บทความพิเศษ
กล่าวหา ความคิด
มุมมอง บอกอ สามัคคีสาร
ทัศนะ การเมือง
ในความเห็นของ Batson แม้ว่าบทความที่มีความหลากหลายใน “สามัคคีสาร” จะดึงดูดความสนใจมากที่สุด แต่ที่จริงแล้วหนังสือพิมพ์นี้ไม่มีนโยบายใดๆ ในบทบรรณาธิการแถลงที่ชัดเจน
และนักเขียนหลายคนก็แสดงออกถึงปรัชญาและความคิดเห็นต่างๆ กัน
ตัวอย่างก็คือ การแสดงความเห็นสนับสนุนวรรณคดีไทยแบบดั้งเดิมและการวิจารณ์วรรณคดีเหล่านั้น
นักเขียนที่เขียนลง “สามัคคีสาร” ในยุคนี้ต่อมาได้กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในสาขาที่ตนทำงานหลายท่าน เช่น พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ นอกนั้นก็มี พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ม.ล.ปิ่น มาลากุล และ ม.ล.มานิจ ชุมสาย
ตรงนี้มีเชิงอรรถขยายความว่า พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร พระโอรสและผู้สืบทอดของ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และในสมัยนั้นเข้าใจว่าอาจเป็นกษัตริย์ในอนาคตของไทยก็ได้
พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร พระโอรสของ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการ และนักการทูต
ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช สองพี่น้องและพระราชนัดดาของรัชกาลที่ 4 ต่างก็เป็นนักเขียน และต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีทั้งสองท่าน
ม.ล.ปิ่น มาลากุล เป็นนักเขียนที่มีชื่อและเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ
ม.ล.มานิจ ชุมสาย ได้เขียนประวัติศาสตร์ไทยไว้มากมาย
หนังสือ “สามัคคีสาร”
กับ “ราชเลขาธิการ”
มองจากมุมของ Batson การได้เป็นบรรณาธิการของ “สามัคคีสาร” ถือว่าเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ
และเสี่ยงพอสมควร
บรรณาธิการ 2 ท่านในสมัยนั้นเป็นบุตรชายของ เจ้าพระยามหิธร ซึ่งเป็นราชเลขาธิการและเป็นผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของพระเจ้าแผ่นดินมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งทำให้บิดาของท่านทั้งสองต้องลำบากใจหลายครั้ง
ในจดหมายถึงบุตรชายคนที่ 3 เขียนในเดือนตุลาคม 1926
เจ้าพระยามหิธรได้ขอให้บุตรชายคนนี้ช่วยพี่ๆ ทำหนังสือพิมพ์ แต่ได้เตือนว่าการเขียนสิ่งตีพิมพ์ใดๆ ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม และอาจถูกพวกศัตรูกล่าวหาว่าเป็น “พวกบอลเชวิก” ได้ง่ายๆ
และอาจถูกเรียกกลับ
ในจดหมายอีกฉบับหนึ่งเขียนใน 1 สัปดาห์ต่อมา เจ้าพระยามหิธรแสดงความยินดีกับบุตรชายคนที่ได้รับเลือกให้เป็นบรรณาธิการ แต่ได้เตือนว่าการรับตำแหน่งนี้ ก็เหมือนถือดาบที่อันตรายอยู่
และได้นำเรื่องที่นายปรีดีถูกเรียกกลับมาพูดด้วย
เมื่อบุตรชายอีกคนหนึ่งได้รับเลือกให้เป็นบรรณาธิการ “สามัคคีสาร” อีกในหลายปีต่อมา เจ้าพระยามหิธรก็ได้ส่งจดหมายแสดงความยินดีไปอีก และได้เตือนให้ระวังเรื่อง “ดาบสองคม” ไว้ด้วย
และเตือนลูกเกี่ยวกับว่า อาจ “ตัด” มือตัวเองได้
และได้วิจารณ์บทความของพวกรุ่นหนุ่มว่าก้าวร้าวเกินไป อีกทั้งได้ยกตัวอย่างแบบการเขียนใน “บางกอกไทมส์” ว่าเป็นแบบที่ท่านเห็นว่าดี
ในจดหมายฉบับเดียวกันนี้ เจ้าพระยามหิธรได้บ่นว่าท่านสังเกตเห็นโรคชนิดใหม่ คือ นักเรียนไทยที่กลับมาจากนอกดูจะ “รู้เรื่องสยามและขนบธรรมเนียมของสยามน้อยกว่าฝรั่งที่อยู่ในสยามแค่หกเดือนเสียอีก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปนิสัยความเคยชินที่เปลี่ยนไป หรือเพราะความโง่เง่า แต่อย่างไรก็ตาม โรคนี้เป็นโรคที่ติดมาแล้วไม่เหมาะสมเลย”
ทั้งหมดจะกระจ่างมากยิ่งขึ้นเมื่อตามไปอ่านใน “เชิงอรรถ”
บอกอ สามัคคีสาร
นักเรียนไทย อังกฤษ
