบอนุรักษนิยม ดังนั้น การที่พรรคการเมืองชูนโยบาย “ปราบเทา” ย่อมเป็นนโยบายอนุรักษนิยม หากเป็นพรรคที่อวดอ้างว่าก้าวหน้า ย่อมถือว่าเป็นการถอยหลัง
บางคนถึงขนาดระบุว่า การปราบโกงทุกประเภททุกแบบเป็นเพียงแค่นโยบายเชิงศีลธรรม
ความเห็นเช่นนี้ผิวเผิน ง่ายเกินไป หรือเข้าใจผิด
อาจเป็นเพราะความเห็นเช่นนี้ยังถูกหลอนด้วยกระแส “ให้คนดีย์ปกครองบ้านเมือง” เพื่อทำลายประชาธิปไตยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความวิตกกังวลที่ว่านี้จึงเข้าใจได้ เพราะกระแสความคิดดังกล่าวยังมีอยู่มากในสังคมไทยจนทุกวันนี้
แต่เราควรตระหนักว่า การปราบโกงปราบเทาต่อสู้กับทุนเทาที่ดังกระหึ่มในสังคมไทยช่วงหลังๆ มาจนถึงการเลือกตั้งครั้งนี้นั้น มิได้เป็นเพียงการต่อสู้เชิงศีลธรรมแบบที่บรรดาคนดีย์ป่าวร้อง
แต่เป็นอย่างเดียวกันกับการเปลี่ยนประเทศ เพราะต้องต่อสู้กับรัฐปรสิตที่ดักดาน ต่อสู้กับรัฐราชการที่ฉ้อฉลด้วย
ถ้าการปราบโกงยังหลงทางมัวหมกมุ่นกับการต่อสู้เชิงศีลธรรมขจัดคนเลว นัยยะก็คือระบบดีอยู่ ใช้ได้อยู่ หรือไม่เลวนัก กฎหมายก็ยังดีอยู่ เพียงมีคนไม่ดีเป็นผู้ใช้ ปัญหาเริ่มและจบตรงเจตนาทุจริตของคนบางคน ปัญหาอยู่ที่คน อยู่ที่ผู้ใช้กฎหมาย การต่อสู้จึงต้องเน้นศีลธรรม ขจัดคนเลวเหล่านั้นให้ได้
แต่ในอีกแง่หนึ่ง ซึ่งดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือการทุจริตโกงกินที่พ่วงกับการใช้อำนาจฉ้อฉล เป็นการทุจริตโกงกินที่แฝงฝังอยู่ในระบบ หรือโดยรัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง
การดำรงอยู่และขยายตัวของทุนเทาขนาดใหญ่อย่างที่กล่าวถึงกันในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องของการทุจริตฉ้อฉลส่วนตัวของคนไม่กี่คน
แต่เป็นการทุจริตฉ้อฉลที่รัฐปรสิตมีส่วนร่วมและทำกันอย่างเป็นระบบด้วย
การโกงกินระดับใหญ่มักมีการฉ้อฉลของกลไกรัฐและคนมีอำนาจร่วมอยู่ด้วยทั้งนั้น
“มีส่วนร่วม” อาจจะเป็นทั้งผู้ร่วมการทุจริตโกงกินโดยใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลเป็นองค์ประกอบ จนเป็นคอร์รัปชั่นตามระบบและคอร์รัปชั่นระดับนโยบาย โดยมากรวมทั้งการปกป้องความผิดสร้างอภิสิทธิ์ลอยนวลพ้นผิดให้แก่คนและกลไกของรัฐ
กี่ครั้งแล้วที่การทุจริตใช้อำนาจฉ้อฉลเห็นกันจะจะ ชัดแจ้ง กลับได้รับการปกป้องจากกลไกสารพัดของรัฐปรสิต (หรือรัฐกาฝาก) ที่ปกป้องความผิดของตนเองหรือของคนผิดที่เป็นพวกตัวเองแทบทุกครั้ง
คนของรัฐปรสิตท่องแค่ว่า “ไม่ผิดกฎหมาย” เพียงแค่นั้น
เพราะคำกล่าวเช่นนี้มีทั้งผู้มีอำนาจในรัฐกาฝาก ศาล และองค์กรอิสระสารพัดกลุ่ม ออกมาช่วยกันยืนยันว่า “ไม่ผิดกฎหมาย”
ตึก สตง.ถล่มโครมทั้งตึก ไม่มีใครต้องรับผิด เพราะ “ไม่ผิดกฎหมาย” “ทำตามกฎหมาย”
ความเน่าเฟะของหน่วยงานรัฐที่เอาเงินผู้ประกันตนไปถลุงสิ้นเปลือง ลงทุนซื้อตึกเกินราคาปกติหลายพันล้าน หรือทำให้มูลค่ากองทุนหายไปมหาศาล กระทบต่อชีวิตของทุกคนที่จ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคม ก็ไม่ผิด เพราะไม่ผิดกฎหมาย
เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ หากย้อนกลับไปเดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว และปีก่อนหน้านั้น มีอีกกี่สิบกี่ร้อยกรณีเกิดขึ้นแทบไม่เว้นวันที่รัฐกาฝากใช้อำนาจฉ้อฉล แต่ก็ปลอดจากความผิด เพราะไม่ผิดกฎหมาย
ซ้ำร้ายรัฐปรสิตกลับกลั่นแกล้งรังแก หาทางเอาผิด ปิดปากคน ลงโทษคนที่ต่อสู้กับการทุจริตฉ้อฉล
เพราะรัฐกาฝากได้รับการค้ำโดยรัฐธรรมนูญที่ทำให้การกระทำผิดโดยรัฐ กลไกของรัฐกลายเป็นไม่ผิด และแทบไม่มีทางทำผิดกฎหมายเลยสักอย่าง
เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันออกแบบมาให้องค์กรอิสระทั้งหลาย วุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. กสทช. และกลไกสำคัญของรัฐปรสิต “เป็นอิสระ” จากการควบคุมของประชาชน จนสามารถใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล สามารถคอร์รัปชั่นโกงกิน และที่ร้ายที่สุดสามารถทำให้ความผิดหายวับกลายเป็นไม่ผิด
ไม่ว่ายังไงก็ไม่ผิดกฎหมาย ตราบเท่าที่การโกงกินฉ้อฉลทั้งหลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐปรสิต
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญทำให้กลไกเหล่านี้เกี่ยวโยงกันหมด ประกอบกันเป็นวงล้อมของชนชั้นนำ 1% ที่กักขังประชาชน 99% ไว้ในวงล้อมของอำนาจฉ้อฉลของพวกเขา เพื่อให้เขาสามารถฉ้อฉลใช้อำนาจโกงกินทุจริตเรื่อยไป
วงล้อมนี้มิได้เกิดจากคนเลวเพียงไม่กี่คน มิได้เกิดจากความผิดพลาดชั่วครั้งคราวของคนบางคน แต่วงล้อมนี้คือระบบโครงสร้างของรัฐราชการที่เป็นปรสิต สูบเลือด สูบวิญญาณ สูบทำลายความหวัง
รัฐธรรมนูญสร้างระบบที่เป็นวงล้อมของอำนาจที่ฉ้อฉล กักขังประชาชน เพื่อสูบเลือดเนื้อจนถึงวิญญาณของผู้คนได้ตามกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย
อนาคตของประชาชนถูกสูบไปทำลายต่อหน้าต่อตา อนาคตมืดมนลงทุกวัน ความหวังเลือนรางลงทุกที
ดังนั้น นอกจากจะไม่ควรกล่าวหาผิดๆ หรือเมินเฉยว่าทุจริตประเภทนี้เป็นการเมืองแบบอนุรักษนิยมหรือถอยหลัง เรากลับจะต้องตอกย้ำและสนับสนุนการต่อสู้กับการทุจริตฉ้อฉลที่รัฐปรสิตเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย
การปราบปรามทุจริตที่ผ่านมาของรัฐไทย มักทำเพียงลูบหน้าปะจมูก กำจัดเพียงรายเล็กๆ ที่ไร้อำนาจ แต่กลับไม่กล้าสะสางระบบ ไม่กล้าแตะเครือข่ายอำนาจซึ่งอยู่ในระบบเทาๆ ขนาดใหญ่ของรัฐปรสิตนั่นเอง
นโยบายปราบโกงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ จึงยังเน้นเพียงแค่กำจัดคนเลวแล้วให้คนดีย์เข้ามาปกครอง ซึ่งเป็นการปราบโกงในเชิงศีลธรรม ต่อสู้กับความดีเลวของบุคคลเพียงไม่กี่คน
แต่หลายกรณีในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องของการทุจริตของคนบางคน แต่เป็นเพราะระบบรัฐราชการที่เน่าแฟะ เป็นเพราะรัฐปรสิตที่เป็นเครือข่ายของคนมูมมามรายใหญ่ๆ ที่สามารถเข้าไปใช้อำนาจรัฐอันฉ้อฉล สูบเลือดเนื้อของประชาชน
และเป็นเพราะรัฐปรสิตช่วยปกป้องให้คนและกลไกรัฐพ้นผิด
นโยบายต่อสู้กับทุนเทาที่เป็นการโกงฉ้อฉลขนาดใหญ่ที่เป็นยอดภูเขาแข็งของเครือข่ายอำนาจที่ผูกพันกับรัฐปรสิต
