bg-single

สาระสำคัญของลัทธิกรัมชี่ (3)

15.02.2026

บทความพิเศษ
โดย ธเนศวร์  เจริญเมือง


แนวคิดว่าด้วย “สภาโรงงาน” (Factory Council)

แนวคิดเรื่อง สภาโรงงานของกรัมชี่ เกิดขึ้นหลังจากเขาได้ทราบข่าวและติดตามความคืบหน้าของการปฏิวัติสังคมรัสเซียในปี 1917 พร้อมๆ กันกับกรรมกรอิตาเลียนโดยเฉพาะในเขตตอนเหนือของประเทศ

ขณะนั้น กรัมชี่อายุ 26 ปี (เขาเกิด ค.ศ.1891) จากความคิดของเฮเกลที่ว่า ภาคประชาสังคม (Civil society) เป็นคนละส่วนกับรัฐ ส่วนแรกสามารถกำหนดเจตจำนงร่วมกันเพื่อเข้าไปมีบทบาทในภาครัฐและสร้างสังคมที่ดีกว่าขึ้นได้  จากความคิดของมาร์กซ์ เรื่องอำนาจรัฐที่ชนชั้นนายทุนมีบทบาทสำคัญในสังคมทุนนิยม แน่นอน การเข้าควบคุมอำนาจรัฐโดยชนชั้นกรรมาชีพเพื่อสถาปนารัฐสังคมนิยมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเลนินนำพรรคบอลเชวิกและชนชั้นกรรมกรของรัสเซียเข้ายึดอำนาจรัฐได้ในปี 1917 กรัมชี่ได้เห็นและเรียนรู้การนำที่สร้างสรรค์ของเลนินในการนำการปฏิวัติดังกล่าว โดยอาศัยทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ชี้นำการปฏิวัติ และประสบผลสำเร็จซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และใช้เวลา 69 ปี หลังจากที่มาร์กซ์-เองเกลส์ เสนอแนวคิดว่าด้วยการปฏิวัติสังคมนิยมเป็นครั้งแรกในปี 1848 และ 34 ปีหลังจากที่มาร์กซ์เสียชีวิต (1883)

รัสเซียที่เศรษฐกิจทุนนิยมเพิ่งเข้าไปมีบทบาทในเขตเมืองใหญ่หลายเมืองราว 2 ทศวรรษก่อนการปฏิวัติ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน (นามว่า Robert Heilbroner เขียนหนังสือสำคัญเรื่อง The Worldly Philosophers, 1999) วิเคราะห์ว่า มาร์กซ์เองก็คงคิดไม่ถึงว่าจะเกิดการปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซียก่อนที่จะเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตก

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเลนินได้หันไปเสนอแนวคิด “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” (Dictatorship of the Proletariat) เพื่อนำพาสหภาพโซเวียตไปสร้างสรรค์รัฐสังคมนิยม

ขณะที่กรัมชี่กลับเห็นต่าง เขาเห็นว่า แนวคิดว่าด้วย “สภาโรงงาน” ต่างหากที่มีความเหมาะสมมากกว่า

เพราะสภาโรงงานที่กรัมชี่เสนอคือ

หนึ่ง องค์กรรูปแบบใหม่ของชนชั้นกรรมกรจากแต่ละโรงงานมารวมกัน ชัยชนะของการปฏิวัติสังคมนิยมของชนชั้นกรรมาชีพในรัสเซียส่งผลสะเทือนอย่างยิ่งต่อชนชั้นกรรมาชีพของอิตาลี เนื่องจากตูรินซึ่งอยู่ตอนเหนือสุดของประเทศมีจำนวนกรรมกรมากที่สุด ทั้งเป็นแหล่งที่มีกรรมกรกระจุกตัวกันหนาแน่นที่สุดของประเทศ

สอง สภาโรงงานเป็นอิสระจากชนชั้นนายทุน

สาม ในระหว่างการสร้างองค์กรให้เข้มแข็ง สภาโรงงานจะต้องยืนหยัดหลักการของชนชั้นกรรมาชีพ และยกระดับการรับรู้และพัฒนาพลังของชนชั้นตนให้กว้างขวางออกไปทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การโค่นล้มสังคมทุนนิยมและสร้างรัฐสังคมนิยมให้ได้ในอนาคต

สี่ คณะทำงานของสภาโรงงานต้องประกอบด้วยหลายภาคส่วนในหมู่ผู้ใช้แรงงานทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะกรรมกรโรงงานเท่านั้น (เพราะในสังคมหนึ่งๆ มีทั้งชาวนา คนทำงานภาคบริการ คนขับในระบบคมนาคมขนส่งและหน่วยงานต่างๆ ลูกจ้างของเอกชน เสมียนในห้างร้าน พนักงานทำความสะอาด ฯลฯ)

