ดิฉันอกหักหลังวันเลือกตั้ง | เรื่องสั้น : บุหงามารีย์
เป็นเช้าที่ตื่นลืมตาขึ้นจากฝันร้ายเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงว่าประเทศนี้ก็ไม่มีวันที่จะดีไปกว่านี้ได้อีกแล้ว เกิดเป็นคนไทยช่างเหน็ดเหนื่อยจริงๆ
เมื่อวานเป็นวันเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ที่ประชาชนเช่นพวกเรามีโอกาสสำแดงอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตตรงปลายปากกา
ได้แค่เพียงวันเดียว แล้วทุกอย่างก็ผันผ่านไปเหมือนดั่งว่าพิธีกรรมก่อนหน้านั้นดำเนินการเรื่อยมาจนถึงจุดสุดยอด ออร์แกสซึม น้ำแตก หลั่งรินความสุขสมอารมณ์หมาย แล้วต่างก็แยกย้ายกันไปตามแห่งหนแหล่งที่ของตนเอง แยกย้ายกันไปนุ่งห่มผืนผ้าเฉพาะตน
ฉันตื่นลืมตาพร้อมคราบน้ำตาแห้งเกรอะเปรอะมาสคาร่าไหลเปื้อนเป็นทางยาว ถ้าหากพ่ายแพ้และปราชัยเราจะยังคงมีกันและกัน ฉันตื่นขึ้นมาเพื่อพบความเปล่าเปลี่ยวเดียวดายส่งยิ้มแสยะสยองมาจากความมืด เปิดม่านยามสายตะวันตั้งโด่สาดแสงจ้าแยงหน่วยตา ฉันเดินลากเท้าไปตามพื้น หัวกระเซิง มองหาไอ้เพื่อนที่พล่ามบอกฉันเมื่อคืน ไม่ว่าอย่างไรจะมีกันและกัน แล้วตอนนี้มันหายหัวไปไหน
ผลการเลือกตั้งที่เราเฝ้าฟังกันทั้งคืน จากคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง จากอาสาสมัครภาคประชาชนที่ไปช่วยกันนับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้ง ผลไม่เป็นทางการจากสำนักข่าวต่างๆ เราไม่ได้มีสติสตังในการจดจ่อเนื้อหาสาระที่เขาทำการวิเคราะห์กันมากนัก
หูฟังที่เราแบ่งกันอุดหู คุณข้างซ้าย ฉันข้างขวา ฟังรายการเดียวกันจากโทรศัพท์มือถือของคุณ
คํ่านั้น เรานัดเจอกันหลังปิดหีบเลือกตั้งเพื่อมาลุ้นฟังผลคะแนนด้วยกัน
ฉันลงเรือจากท่าเจริญผลมาขึ้นที่ท่าสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ปล่อยผมเผ้าให้ปลิวไสวไปตามสายลมโชยกลิ่นสายน้ำจากคลองแสนแสบ
ฉันไปยืนตากแอร์รอคุณในร้านสะดวกซื้อ หยิบไอติมเชอร์เบตส้มจากตู้แช่ไปจ่ายเงิน แล้วกลับมายืนแกร่วรอคุณตรงหน้าตู้แช่
คุณทักข้อความมาบอกกำลังเดินไปหานะ ผมมาซื้อเบียร์จากร้านชำแถวประตูผี
กัดกินไอติมยังไม่หมดแท่ง คุณก็โผล่หน้ามาส่งยิ้มแฉ่งทะลุผ่านกระจกร้าน ในมือชูถุงพลาสติกสีดำ ฉันรีบเดินออกไปหา คุณอวดเบียร์คราฟต์สองกระป๋อง รสชาติเปรี้ยวๆ สดชื่นแบบที่ฉันชอบ
กระดกดื่มน้ำสีเหลืองฟีลเยี่ยวบูด แก้วหน้าม้ากระป๋องหนึ่ง กลิ่นหอมหวานของมะม่วงน้ำดอกไม้บวกกับกลิ่นนุ่มนวลของมะพร้าวและธัญพืชอ่อนอ่อน กับอีกกระป๋อง M32 Passion Fruit Witbier เบียร์เสาวรสที่กลิ่นและรสสัมผัสของเมล็ดผักชี เปลือกส้มตากแห้ง แม็คนัม ฮอปส์ ฉันชมเขา ว่านี่เป็นเบียร์ที่มีดอกไม้อัดแน่นอยู่เต็มกระป๋อง
ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าคุณหอบช่อดอกไม้ขนาดใหญ่มามอบให้กันเลย คุณยักไหล่ ตอบกลับยิ้มๆ ขนาดนั้นเชียว
