บทความพิเศษ
โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง
แนวคิดว่าด้วย “สภาโรงงาน” (Factory Council)
แนวคิดเรื่อง สภาโรงงานของกรัมชี่ เกิดขึ้นหลังจากเขาได้ทราบข่าวและติดตามความคืบหน้าของการปฏิวัติสังคมรัสเซียในปี 1917 พร้อมๆ กันกับกรรมกรอิตาเลียนโดยเฉพาะในเขตตอนเหนือของประเทศ
ขณะนั้น กรัมชี่อายุ 26 ปี (เขาเกิด ค.ศ.1891) จากความคิดของเฮเกลที่ว่า ภาคประชาสังคม (Civil society) เป็นคนละส่วนกับรัฐ ส่วนแรกสามารถกำหนดเจตจำนงร่วมกันเพื่อเข้าไปมีบทบาทในภาครัฐและสร้างสังคมที่ดีกว่าขึ้นได้ จากความคิดของมาร์กซ์ เรื่องอำนาจรัฐที่ชนชั้นนายทุนมีบทบาทสำคัญในสังคมทุนนิยม แน่นอน การเข้าควบคุมอำนาจรัฐโดยชนชั้นกรรมาชีพเพื่อสถาปนารัฐสังคมนิยมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเลนินนำพรรคบอลเชวิกและชนชั้นกรรมกรของรัสเซียเข้ายึดอำนาจรัฐได้ในปี 1917 กรัมชี่ได้เห็นและเรียนรู้การนำที่สร้างสรรค์ของเลนินในการนำการปฏิวัติดังกล่าว โดยอาศัยทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ชี้นำการปฏิวัติ และประสบผลสำเร็จซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และใช้เวลา 69 ปี หลังจากที่มาร์กซ์-เองเกลส์ เสนอแนวคิดว่าด้วยการปฏิวัติสังคมนิยมเป็นครั้งแรกในปี 1848 และ 34 ปีหลังจากที่มาร์กซ์เสียชีวิต (1883)
รัสเซียที่เศรษฐกิจทุนนิยมเพิ่งเข้าไปมีบทบาทในเขตเมืองใหญ่หลายเมืองราว 2 ทศวรรษก่อนการปฏิวัติ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน (นามว่า Robert Heilbroner เขียนหนังสือสำคัญเรื่อง The Worldly Philosophers, 1999) วิเคราะห์ว่า มาร์กซ์เองก็คงคิดไม่ถึงว่าจะเกิดการปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซียก่อนที่จะเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตก
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเลนินได้หันไปเสนอแนวคิด “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” (Dictatorship of the Proletariat) เพื่อนำพาสหภาพโซเวียตไปสร้างสรรค์รัฐสังคมนิยม
ขณะที่กรัมชี่กลับเห็นต่าง เขาเห็นว่า แนวคิดว่าด้วย “สภาโรงงาน” ต่างหากที่มีความเหมาะสมมากกว่า
เพราะสภาโรงงานที่กรัมชี่เสนอคือ
หนึ่ง องค์กรรูปแบบใหม่ของชนชั้นกรรมกรจากแต่ละโรงงานมารวมกัน ชัยชนะของการปฏิวัติสังคมนิยมของชนชั้นกรรมาชีพในรัสเซียส่งผลสะเทือนอย่างยิ่งต่อชนชั้นกรรมาชีพของอิตาลี เนื่องจากตูรินซึ่งอยู่ตอนเหนือสุดของประเทศมีจำนวนกรรมกรมากที่สุด ทั้งเป็นแหล่งที่มีกรรมกรกระจุกตัวกันหนาแน่นที่สุดของประเทศ
สอง สภาโรงงานเป็นอิสระจากชนชั้นนายทุน
สาม ในระหว่างการสร้างองค์กรให้เข้มแข็ง สภาโรงงานจะต้องยืนหยัดหลักการของชนชั้นกรรมาชีพ และยกระดับการรับรู้และพัฒนาพลังของชนชั้นตนให้กว้างขวางออกไปทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การโค่นล้มสังคมทุนนิยมและสร้างรัฐสังคมนิยมให้ได้ในอนาคต
สี่ คณะทำงานของสภาโรงงานต้องประกอบด้วยหลายภาคส่วนในหมู่ผู้ใช้แรงงานทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะกรรมกรโรงงานเท่านั้น (เพราะในสังคมหนึ่งๆ มีทั้งชาวนา คนทำงานภาคบริการ คนขับในระบบคมนาคมขนส่งและหน่วยงานต่างๆ ลูกจ้างของเอกชน เสมียนในห้างร้าน พนักงานทำความสะอาด ฯลฯ)