ห้า สภาโรงงานควรยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย รับฟังความเห็นจากสมาชิกส่วนใหญ่อย่างสม่ำเสมอ การมีสมัชชาผู้แทน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของคนงาน และสมัชชาผู้แทนไปเลือกคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการประจำ เป็นวิธีการแบบประชาธิปไตยที่ฝึกฝนให้กรรมกรเกิดการเรียนรู้ประเด็นและปัญหาต่างๆ เพิ่มเติม การขบคิด การถกเถียง การตัดสินใจเลือกผู้แทนและกรรมการ และการติดตามผลการบริหารในแต่ละขั้นเพื่อประเมินความสำเร็จ ความล้มเหลว และบทเรียน ตลอดจนวางแผนสำหรับการเลือกตั้งในครั้งต่อๆ ไป ฯลฯ

และทั้งหมดนี้ล้วนจำเป็นต่อการเตรียมตัวเข้าสู่การสร้างรัฐสังคมนิยมของกรรมกรไม่ว่าสังคมใด

อนึ่ง สหภาพแรงงาน (Trade Unions) ที่มีในโรงงานต่างๆ นั้นก่อนหน้านี้ทำหน้าที่เฉพาะสิทธิ์ที่ได้รับจากนายจ้างว่าเป็นธรรมหรือไม่อย่างไร (เท่ากับว่ายอมรับการดำรงอยู่ของระบอบทุนนิยมโดยปริยาย)  ในแง่นี้ เราจะพบว่า บทบาทของสภาโรงงานมีเป้าหมายและขอบเขตที่กว้างขวางและยาวไกลกว่ามาก

2 ปีสีแดง (The Biennio Rosso)
กับบทเรียนภาคปฏิบัติของสภาโรงงาน (ค.ศ.1919-1920)

การนัดหยุดงานประท้วงมากกว่า 1,663 ครั้งในโรงงานที่เมืองตูรินในปี 1919 และมีคนงานเข้าร่วมมากกว่า 1 ล้านคน และเพิ่มเป็นการนัดหยุดงานถึง 1,881 ครั้งในปีถัดมา การนัดหยุดงานประท้วงยังได้ลามออกไปถึงเมืองมิลาน ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากเช่นกัน และยังมีการประท้วงของชาวนากว่า 1 ล้านคนเรื่องขาดแคลนอาหารในปีเดียวกัน

ด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นผลสะเทือนจากการปฏิวัติในรัสเซียเมื่อปี 1917

ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นปัญหาความยากลำบากที่ทวีความรุนแรงของผู้ใช้แรงงานในอิตาลีในห้วงเวลาดังกล่าว

อนึ่ง น่าสังเกตด้วยว่า พรรคสังคมนิยมอิตาลี (PSI) มีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งเข้าสภาผู้แทนในช่วงปลายปี 1919 ถึง 156 ที่นั่งจากยอดรวม 508 ที่นั่ง และมีสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าจาก 2.3 หมื่นคนในปี 1918 เป็น 2 แสนกว่าคนในปี 1920

จุดเปลี่ยนสำคัญประการแรก คือเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 1919 กลุ่มกรัมชี่ได้ใช้ นสพ.ของพรรคสังคมนิยม ที่ชื่อออดิเน่ นูโอโว่ (L’Ordine Nuovo หรือระบอบใหม่) เสนอแนวคิดว่าด้วย สภาโรงงาน ท้าทายแนวทางหลักของพรรคสังคมนิยมในขณะนั้น คือประนีประนอมกับแนวทางรัฐสภา แทนที่จะเร่งผลักดันเสนอแนวทางใหม่ในการต่อสู้ให้กับขบวนการกรรมกรที่กำลังกระตือรือร้น หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในปี 1918 และได้รับกำลังใจอย่างมากจากชัยชนะของขบวนการกรรมกรในรัสเซีย

ข้อเสนอให้จัดตั้งสภาโรงงานเพื่อให้กรรมกรทำหน้าที่บริหารโรงงานเสียเองที่ปรากฏใน นสพ.ของพรรคหลายฉบับติดต่อกันจาก 1 พฤษภาคม 1919 ถึงเดือนตุลาคม ปีเดียวกัน รวม 5 เดือน ได้รับการต้อนรับอย่างน่าตื่นเต้น

ได้มีแรงงานมากกว่า 5 หมื่นคนจาก 30 หน่วยการผลิตเริ่มจัดตั้งองค์กรแบบสภาโรงงาน และจำนวนกรรมกรที่เข้าร่วมได้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 แสนคนเมื่อสิ้นปี 1919 ได้มีการจัดการเลือกตั้งผู้แทนสภาโรงงานเพื่อลงมือทำงานตามข้อเสนอของกรัมชี่และคณะ