การต่อสู้ปราบโกงอย่างหลังนี้จึงเป็นอย่างเดียวกับการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนประเทศ
ยกตัวอย่างเช่น การต่อสู้กรณีประกันสังคมที่กำลังอื้อฉาวอยู่ในขณะนี้ เราอาจได้ยินชื่อของคนมีอำนาจตัวเป้งๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตโกงเงินประชาชนจำนวนมหาศาล
แต่ที่สำคัญกว่าชื่อเหล่านั้นคือ ความเน่าเฟะของระบบกลไกของรัฐปรสิตที่หากินกับเงินของประชาชน โดยไม่แคร์ถึงความสูญเสียที่ประชาชนหาเช้ากินค่ำเช้ากินได้รับเลย
ข้อเรียกร้องจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การเอาผิดคนนั้นคนนี้ แต่เน้นให้เอากองทุนประกันสังคมออกจากมือของรัฐราชการที่เป็นกาฝาก*
หรือดูกรณีเปิดโปงธุรกิจกองทัพ การทำมาหากินกับช่อง 5 และกับสนามกอล์ฟทหาร การใช้ทหารเกณฑ์เป็นไพร่ในเรือนเบี้ย และอีกมากมายหลายกรณี
เหล่านี้คือตัวอย่างของการโกงที่ผูกพันกับรัฐกาฝาก การปราบโกงประเภทนี้เป็นอย่างเดียวกับการเปลี่ยนประเทศ ไม่ใช่ถอยหลังเป็นอนุรักษนิยม
หนทางต่อสู้กับความฉ้อฉลของรัฐและระบบจึงไม่ใช่ศีลธรรม ไม่ใช่ความดีย์ส่วนบุคคล แต่เป็นระบบที่โปร่งใส ประชาชนตรวจสอบได้
ใครก็ตาม พรรคใดก็ตามที่ต่อสู้กับความทุจริตฉ้อฉลของระบบ ต้องพยายามแก้ระบบ ต้องเปลี่ยนประเทศ หนทางดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับการปราบโกงเชิงศีลธรรม
การที่พรรคต่างๆ และสื่อมวลชนยังมุ่งจับคนผิดคนเทา โจมตีทำลายกันด้วยการเปิดโปงทุจริตของปัจเจกบุคคล ด้านหนึ่งก็ถูก เพราะระบบที่ฉ้อฉลเป็นพื้นที่สิงสู่ของคนเทา แต่อีกด้านหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาวาทกรรมปราบโกงเป็นแบบศีลธรรมเป็นด้านหลัก
แต่ด้วยเหตุนี้เอง เราต้องผลักดันให้เข้าใจการทุจริตฉ้อฉลว่าเป็นเรื่องของระบบ อำนาจ เกี่ยวข้องกับรัฐราชการที่เป็นกาฝาก เป็นปรสิต
การ “ปราบโกง” เช่นนี้ จึงเป็นคนละเรื่องกับการจ้องจับคนไม่ดีย์ แต่เป็นอย่างเดียวกับการเปลี่ยนแปลงประเทศ
[* หมายเหตุ — ความกังวลว่าการเอาออกจากราชการไปให้เอกชนดำเนินการนั้น เป็นมาตรการแบบเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) นี่เป็นความกังวลของปัญญาชนที่คิดตามตำรา เพราะรัฐไทยไม่ใช่และไม่เคยเป็นรัฐเสรีประชาธิปไตยที่มีภารกิจดูแลคุ้มครองให้สวัสดิการแก่ประชาชนอย่างที่พวกเสรีนิยมใหม่พยายามบ่อนทำลาย แต่รัฐไทยเป็นรัฐราชการที่เป็นปรสิต เป็นกาฝาก เอกชนรายยักษ์ของไทยก็ไม่ได้มีพื้นฐานจากทุนที่ต้องต่อสู้ให้ลดอำนาจรัฐเพื่อแสวงกำไรสูงสุด แต่การขูดรีดสร้างกำไรที่มีประสิทธิภาพที่สุดของทุนไทยมักเกิดจากการร่วมมือกับอำนาจรัฐ (เช่น การผูกขาดโดยได้รับใบอนุญาตและการคุ้มครองจากรัฐตามระบบสัมปทาน เป็นต้น) จึงเป็นทั้งรัฐและภาคเอกชนที่เอื้อการผูกขาดแต่ขัดขวางการแข่งขัน เหล่านี้ไม่ใช่คุณลักษณะของเสรีนิยมใหม่เลย การเสนอให้เอกชนดำเนินการอาจจะมีปัญหาอย่างไร ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันได้ แต่ไม่ใช่ด้วยการเอาข้อวิจารณ์เสรีนิยมใหม่ในระดับโลกมาใช้กับประเทศไทยอย่างง่ายๆ โดยไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ที่เป็นจริงของไทยเลย]