ห้า สภาโรงงานควรยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย รับฟังความเห็นจากสมาชิกส่วนใหญ่อย่างสม่ำเสมอ การมีสมัชชาผู้แทน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของคนงาน และสมัชชาผู้แทนไปเลือกคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการประจำ เป็นวิธีการแบบประชาธิปไตยที่ฝึกฝนให้กรรมกรเกิดการเรียนรู้ประเด็นและปัญหาต่างๆ เพิ่มเติม การขบคิด การถกเถียง การตัดสินใจเลือกผู้แทนและกรรมการ และการติดตามผลการบริหารในแต่ละขั้นเพื่อประเมินความสำเร็จ ความล้มเหลว และบทเรียน ตลอดจนวางแผนสำหรับการเลือกตั้งในครั้งต่อๆ ไป ฯลฯ
และทั้งหมดนี้ล้วนจำเป็นต่อการเตรียมตัวเข้าสู่การสร้างรัฐสังคมนิยมของกรรมกรไม่ว่าสังคมใด
อนึ่ง สหภาพแรงงาน (Trade Unions) ที่มีในโรงงานต่างๆ นั้นก่อนหน้านี้ทำหน้าที่เฉพาะสิทธิ์ที่ได้รับจากนายจ้างว่าเป็นธรรมหรือไม่อย่างไร (เท่ากับว่ายอมรับการดำรงอยู่ของระบอบทุนนิยมโดยปริยาย) ในแง่นี้ เราจะพบว่า บทบาทของสภาโรงงานมีเป้าหมายและขอบเขตที่กว้างขวางและยาวไกลกว่ามาก
2 ปีสีแดง (The Biennio Rosso)
กับบทเรียนภาคปฏิบัติของสภาโรงงาน (ค.ศ.1919-1920)
การนัดหยุดงานประท้วงมากกว่า 1,663 ครั้งในโรงงานที่เมืองตูรินในปี 1919 และมีคนงานเข้าร่วมมากกว่า 1 ล้านคน และเพิ่มเป็นการนัดหยุดงานถึง 1,881 ครั้งในปีถัดมา การนัดหยุดงานประท้วงยังได้ลามออกไปถึงเมืองมิลาน ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากเช่นกัน และยังมีการประท้วงของชาวนากว่า 1 ล้านคนเรื่องขาดแคลนอาหารในปีเดียวกัน
ด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นผลสะเทือนจากการปฏิวัติในรัสเซียเมื่อปี 1917
ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นปัญหาความยากลำบากที่ทวีความรุนแรงของผู้ใช้แรงงานในอิตาลีในห้วงเวลาดังกล่าว
อนึ่ง น่าสังเกตด้วยว่า พรรคสังคมนิยมอิตาลี (PSI) มีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งเข้าสภาผู้แทนในช่วงปลายปี 1919 ถึง 156 ที่นั่งจากยอดรวม 508 ที่นั่ง และมีสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าจาก 2.3 หมื่นคนในปี 1918 เป็น 2 แสนกว่าคนในปี 1920
จุดเปลี่ยนสำคัญประการแรก คือเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 1919 กลุ่มกรัมชี่ได้ใช้ นสพ.ของพรรคสังคมนิยม ที่ชื่อออดิเน่ นูโอโว่ (L’Ordine Nuovo หรือระบอบใหม่) เสนอแนวคิดว่าด้วย สภาโรงงาน ท้าทายแนวทางหลักของพรรคสังคมนิยมในขณะนั้น คือประนีประนอมกับแนวทางรัฐสภา แทนที่จะเร่งผลักดันเสนอแนวทางใหม่ในการต่อสู้ให้กับขบวนการกรรมกรที่กำลังกระตือรือร้น หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในปี 1918 และได้รับกำลังใจอย่างมากจากชัยชนะของขบวนการกรรมกรในรัสเซีย
ข้อเสนอให้จัดตั้งสภาโรงงานเพื่อให้กรรมกรทำหน้าที่บริหารโรงงานเสียเองที่ปรากฏใน นสพ.ของพรรคหลายฉบับติดต่อกันจาก 1 พฤษภาคม 1919 ถึงเดือนตุลาคม ปีเดียวกัน รวม 5 เดือน ได้รับการต้อนรับอย่างน่าตื่นเต้น
