คุยกับทูต | แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน การทูตเชิงวัฒนธรรม ของเนเธอร์แลนด์ยุคใหม่ (จบ)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
สถานทูตกับการพัฒนา
บทบาทการทูตเชิงวัฒนธรรม
โลกในปัจจุบันเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Rapid Change) สถานทูตเนเธอร์แลนด์มีแนวโน้มพัฒนาบทบาทสู่การเป็น “ศูนย์กลางความร่วมมือเชิงรุก” โดยเน้นการทูตดิจิทัลและวัฒนธรรมสมัยใหม่ มุ่งมั่นแก้ปัญหาความยั่งยืน การจัดการน้ำ และสิ่งแวดล้อม ผ่านการทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่และภาคประชาสังคม ไม่ได้เป็นเพียงการทูตระหว่างรัฐบาลเท่านั้น
นายแร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน (H.E. Mr.Remco van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย เล่าว่า
“บทบาทของการทูตเชิงวัฒนธรรมยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเครื่องมือดิจิทัลมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นช่องทางสำคัญในการเชื่อมต่อและสานต่อกิจกรรมทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน
เราปรับตัวโดยการพัฒนาเนื้อหาทางวัฒนธรรมดิจิทัลและออนไลน์มากขึ้น รวมถึงสื่อวิดีโอ และการนำเสนอนิทรรศการแบบถาวรที่บ้านฮอลันดา (Baan Hollanda) ศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ผ่านระบบออนไลน์
ต่อมา เรายังได้สานต่อการนำเสนอทางดิจิทัลนี้สำหรับกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ ด้วย โดยแทนที่จะนำคณะนาฏศิลป์และการละครชั้นนำในเนเธอร์แลนด์มาแสดงที่ประเทศไทย เรานำเสนอผ่านการฉายภาพยนตร์ เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยยังคงสามารถเข้าถึงศิลปะการแสดงของเนเธอร์แลนด์ได้
เรามองเห็นพัฒนาการสำคัญในอนาคต หลายประการที่จะกำหนดทิศทางการทำงานของเรา ได้แก่
การใช้เครื่องมือทางการทูตดิจิทัลเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นและหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่

การเพิ่มการสื่อสารดิจิทัลและการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์
การขยายรูปแบบไฮบริด (Hybrid) ที่ผสมผสานการมีส่วนร่วมทั้งทางออนไลน์และการพบปะด้วยตนเอง
การเสริมสร้างความแข็งแกร่งบนโลกออนไลน์ของบ้านฮอลันดา (Baan Hollanda) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ไทย-เนเธอร์แลนด์”
การปรับเปลี่ยนแนวทางการทูตนี้มุ่งเน้นการใช้การทูตดิจิทัล (Digital Diplomacy) และ Social Media เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายรุ่นใหม่ โดยใช้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, X, Instagram และ TikTok อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
เป็นการเปลี่ยนไปสู่รูปแบบผสมผสาน (Hybrid) ที่มีทั้งการประชุมแบบพบปะ (Physical) และออนไลน์ควบคู่กัน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งบนโลกออนไลน์ของหน่วยงาน
ดังเช่น บ้านฮอลันดา ถือเป็นการฟื้นฟูการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ตรงเป้าหมายและรวดเร็ว


กลยุทธ์หลักในการทำงานของสถานทูต
ร่วมกับชาวดัตช์ในท้องถิ่น
“ชาวดัตช์ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นพันธมิตรสำคัญของสถานทูต เนื่องจากพวกเขาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเนเธอร์แลนด์กับประเทศไทย และช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนผ่านการมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวัน เครือข่ายวิชาชีพ และโครงการริเริ่มในชุมชน
เราทำงานร่วมกับพวกเขาผ่านช่องทางทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ รวมถึงองค์กรต่างๆ เช่น สมาคมนักเรียนเก่าเนเธอร์แลนด์ แห่งประเทศไทย (NAAT) หอการค้าเนเธอร์แลนด์-ไทย (NTCC) และสมาคมชาวดัตช์ประเทศไทย (NVT)


ในทางปฏิบัติ เราให้พวกเขามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรมของสถานทูต เช่น วันเฉลิมพระเกียรติ คอนเสิร์ต นิทรรศการ การฉายภาพยนตร์ และการเสวนาสาธารณะ
เราสนับสนุนให้พวกเขาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมในภาคส่วนของตนเอง และสนับสนุนโครงการสร้างชุมชนและโครงการอาสาสมัครของพวกเขา
ด้วยเหตุนี้ ชาวดัตช์ในประเทศไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นและยั่งยืน ผ่านการทูตเชิงวัฒนธรรมที่ผสมผสานมิตรภาพและประสบการณ์ร่วมกัน ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ. 1604″
แนวทางเหล่านี้ช่วยให้ชาวดัตช์พลัดถิ่นมีบทบาทสำคัญในการเป็นทูตวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง และช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-เนเธอร์แลนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางและคำแนะนำสำหรับนักการทูตยุคใหม่
ที่มุ่งเน้นการทูตเชิงวัฒนธรรม
“ผมคิดว่า ผมควรถ่อมตัวเสมอเมื่อจะให้คำแนะนำผู้อื่น เพราะขึ้นอยู่กับความสนใจและความสามารถของแต่ละคนเป็นอย่างมาก
โดยทั่วไปแล้ว ผมจะแนะนำให้ตั้งใจฟังก่อนพูดเสมอ และควรสนใจ ทำความเข้าใจแรงจูงใจหรือความต้องการที่แท้จริงของผู้อื่นเสมอ
และสุดท้าย ผมจะขอแนะนำให้มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ผู้อื่นทำ โดยไม่ใช้ค่านิยมส่วนตัวตัดสิน”
ส่วนวิสัยทัศน์ระยะยาวในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-เนเธอร์แลนด์ นั้นเอกอัครราชทูตแร็มโก มีความเห็นว่า
“ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมจะเติบโตและเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการสนับสนุนของภาควัฒนธรรม และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนของภาครัฐ
บทบาทของสถานทูตในการทูตเชิงวัฒนธรรมนั้นสำคัญยิ่ง แต่เราควรเน้นเฉพาะส่วนที่ภาควัฒนธรรมต้องการความช่วยเหลือจากเรา
เพราะผมมักจะพูดเสมอว่า เราเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ภัณฑารักษ์ หรือผู้ดูแล”