เรานั่งดื่มกันตรงโคนต้นไม้ หย่อนตูดลงกับขอบปูนบนบาทวิถี นั่งชมระยิบระยับส่องแสงประกายสีทองของหลังคาศาสนสถานสักแห่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยสารรถตุ๊กตุ๊กหลั่งไหลกันมาเยี่ยมชมและถ่ายรูประลึกไม่ขาดสาย
คนไทยสองคนชนแก้วกันในคืนเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่เพิ่งปิดหีบไปเมื่อไม่ถึงสองชั่วโมงก่อน
เราต่างลุ้นระทึกรอคอยผลให้เป็นไปตามความมุ่งหวัง อยากเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ฝันใฝ่ถึงประชาธิปไตยแบบใหม่ เสมอภาค เสรีภาพ ภราดรภาพ มีสิทธิ์มีเสียงของประชาชน ผู้คนตัวเล็กตัวน้อย มีรัฐสวัสดิการที่ทำให้คุณภาพชีวิตของเรานั้นเจิดจรัสพัฒนาได้เทียบเท่าประเทศอารยะ เรามุ่งหวังสังคมอุดมคติในบ้านเมืองที่แล้งไร้ซึ่งความหวังทั้งมวล
ดีสโทเปีย
ฉันขอบุหรี่มาสูบบ้างตอนคุณเริ่มต้นจุดไฟ หยิบซองแอลเอ็มแดงมาอ่านคำเตือน 1 ใน 2 ของผู้ที่เลิกสูบไม่ได้จะต้องตาย เฉียบ ข้อความเด็ด ไม่มึงก็กูนี่แหละนะที่จะต้องตาย จิบดื่ม สูบเสพ ปล่อยใจไปกับสายควันอ้อยอิ่ง เงินไม่มีจะซื้อข้าวกินได้พอสักที สารอาหารไม่จำเป็นนักหรอกสำหรับร่างกายของพวกเรา อาหารจากที่ทำงาน เลี้ยงข้าววันละมื้อ ก็ช่วยต่อลมหายใจไปได้อีกวันต่อวัน แต่เหล้าเบียร์บุหรี่ดันเป็นปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้
เราไม่ได้มีปัญญาซื้อเลี้ยงกันเพราะยากจนพอพอกัน ก็แชร์ก็หารค่าใช้จ่ายกันไป
วันนี้เรากาบัตรกันไปคนละสามใบเลยเชียวนะ มากที่สุดแล้วในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งชีวิต
เบียร์หมด เราเริ่มต้นเดินไปตามทางเท้า เกี่ยวแขนคล้องกันไป ซ้ายขวาซ้าย ซ้ายขวาซ้าย ซ้ายขวาซ้าย ซ้ายขวาซ้าย เราเดินไปในจังหวะก้าวเดียวกัน มิตรสหาย บุตรธิดาแห่งความซึมเศร้า ทุกอากัปกิริยาสมัครสมานสามัคคี ความโดดเดี่ยวจะไม่ย่างกรายเข้ามาแทรกแซงตรงกลางระหว่างเรา หากเรานั้นยังคงมีกันและกัน
หัวมุมถนนเป็นร้านอาหารยุโรปบรรยากาศหรูหรา แมวจรนอนเล่นตรงทางเดิน อาบแสงจันทร์ เอียงคอ แหงนมองรถราวิ่งผ่านวงเวียน เราเดินไปถึง ทักทายน้องแมว ณ เบื้องหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ฉันร่ายบทกวีให้คุณฟัง
/1/ ประชาธิปไตยอัดแก๊สในกระป๋องอนุสาวรีย์สีขาว / นุ่งขาวห่มขาวบำเพ็ญทุกรกิริยา ดรามาติกเพอร์ฟอร์มานซ์ / การประท้วงอันเงียบงัน กระทั่งโหย่งหยากไย่ยังไม่สะเทือน / หูหนวก ตาบอด เงียบใบ้ ไร้อนาทร มิร้อนใจ / ‘คินสึงิ’ ปรัชญาสีทองกลบรอยร่องความแตกสลาย / จำนวนประชาธิปไตยตกแตก 13 ครั้ง / ตามการรัฐประหารมากที่สุดในโลกร่วมสมัย / กอบเก็บเศษชิ้นส่วนกระจัดกระจายก่อรูปขึ้นร่างใหม่ / ซ่อมแซม เชิดชู เฉกเช่นสิ่งบ่งชี้ทางประวัติศาสตร์ / ลงรักริ้วทอง แหละจงเป็นเช่นท้องฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ / ประเทศไทย / 93 ปี ประชาธิปไตยสีดำ ‘ดำเงา’ หรือ ‘ดำด้าน’? / ผู้ใหญ่ลีเคยตีกลอง เมื่อ พอสอ สองพันห้าร้อยสี่ หัวร่อขัน / “เดโมเครซี… บ่ใช่ยาวิเศษเด้อ!”