ได้มีแรงงานมากกว่า 5 หมื่นคนจาก 30 หน่วยการผลิตเริ่มจัดตั้งองค์กรแบบสภาโรงงาน และจำนวนกรรมกรที่เข้าร่วมได้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 แสนคนเมื่อสิ้นปี 1919 ได้มีการจัดการเลือกตั้งผู้แทนสภาโรงงานเพื่อลงมือทำงานตามข้อเสนอของกรัมชี่และคณะ
น่าเสียดายที่เราขาดข้อมูลในรายละเอียดว่าการทำงานของสภาโรงงานในโรงงานต่างๆ มีลักษณะเช่นใด และมีผลอย่างไรในช่วงครึ่งปีหลังของ ค.ศ.1919 จนถึงกลางปี 1920
ทราบแต่เพียงว่า เริ่มในเดือนสิงหาคม 1919 กลุ่มนายจ้างที่เมืองมิลานได้ยกเลิกการเจรจาเรื่องสัญญาจ้างงานใหม่หลังจากได้มีการประท้วงหยุดงานมานานหลายเดือน
การเข้ายึดโรงงานเริ่มต้นขึ้นเมื่อบริษัท Alfa Romeo ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่แห่งเมืองมิลาน ตอบโต้การนัดหยุดงานและขอขึ้นค่าแรงด้วยการจับขังกรรมกรไว้ในโรงงาน ส่งผลให้กรรมกรที่เหลือและกรรมกรโรงงานอื่นๆ อีกกว่า 280 แห่งทั่วมิลานตอบโต้ด้วยการเข้ายึดครองหน่วยผลิตของแต่ละโรงงาน
เดือนต่อมา กรรมกรในเมืองตูรินก็ร่วมขบวนยึดโรงงานด้วย รวมทั้ง 2 เมืองมีกรรมกรเข้าร่วมมากกว่า 5 แสนคน
เมื่อการผลิตยังคงเดินหน้าต่อไปเป็นปกติภายใต้การบริหารงานของสภาโรงงานแต่ละแห่ง และภายใต้คำขวัญของแนวคิด “สภาโรงงาน” นั่นคือ “มีการแบ่งงานกันตามภาระหน้าที่ แต่กรรมกรทุกคนมีสิทธิ์เสียงเท่าเทียมกัน” ทุกคนเคารพและปฏิบัติตามระเบียบวินัยเหมือนกัน ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอลในช่วงเวลางาน การลงโทษผู้ขโมยทรัพย์สินของโรงงาน การจัดเวรยามดูแลโรงงานในช่วงกลางคืนและวันหยุด
ชื่อเสียงและความกระตือรือร้นของการผลิตที่บริหารโดยสภาโรงงานเป็นข่าวที่ถูกโหมกระพือไปทั่ว และเกิดผลให้โรงงานอื่นๆ ที่ยังคงมีเพียงการนัดหยุดงานก้าวตามอย่างรวดเร็ว
หลายโรงงานติดป้ายขนาดใหญ่ที่ด้านหน้า “เราคือสาธารณรัฐชนชั้นกรรมาชีพ” (We are the Republic of Proletariat) มีเพียงปัญหาใหญ่หนึ่งเดียวที่เกิดขึ้น นั่นคือ หลังจากหลายสัปดาห์ผ่านไป ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในหลายโรงงานจะแก้ไขอย่างไร ทางออกก็คือ การเร่งหาทางเข้ายึดครองโรงงานที่ผลิตวัตถุดิบที่เป็นที่ต้องการ
แน่นอนว่า การเข้ายึดครองโรงงานเพื่อทำการบริหารทั้งหมดมิได้หมายรวมถึงอำนาจการเป็นเจ้าของโรงงานตามกฎหมาย หรือการเข้ายึดครองและบริหารทั่วทั้งเมือง แต่ย่อมไม่มีฝ่ายปกครองใดๆ ไม่ว่าระดับใดที่สนับสนุนแนวทางของสภาโรงงาน
การประท้วงของแรงงานในช่วงหลายเดือน ฝ่ายปกครองซึ่งอยู่ข้างเดียวกับชนชั้นนายทุนผู้เป็นเจ้าของโรงงาน ย่อมคอยดูว่าทิศทางการพัฒนาจะเป็นเช่นไร เช่น การบุกเข้าทำลายหรือขโมยเครื่องจักรและทรัพย์สินต่างๆ ในโรงงาน หรือการปล้นสะดมผลิตผลจากโรงงาน ไม่มีใครคิดถึงบทบาทของ “สภาโรงงาน” มาก่อนเพราะยังไม่เคยเกิดขึ้น ณ ที่ใดในโลก
แต่เมื่อกรรมกรรวมตัวกันเข้ายึดอำนาจการบริหารการผลิตและโรงงานทั้งหมด ตลอดจนขบวนการดังกล่าวเริ่มลุกลามออกไป รัฐก็ยื่นมือเข้าจัดการทันทีโดยการออกกฎหมายจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขการนัดหยุดงาน ให้มีผู้แทน 3 ฝ่ายคือ สหภาพแรงงาน ฝ่ายกรรมกร และฝ่ายเจ้าของโรงงานเข้าเจรจากันในช่วงหลังของเดือนกันยายน 1920