น่าเสียดายที่เราขาดข้อมูลในรายละเอียดว่าการทำงานของสภาโรงงานในโรงงานต่างๆ มีลักษณะเช่นใด และมีผลอย่างไรในช่วงครึ่งปีหลังของ ค.ศ.1919 จนถึงกลางปี 1920

ทราบแต่เพียงว่า เริ่มในเดือนสิงหาคม 1919 กลุ่มนายจ้างที่เมืองมิลานได้ยกเลิกการเจรจาเรื่องสัญญาจ้างงานใหม่หลังจากได้มีการประท้วงหยุดงานมานานหลายเดือน


การเข้ายึดโรงงานเริ่มต้นขึ้นเมื่อบริษัท Alfa Romeo ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่แห่งเมืองมิลาน ตอบโต้การนัดหยุดงานและขอขึ้นค่าแรงด้วยการจับขังกรรมกรไว้ในโรงงาน ส่งผลให้กรรมกรที่เหลือและกรรมกรโรงงานอื่นๆ อีกกว่า 280 แห่งทั่วมิลานตอบโต้ด้วยการเข้ายึดครองหน่วยผลิตของแต่ละโรงงาน

เดือนต่อมา กรรมกรในเมืองตูรินก็ร่วมขบวนยึดโรงงานด้วย รวมทั้ง 2 เมืองมีกรรมกรเข้าร่วมมากกว่า 5 แสนคน

เมื่อการผลิตยังคงเดินหน้าต่อไปเป็นปกติภายใต้การบริหารงานของสภาโรงงานแต่ละแห่ง และภายใต้คำขวัญของแนวคิด “สภาโรงงาน” นั่นคือ “มีการแบ่งงานกันตามภาระหน้าที่ แต่กรรมกรทุกคนมีสิทธิ์เสียงเท่าเทียมกัน” ทุกคนเคารพและปฏิบัติตามระเบียบวินัยเหมือนกัน ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอลในช่วงเวลางาน การลงโทษผู้ขโมยทรัพย์สินของโรงงาน การจัดเวรยามดูแลโรงงานในช่วงกลางคืนและวันหยุด

ชื่อเสียงและความกระตือรือร้นของการผลิตที่บริหารโดยสภาโรงงานเป็นข่าวที่ถูกโหมกระพือไปทั่ว และเกิดผลให้โรงงานอื่นๆ ที่ยังคงมีเพียงการนัดหยุดงานก้าวตามอย่างรวดเร็ว

หลายโรงงานติดป้ายขนาดใหญ่ที่ด้านหน้า “เราคือสาธารณรัฐชนชั้นกรรมาชีพ” (We are the Republic of Proletariat) มีเพียงปัญหาใหญ่หนึ่งเดียวที่เกิดขึ้น นั่นคือ หลังจากหลายสัปดาห์ผ่านไป ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในหลายโรงงานจะแก้ไขอย่างไร ทางออกก็คือ การเร่งหาทางเข้ายึดครองโรงงานที่ผลิตวัตถุดิบที่เป็นที่ต้องการ

แน่นอนว่า การเข้ายึดครองโรงงานเพื่อทำการบริหารทั้งหมดมิได้หมายรวมถึงอำนาจการเป็นเจ้าของโรงงานตามกฎหมาย หรือการเข้ายึดครองและบริหารทั่วทั้งเมือง แต่ย่อมไม่มีฝ่ายปกครองใดๆ ไม่ว่าระดับใดที่สนับสนุนแนวทางของสภาโรงงาน

การประท้วงของแรงงานในช่วงหลายเดือน ฝ่ายปกครองซึ่งอยู่ข้างเดียวกับชนชั้นนายทุนผู้เป็นเจ้าของโรงงาน ย่อมคอยดูว่าทิศทางการพัฒนาจะเป็นเช่นไร เช่น การบุกเข้าทำลายหรือขโมยเครื่องจักรและทรัพย์สินต่างๆ ในโรงงาน หรือการปล้นสะดมผลิตผลจากโรงงาน ไม่มีใครคิดถึงบทบาทของ “สภาโรงงาน” มาก่อนเพราะยังไม่เคยเกิดขึ้น ณ ที่ใดในโลก

แต่เมื่อกรรมกรรวมตัวกันเข้ายึดอำนาจการบริหารการผลิตและโรงงานทั้งหมด ตลอดจนขบวนการดังกล่าวเริ่มลุกลามออกไป รัฐก็ยื่นมือเข้าจัดการทันทีโดยการออกกฎหมายจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขการนัดหยุดงาน ให้มีผู้แทน 3 ฝ่ายคือ สหภาพแรงงาน ฝ่ายกรรมกร และฝ่ายเจ้าของโรงงานเข้าเจรจากันในช่วงหลังของเดือนกันยายน 1920