/ 2 / ฉันถามเอไอ “ประชาธิปไตยในอุดมคติเป็นเช่นไรฤๅ” / ระบบแสดง error 404 สัญญาณเชื่อมต่อล้มเหลว / หน้าจอฟ้า พลันปรากฏอีโมจิปากคว่ำ เครื่องดับสนิท ฉันดึงปลั๊ก / “ไม่มีประชาธิปไตยอันสมบูรณ์จนกว่าสิทธิเสรีภาพจะถูกทำให้กลับคืนเป็นศูนย์” / จงประดิษฐ์ไทม์แมชชีนแล้วย้อนกลับไปยัง พ.ศ.2475 เพื่อแก้ไข / ให้ทุกเสียงได้มีเสียง ทุกเพศ วัย ศาสนา เศรษฐฐานะ / มีคุณค่า มีความหมาย ที่เท่าเทียม
/ 3 / ประชาธิปไตยเปื้อนแก๊สน้ำตา ไม่มีสีทองประกายฝันคินสึงิ / โฉมหน้าที่แท้จริง มีเพียงหยดเลือด ชิ้นเนื้อ ส่วนหนึ่งของมันสมอง / ผลงานฉ่ำฉ่ำ จากพลแม่นปืนบรรจุกระสุนจริง / ฆ่าคนไทยผู้ทุกข์ทุรน โดยคนไทยที่หันปลายกระบอกมาฆ่ากันเอง / ราดรดสีแดงแทนความเป็นชาติ / หวังให้อนุสาวรีย์สีขาวกลายเป็นสีชมพู พร่างพราวสติกเกอร์รูปหัวใจ /
มันไม่ได้เป็นบทกวีแบบด้นสด เพราะฉันเคยส่งบทกวีชิ้นนี้ไปตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อช่วงปลายปีก่อน ฉันเพียงอยากอ่านออกเสียงให้คุณฟังต่อหน้าสัญลักษณ์ประชาธิปไตยในประเทศของเรา โดยมีน้องแมวขาวส้มตัวอ้วนตัวนั้นเป็นสักขีพยาน
เดินต่อมาถึงร้านเปียบุ๊คส์ คุณแวะซื้อหนังสือการ์ตูนวันพีซ Vol.112 ฉันเห็นนิตยสารปกดำชูกำปั้นพาดข้อความผงาดง้ำ “ราษฎรทั้งหลาย ใบอนุญาตที่ 1 อยู่ในมือเรา” ฉันซื้อติดมือมาด้วย
เราแวะซื้อเบียร์นายทุนจากร้านสะดวกซื้อ แพ็กคู่ราคาประหยัด ฉันกดน้ำแข็งมาด้วยหนึ่งแก้ว การดื่มเบียร์เย็นๆ เคี้ยวน้ำแข็งกรุบๆ คือความสุขของฉัน บวกวิตซีอีกหนึ่งสักขวด รสส้ม แอลกอฮอล์กำลังเผาผลาญร่างกายและฉันเสริมวิตามินซีไปบูสต์เม็ดเลือดขาวมาต่อต้าน
เราพลิกเนื้อหาภายในเล่ม กวีกระวาด เรื่องสั้น ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ อ่าน ค่ำนี้ในมือของเรามีแค่บุหรี่ที่คีบไว้คนละมวน พ่นควันปุ๋ยปุ๋ย
เมื่อช่วงกลางวัน ในมือของเราพร้อมราษฎรทั่วประเทศมีปากกาบรรจุน้ำหมึกลูกลื่น ในการเลือกตั้งที่มีตัวเลขงบประมาณมหาศาล
เราทำดีที่สุดแล้วในฐานะประชาชน
นั่งสิงสถิตกันตรงลานคนเมือง จิบดื่ม ชมพระจันทร์ข้างแรมที่โผล่หัวเบี้ยวๆ อยู่บนเหนือยอดหลังคาที่ว่าการ กทม. คนไร้บ้านเดินผ่านหน้าไปแล้ววนกลับมาอีกรอบเพื่อขอกระป๋องเบียร์ ฉันยื่นให้เขาไปสี่กระป๋อง เบียร์คราฟต์สอง เบียร์นายทุนสอง