โดยรัฐจัดให้ลงประชามติทั่วประเทศให้กรรมกรต้องการกลับเข้าทำงานตามเดิมหรือไม่ โดยมีข้อเสนอเพิ่มเติมคือ ให้กรรมกรได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น
และแน่นอนว่า ฝ่ายต้องการกลับเข้าทำงานเป็นฝ่ายชนะ
ดังนั้น การเข้ายึดครองและบริหารโรงงานโดยสภาโรงงานจึงต้องสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนกันยายน
เราอาจสรุปบทเรียนขั้นต้นได้จากแนวคิดสภาโรงงานของกรัมชี่ ดังนี้
ข้อแรก กรัมชี่สังเกตเห็นบทบาทของพรรคบอลเชวิคของผู้นำมีอำนาจเหนือกว่าบทบาทของชนชั้นกรรมาชีพในช่วงปี 1919 ที่รัสเซีย ทำให้กรัมชี่ตั้งคำถามว่า ผู้ใดกุมอำนาจในคำว่า “เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ” ระหว่างพรรคบอลเชวิกและชนชั้นกรรมาชีพ
นี่เป็นเหตุให้กรัมชี่เสนอแนวคิด “สภาโรงงาน” ขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่รวมของตัวแทนกรรมกรและผู้ใช้แรงงานทุกประเภทในการกำหนดทิศทางการบริหารรัฐสังคมนิยมโดยรวม
กรัมชี่อาจมองเห็นแล้วว่า พรรคบอลเชวิกที่ประกอบด้วยคนกลุ่มหนึ่ง แต่หากคนกลุ่มหนึ่งตกอยู่ในการควบคุมของบางคน และไม่มีประชาธิปไตยในระดับพรรค โอกาสที่จะเกิดคณะผู้ปกครองแบบอำนาจนิยมก็มีความเป็นไปได้สูง
ข้อที่สอง เราอาจมองกรณีการลุกขึ้นของชนชั้นกรรมกรในตอนเหนือของอิตาลี (ตูริน, มิลาน, เจนัว และโรม) ได้เช่นเดียวกับเมืองใหญ่ๆ ในรัสเซียในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน (1917-1920) ต่างกันก็ตรงที่รัสเซียมีพรรคบอลเชวิกนำโดยเลนิน พร้อมกับการปลุกระดมชนชั้นกรรมกร เดินหน้าสู่การเข้ายึดอำนาจรัฐเต็มรูปแบบและสถาปนารัฐสังคมนิยม
ขณะที่พรรคสังคมนิยมอิตาลี เดินนโยบายสายกลางในรัฐสภาเราจะพบว่า ขณะที่รัสเซียเดินไปบนเส้นทางสร้างรัฐสังคมนิยม นำโดยพรรคบอลเชวิก ในช่วงปี 1917-1922 กรรมกรอิตาลีได้รับรู้ชัยชนะเหล่านั้น
แต่ชนชั้นกรรมกรอิตาลีมิได้มีพรรคปฏิวัติเช่นพรรคบอลเชวิกของเลนิน แต่นำโดยสายกลางนำโดยพรรคสังคมนิยม (พรรคคอมมิวนิสต์ก่อตั้งในปี ค.ศ.1923) ผลลัพธ์ทางการเมืองจึงออกมาต่างกัน เพราะตั้งแต่ปี 1923 เป็นต้นไป พรรคฟาสซิสต์ของอิตาลีก็เกิดขึ้นพร้อมๆ กับพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี และเป้าหมายก็เป็นไปอย่างที่ทราบกันทั่วไป นั่นคือ เพื่อการสถาปนารัฐอำนาจนิยม
ข้อที่สาม ข้อเสนอเรื่องสภาโรงงาน เป็นแนวทางหนึ่งในการสถาปนารัฐสังคมนิยมในอนาคต เพียงแต่กรัมชี่คิดในลักษณะยุทธศาสตร์เป็นลักษณะ คือเริ่มจากล่างสู่บน จากสภาโรงงานแห่งหนึ่งแล้วขยายออกไปยังสภาโรงงานอื่นๆ และขึ้นสู่ระดับชาติในที่สุด
อาจเนื่องจากในขณะนั้น กรัมชี่ยังมิใช่ผู้นำระดับสูงของพรรคสังคมนิยม
แต่ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เราได้เห็นทิศทางของ “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” ในรัสเซียที่เลนินล้มป่วยตั้งแต่ปี 1922 และสิ้นชีวิตในปี 1924
และน่าศึกษามากว่า “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” ในรัสเซียได้พัฒนาต่อไปไปอย่างไร นับจากปี 1922 ไปสู่ยุคของสตาลิน ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานต่อจากนั้น