โดยรัฐจัดให้ลงประชามติทั่วประเทศให้กรรมกรต้องการกลับเข้าทำงานตามเดิมหรือไม่ โดยมีข้อเสนอเพิ่มเติมคือ ให้กรรมกรได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น

และแน่นอนว่า ฝ่ายต้องการกลับเข้าทำงานเป็นฝ่ายชนะ

ดังนั้น การเข้ายึดครองและบริหารโรงงานโดยสภาโรงงานจึงต้องสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนกันยายน


เราอาจสรุปบทเรียนขั้นต้นได้จากแนวคิดสภาโรงงานของกรัมชี่ ดังนี้

ข้อแรก กรัมชี่สังเกตเห็นบทบาทของพรรคบอลเชวิคของผู้นำมีอำนาจเหนือกว่าบทบาทของชนชั้นกรรมาชีพในช่วงปี 1919  ที่รัสเซีย  ทำให้กรัมชี่ตั้งคำถามว่า ผู้ใดกุมอำนาจในคำว่า “เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ” ระหว่างพรรคบอลเชวิกและชนชั้นกรรมาชีพ

นี่เป็นเหตุให้กรัมชี่เสนอแนวคิด “สภาโรงงาน” ขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่รวมของตัวแทนกรรมกรและผู้ใช้แรงงานทุกประเภทในการกำหนดทิศทางการบริหารรัฐสังคมนิยมโดยรวม

กรัมชี่อาจมองเห็นแล้วว่า พรรคบอลเชวิกที่ประกอบด้วยคนกลุ่มหนึ่ง แต่หากคนกลุ่มหนึ่งตกอยู่ในการควบคุมของบางคน และไม่มีประชาธิปไตยในระดับพรรค โอกาสที่จะเกิดคณะผู้ปกครองแบบอำนาจนิยมก็มีความเป็นไปได้สูง

ข้อที่สอง เราอาจมองกรณีการลุกขึ้นของชนชั้นกรรมกรในตอนเหนือของอิตาลี (ตูริน, มิลาน, เจนัว และโรม) ได้เช่นเดียวกับเมืองใหญ่ๆ ในรัสเซียในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน (1917-1920)  ต่างกันก็ตรงที่รัสเซียมีพรรคบอลเชวิกนำโดยเลนิน พร้อมกับการปลุกระดมชนชั้นกรรมกร เดินหน้าสู่การเข้ายึดอำนาจรัฐเต็มรูปแบบและสถาปนารัฐสังคมนิยม

ขณะที่พรรคสังคมนิยมอิตาลี เดินนโยบายสายกลางในรัฐสภาเราจะพบว่า ขณะที่รัสเซียเดินไปบนเส้นทางสร้างรัฐสังคมนิยม นำโดยพรรคบอลเชวิก ในช่วงปี 1917-1922 กรรมกรอิตาลีได้รับรู้ชัยชนะเหล่านั้น

แต่ชนชั้นกรรมกรอิตาลีมิได้มีพรรคปฏิวัติเช่นพรรคบอลเชวิกของเลนิน แต่นำโดยสายกลางนำโดยพรรคสังคมนิยม (พรรคคอมมิวนิสต์ก่อตั้งในปี ค.ศ.1923) ผลลัพธ์ทางการเมืองจึงออกมาต่างกัน เพราะตั้งแต่ปี 1923 เป็นต้นไป พรรคฟาสซิสต์ของอิตาลีก็เกิดขึ้นพร้อมๆ กับพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี และเป้าหมายก็เป็นไปอย่างที่ทราบกันทั่วไป นั่นคือ เพื่อการสถาปนารัฐอำนาจนิยม

ข้อที่สาม ข้อเสนอเรื่องสภาโรงงาน เป็นแนวทางหนึ่งในการสถาปนารัฐสังคมนิยมในอนาคต เพียงแต่กรัมชี่คิดในลักษณะยุทธศาสตร์เป็นลักษณะ คือเริ่มจากล่างสู่บน จากสภาโรงงานแห่งหนึ่งแล้วขยายออกไปยังสภาโรงงานอื่นๆ และขึ้นสู่ระดับชาติในที่สุด

อาจเนื่องจากในขณะนั้น กรัมชี่ยังมิใช่ผู้นำระดับสูงของพรรคสังคมนิยม

แต่ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เราได้เห็นทิศทางของ “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” ในรัสเซียที่เลนินล้มป่วยตั้งแต่ปี 1922 และสิ้นชีวิตในปี 1924

และน่าศึกษามากว่า “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” ในรัสเซียได้พัฒนาต่อไปไปอย่างไร นับจากปี 1922 ไปสู่ยุคของสตาลิน ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานต่อจากนั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี