พฤษภาเลือด จับจุดอ่อน ขัตติยะ สวัสดิผล ก่อนลั่นไก สไนเปอร์ สังหาร
ยุทธการแดงเดือด
วาสนา นาน่วม มิได้เพียงสำรวจสภาพโดยรอบก่อนวินาทีลอบสังหารจะบังเกิด หากแต่กะเทาะเข้าไปจุดสำคัญจุดหนึ่ง
นั่นคือ จุดที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ปฏิบัติอย่างเป็น “รูทีน”
เวลาประมาณ 17.00 น. เสธ.แดงจะเริ่มปรากฏตัวไปพบคนเสื้อแดงและตรวจแนว โดยมีนักข่าวดักรอทุกวัน
ในความเห็นของวาสนา นาน่วม
ไม่ใช่เรื่องยากที่หน่วยข่าวหรือพลซุ่มยิงที่ส่องกล้องตรวจการณ์จากตึกสูงโดยรอบทั้งกลางวัน กลางคืน จะเห็นความเคลื่อนไหวบริเวณหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และหน้าลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6
เพราะยิ่งมาทุกวันในเวลาเดิม จุดเดิม ย่อมง่ายต่อการถูกเล็งเป้า
แต่ความยากอยู่ตรงที่เสธ.แดงอยู่กลางฝูงชนทั้งม็อบและนักข่าวจึงเสี่ยงที่จะยิงพลาดอาจโดนคนอื่น
นี่กระมังทำให้มีการย้อนศรเกิดขึ้น
เมื่อรู้ว่าเสธ.แดงชอบที่จะเป็นข่าว ชอบให้สัมภาษณ์โดยไม่เลือกว่าใครเป็นใคร แค่โทรศัพท์มาหาหรือเดินมาหาบอกว่าเป็นข่าว
เสธ.แดงก็โอเค
โดยไม่ตรวจสอบเลยว่าเป็นนักข่าวจริงหรือไม่ หรือมาจากหนังสือพิมพ์หรือทีวีใดแน่
สำหรับเสธ.แดงชอบการผูกมิตรกับนักข่าว ชอบการให้สัมภาษณ์ เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางในการต่อสู้ ยิ่งในยุคที่รัฐบาลปิดกั้นสื่อโดยเฉพาะทีวีสื่อของรัฐเสธ.แดงยิ่งไม่ทิ้งโอกาสผ่านสื่อทั้งในและต่างประเทศ
เพราะเสธ.แดงในฐานะจบปริญญาเอกจากฟิลิปปินส์ก็พอจะสปีกอิงกลิชได้แบบพอรู้เรื่อง
ก่อนจะเสียชีวิตแค่ไม่กี่นาที
เวลาประมาณ 18.30 น. พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกนักข่าวญี่ปุ่นและกลุ่มนักข่าวไม่ทราบสังกัดรุมล้อมสัมภาษณ์ที่ริมรั้วปราการหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
จากข้อมูลคนใกล้ชิดเสธ.แดง จากหลักฐานกล้องถ่ายภาพส่วนตัวเสธ.แดงที่มักให้ลูกน้องใกล้ชิดถ่ายภาพของเขาเก็บไว้ในเวลาที่นักข่าวรุมสัมภาษณ์เห็นใบหน้าผู้ที่ห้อมล้อมเสธ.แดง
อะไรคือข้อผิดสังเกต
ในเวลาสัมภาษณ์ซึ่งยังไม่มืดแต่มีนักข่าวหรือช่างภาพคนหนึ่งเปิดไฟกล้องเป็นระยะๆ อยู่ตลอด
ราวกับว่า เพื่อชี้เป้าให้มือยิงจากที่สูงเห็นเสธ.แดงได้ชัดเจน
แต่คนใกล้ชิดอีกคนระบุว่า ตอนที่เสธ.แดงถูกรุมสัมภาษณ์นั้นก็ๆ ไม่ทันระวังตัว เพราะเมื่อเลิกสัมภาษณ์แล้วมีนักข่าวมาเดินตามให้เสธ.แดงพาตรวจแนวรบพร้อมเดินพูดคุยไปด้วยแต่เขาจำหน้าไม่ได้
รู้แต่ว่าเป็นผู้ชายสวมเสื้อสีขาวที่พยายามเข้ามาเกาะติดเสธ.แดง
จนในช่วงที่เสธ.แดงกำลังเดินเลียบรั้วปราการของคนเสื้อแดงที่แยกศาลาแดงไปทางรั้วสวนลุมพินีเพื่อพาเดินไปดูโรงครัวซึ่งทำอาหารเลี้ยงม็อบและการฝึกของการ์ด นปช.บริเวณใกล้ๆ นั้น
แต่เส้นทางเดินไปสู่จุดนั้นต้องผ่านสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสีลมที่ตั้งขวางอยู่ มี 2 ทางเลือกคือ เดินอ้อมไปทางซ้าย กับเดินก้าวสูงๆ ขึ้นสู่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
แล้วยกขาก้าวข้ามราวเหล็กที่จะไปสู่หน้าลิฟต์ลงไปใต้ดิน
ปกติเมื่อก้าวข้ามราวเหล็กแล้ว เสธ.แดงจะเดินตามพื้นลาดชันจากหน้าลิฟต์ลงไปที่สนามหญ้าข้างรั้วสวนลุมพินีที่เป็นแผนกครัว และบรรดาการ์ด นปช.ซึ่งเป็นพวกยังเติร์กเด็กๆ วัยรุ่นและศรัทธาในตัวเสธ.แดงรอพบ