ในจดหมายอีกฉบับหนึ่งที่เขียนในปี 1927 เจ้าพระยามหิธร ซึ่งรับราชการในกรมราชเลขาธิการ ได้ตักเตือนบุตรชายที่ศึกษาอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ให้สำนึกถึงความสำคัญของการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง
โดยอ้างถึง พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ และพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร เป็นตัวอย่างของข้าราชบริพารที่เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า
ใช้ภาษาไทยได้ดี
พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรนั้นเป็นทูตไทยที่กรุงลอนดอนในตอนปลายทศวรรษ 1920
และหลังจากที่ไม่ทรงโปรดในช่วง 7-8 ปีท้ายๆ ของสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้กลายมาเป็นบุคคลชั้นผู้นำในคณะรัฐบาลในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 1932-1970
นักการทูตอังกฤษในทศวรรษ 1920 มีความเห็นว่า พระองค์เป็นผู้ที่มีความสามารถ แต่ค่อนข้างจะเจ้าเล่ห์และทะเยอทะยาน
แต่ขณะที่พระองค์เกษียณอายุในฐานะทูตที่อังกฤษนั้น บุตรชาย เจ้าพระยามหิธร ได้ยกย่องว่า พระองค์เป็นทูตที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ “เช่นเดียวกันกับผู้ที่มีความสามารถทั่วๆ ไป
พระองค์อดที่จะภาคภูมิใจในความสามารถของตนมิได้” (GB, F 78/78/40, 3 December 1925 และ F 4726 3715/40, 4 October 1926, Samaggi Sara 9 (1931))
พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรสิ้นพระชนม์ที่กรุงเทพมหานครในเดือนกันยายน 1976 พระชันษา 85 ปี
ถกแถลง ปมเก็บภาษี
ภาษีเงินได้ ภาษีมรดก
Batson ตั้งข้อสังเกตความเกี่ยวพันในทางความคิดและผลสะเทือนต่อสถานการณ์ในสยามระหว่างเจ้าพระยามหิธร กับบุตรซึ่งเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “สามัคคีสาร” ว่า
บุตรชายของเจ้าพระยามหิธรได้เขียนบทบรรณาธิการแถลงเสนอให้เก็บภาษีเงินได้ ภาษีมรดก
ขณะที่ใน “เชิงอรรถ” มีหมายเหตุเพิ่มเติมว่า
มีการเสนอแนะให้ตัดเงินเดือนข้าราชการระดับสูง และได้เกิดปัญหาว่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางจะต่อต้านการเก็บภาษีการตายหรือไม่
แน่นอน เจ้าพระยามหิธรนั้นนับว่าเป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งสูงที่สุด
และในชีวประวัติที่พิมพ์ใน “สามัคคีสาร” ในเดือนกันยายน 1932 เขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า บางคนเห็นว่าเขาเป็น
“พวกหัวรุนแรงนิยมคอมมิวนิสต์”
และยังได้อ้างถึงความสัมพันธ์ถึงความสัมพันธ์ของเขากับ “555” ที่อื้อฉาวและสรุปว่าเขานิยมลัทธิสังคมนิยม
Batson อ้างเอกสารที่ GB, F 7317/4260/40, 8 September, Dormer to Orde 1932 ว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งค่อนข้างจะนิยมอังกฤษและเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาก
ได้ทรงตั้งข้อสังเกตด้วยความพอพระทัยว่า
นักศึกษาที่เล่าเรียนในอังกฤษไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำรัฐประหารในปี 1932 แม้แต่คนเดียว ผู้นำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนไทยที่กลับมาจากฝรั่งเศส
หรือนายทหารที่ได้รับการฝึกในประเทศเยอรมนีในสมัยก่อนสงคราม
ละเอียดอ่อน การเมือง
มุมมอง ต่อ นักเรียนนอก
จากเอกสารของทูตอังกฤษเมื่อประสานกับข้อมูลที่ Batson ได้มาสะท้อนให้เห็นถึงจุดอันละเอียดอ่อนในทางความคิดและในทางการเมือง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ นักเรียนนอก
ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนทุนหลวง ไม่ว่านักเรียนทุนส่วนตัว ทั้งยังจำแนกถึงภูมิทัศน์การดำรงอยู่และสถานะทางสังคม
งานศึกษาของ Batson จึงทรงความหมาย