ในหูเรามีเสียงจากรายการสด รายงานผลคะแนนการเลือกตั้ง ความลุ้นระทึกอึงอลอยู่ในความว่างโหวงบริเวณภายในช่องท้องตลอดเวลา พรรคไหนจะชนะ ใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นใคร
เบียร์นายทุนซื้อเพิ่มอีกสองรอบ เมามาย ล่องลอย ปวดฉี่ก็เดินลงบันไดไปเข้าห้องน้ำข้างล่าง
อยู่ด้วยกันที่นี่ทั้งคืนเลยได้ไหม ฉันเอ่ยถาม เขาบอกสี่ทุ่มควรกลับ แยกย้ายกันไปนอน ฉันคิดในใจ โถ พ่อคนอนามัย รักษาสุขภาพ คืนนี้คุณไปค้างที่ห้องเรา เอาไหมล่ะ ไม่ต้องนั่งรถเมล์กลับนนท์ คืนนี้เราน่าจะอยู่คนเดียวไม่ไหว ตัวเลขคะแนนที่เห็น ทำฉันหายใจไม่เต็ม แพนิก ใจสั่น มือสั่น คุณตอบตกลง
เราเดินย้อนกลับผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอีกรอบ ข้ามถนน ผ่านบรรดาคนไร้บ้านที่กำลังเข้านอน ตรงทางเท้า ใต้ต้นไม้ ห่มลมห่มฟ้าห่มดาริกาพร่างพราย นิยายเรื่องล่าสุดที่ฉันเพิ่งอ่านจบเขียนถึงข้อควรระวังขณะเดินผ่านบรรดาคนไร้บ้านที่กำลังหลับฝัน ค่อยๆ ย่างก้าวอย่างระมัดระวังเพื่อเศษฝันที่พรากพลัดกระจัดกระจายนั้น ไม่เผลอไผลมาทิ่มแทงกัน
เราจับรถเมล์สาย 47 นั่งเคียงกันไปอย่างเชื่องซึม เดินเท้า กลับห้องพักในจังหวะเดียวกัน เกี่ยวแขนคล้องกันไป ซ้ายขวาซ้าย ซ้ายขวาซ้าย ซ้ายขวาซ้าย ซ้ายขวาซ้าย นอนเคียงกันบนเตียง ตามองเพดาน เลื่อนลอย
ผลคะแนนการเลือกตั้งเริ่มปรากฏความชัดเจน อย่างไม่เป็นทางการ แต่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ความพ่ายแพ้ ความปราชัย ความเสียใจ ความนอย ยังไม่สิ้นหวังแต่ค่อนข้างสั่นคลอน
คุณเงียบเสียงลงเรื่อยๆ ส่วนฉันเริ่มต้นร้องไห้ ค่อยๆ ร้อง สะอื้น น้ำตารินไหล สะอึก ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะปลอบอกปลอบใจกันและกัน
เรายังคงมีกันและกัน เพียงแต่ต่างคนต่างแยกย้ายทำใจกับตัวเอง
คนหนึ่งนั้นอย่างเงียบๆ ส่วนอีกคนอย่างฟูมฟาย
เป็นเช้าที่ตื่นลืมตาขึ้นจากฝันร้ายเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงว่าประเทศนี้ก็ไม่มีวันที่จะดีไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
เกิดเป็นคนไทยช่างเหน็ดเหนื่อยจริงๆ
เมื่อวานเป็นวันเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ประชาชนเช่นพวกเรามีโอกาสสำแดงอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตตรงปลายปากกา ได้แค่เพียงวันเดียว
แล้วทุกอย่างก็ผันผ่านไปเหมือนดั่งว่าพิธีกรรมก่อนหน้านั้นดำเนินการเรื่อยมา