ให้เสธ.แดงคอยฝึก หรือพูดให้ความรู้ทุกวัน
ปัญหาอยู่ที่เมื่อเสธ.แดงก้าวข้ามรั้วเหล็กบนสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแล้วกลับมีนักข่าวคนเดิมที่เดินมาด้วยชักชวนให้ยืนคุยกับตนเองอยู่ครู่หนึ่ง โดยที่เสธ.แดงก็ไม่ทันระวังตัวเพราะชัยภูมิตรงนั้นสูงและใกล้ตึกสูงหลายตึกฝั่งสีลม
แล้วกระสุนมัจจุราชก็พุ่งเข้าใส่หน้าผากขวาเสธ.แดง กดทะลุลงท้ายทอย อันเป็นการยืนยันว่าถูกยิงจากที่สูง
ทั้งๆ ที่จุดตรงนั้นไม่ใช่พื้นที่ที่อยู่ในวิสัยซึ่งเสธ.แดงจะต้องไปยืน อาจเป็นทางเดินผ่านในบางครั้ง แต่เสธ.แดงจะไม่ยืนคาอยู่บนนั้น เพราะเขารู้ดีว่ามันสูงเด่น ทว่า เพราะงานนี้มีคนปลอมเป็นนักข่าว
มาขอสัมภาษณ์ ตีสนิท แล้วก็พาเสธ.แดงเข้า “คิลลิ่ง โซน”
เหตุผลของวาสนา นาน่วม คือ เพราะทันทีที่เสธ.ถูกยิงร่างก็ล้มร่วงไปในซอกราวเหล็กอันเป็นซอกเล็กๆ ไม่ใช่พื้นที่สำหรับยืน หรือเดินผ่านด้วยซ้ำ
เลือดแดงฉานไหลนองพื้นตรงนั้นทันที
เชื่อว่า เสธ.แดงหมดสติไปทันใด เพียงแต่หัวใจนักสู้ของเขายังไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมหยุดเต้นเท่านั้น
ลูกน้องที่อยู่ในเหตุการณ์จึงต้องลากร่างอันแน่นิ่ง เลือดอาบหน้า ลอดใต้ซอกราวเหล็กออกมาพักบริเวณหน้าลิฟต์ก่อนที่จะช่วยกันหามไปส่งโรงพยาบาล
แต่อาจเป็นเพราะเวลาของเสธ.แดงในโลกมนุษย์หมดลงแล้ว หรืออาจเพราะบัญชาจากฟ้าให้ต้องมีอันเป็นไป แลกกับชีวิตทหารที่อาจต้องเสียเพราะเสธ.แดงไม่รู้เท่าใดเมื่อทหารบุกเข้าสลายการชุมนุม
จึงทำให้เกิดปัญหาระหว่างคนเสื้อแดงกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จนทำให้ลูกน้องไม่กล้านำร่างส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
อีกทั้งอาจเป็นเพราะเสธ.แดงเคยปรารภกับลูกน้องไว้ว่า
ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นให้พาเขาส่งโรงพยาบาลตำรวจ หรือโรงพยาบาลหัวเฉียว
การตัดสินใจ ณ เวลานั้นของลูกน้องจึงเลือกไปที่โรงพยาบาลหัวเฉียวซึ่งแม้จะไม่ไกล แต่ก็อยู่ในห้วงเวลารถติดหนัก ทำให้สมองเสธ.แดงขาดเลือดส่งไปเลี้ยงนานกว่า 4 นาที
สมองถูกทำลายโดยถาวร ถึงรอดก็คงต้องเป็นเจ้าชายนิทรา
ยิ่งสภาพของเขา ศีรษะถูกพันรอบไปด้วยผ้าอันโชกเลือด เพราะแพทย์เอ็กซเรย์พบว่า วิถีกระสุนเข้าด้านขวาช่วงบนกะโหลกและทะลุเป็นทางออกเฉียงลงด้านซ้าย
โดยกระสุนวิ่งเป็นแนวเฉียงลงผ่านเส้นก้านสมอง 2 ฝั่ง
แม้ในตอนแรกทุกคนต่างรู้แล้วว่าเสธ.แดงคงไม่อยู่กับเราแล้ว แต่เพราะ “ห่วง” และใจที่ยังไม่สงบ และพันธะที่เสธ.แดงต้องดูแลคนเสื้อแดงให้พ้นจากการถูกทหารทำร้าย
จึงทำให้เสธ.แดงไม่อาจตายได้ในทันที
หัวใจยังเต้นให้คนเสื้อแดง และ “น้องเดียร์” ขัตติยา สวัสดิผล ลูกสาวสุดที่รักคอยลุ้น ภาวนา อธิษฐาน
เพราะอุตส่าห์เสี่ยงย้ายมาโรงพยาบาลวชิระ
แต่แล้ว อาการทางสมองอันสาหัสและอาการไตวายแทรกซ้อนเข้ามา ทำให้เสธ.แดงไม่อาจทานทน
หัวใจของเขาหยุดเต้นเมื่อเวลา 09.20 น. ของวันที่ 17 พฤษภาคม
หลังจากที่แพทย์พยายามยื้อชีวิตด้วยการให้ยาเพิ่มความดันถึง 700 หลอด รวมใช้เวลาในการรักษา 82 ชั่วโมง
ปิดตำนาน “คม…เสธ.แดง” ไว้ก่อนที่อายุจะครบ 59 ในอีกแค่ 17 วัน
ประเด็นที่วาสนา นาน่วม พยายามจะไขก็คือ การตอบต่อคำถามที่ว่า “ใครฆ่าเสธ.แดง” อันกึกก้องกัมปนาทตามมา
ตกลง ใครฆ่า “เสธ.แดง”
