คุยกับทูต | วิคเตอร์ เซเมนอฟ ครบรอบสี่ปี แห่งการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบโดยรัสเซีย ถึงเวลาแล้วสำหรับสันติภาพที่เป็นธรรม
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
“เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 ที่เพิ่งผ่านมา เป็นวันครบรอบสี่ปี นับตั้งแต่สหพันธรัฐรัสเซียเริ่มการรุกรานทางทหารอย่างเต็มรูปแบบในยูเครน ซึ่งเป็นการรุกรานทางอาวุธอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2014 ส่งผลให้เกิดสงครามยืดเยื้อนองเลือดและวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่ในยุโรป ทำให้ชาวยูเครนต้องทนทุกข์ทรมานจากสงครามมานานกว่าสิบสองปี
ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ชาวยูเครนหลายล้านคนต้องสูญเสียบ้านเรือน อาชีพการงาน และคนที่รัก สังคมยูเครนจะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก แต่เราได้รักษาไว้ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือเจตจำนงในการปกป้องเสรีภาพและเอกราช วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของเรา”
เป็นคำกล่าวที่สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดและจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ของชาวยูเครนตลอดช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง เน้นย้ำถึงการสูญเสียครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงสังคมไปอย่างสิ้นเชิง แต่ยังคงรักษาเจตจำนงอันแน่วแน่ในการปกป้องเอกราช วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างมั่นคง แม้ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส
“ทหารของเรายังคงยืนหยัดอยู่ในแนวหน้า และจากรายงานของกองบัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน ฝ่ายรัสเซียมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากกว่า 1,240,000 นาย ถึงแม้จะสูญเสียอย่างมหาศาลเช่นนี้ รัสเซียก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายสำคัญ”

กระบวนการเจรจาต่อรอง (Negotiation Process)
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ (Mr.Viktor Semenov) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย ชี้แจงว่า
“ความพยายามทั้งหมดของเรามุ่งเป้าไปที่การหยุดยั้งการรุกรานทางอาวุธของรัสเซียและการฟื้นฟูสันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืน ยูเครนจะไม่ยอมรับการยึดครองดินแดนของตนและจะไม่ยอมรับการยอมจำนน สันติภาพต้องเป็นสันติภาพที่แท้จริงและมีศักดิ์ศรี เรายังคงเปิดรับทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ และสามารถนำสันติภาพมาสู่ประเทศได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้รัสเซียหมดแรงจูงใจที่จะทำสงครามต่อไป
สิ่งสำคัญคือการรุกรานต้องไม่นำมาซึ่งผลตอบแทนใดๆ นี่เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญที่จะฟื้นฟูและรับประกันความมั่นคงที่แท้จริง
สำหรับยูเครนและโดยทั่วไป ในความน่าเชื่อถือของข้อตกลง สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ ต้องมีการรับประกันความมั่นคงและรัสเซียจะไม่กลับมารุกรานยูเครนเป็นครั้งที่สาม
ยูเครนไม่ได้เริ่มสงครามนี้ และเป็นรัสเซียที่ต้องยุติมัน
เรารู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และชาติพันธมิตรอื่นๆ ของเรา ผมเชื่อมั่นว่าเราทุกคนจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพที่แท้จริง”

ฤดูหนาวแห่งการเอาชีวิตรอด (A Winter of Survival)
ฤดูหนาวในยูเครนท่ามกลางสงคราม เป็นช่วงเวลาแห่งการเอาชีวิตรอดที่โหดร้าย โดยเฉพาะความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนในช่วงปี 2025-2026 ที่แนวหน้าต้องเผชิญกับสภาพอากาศหนาวจัดควบคู่กับการโจมตีทางทหาร ประชาชนต้องเผชิญวิกฤตพลังงาน ขาดแคลนความอบอุ่น และต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางความหนาวเย็นและการต่อสู้
“ฤดูหนาวช่วงต้นปี 2026 กลายเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของชาวยูเครนนับตั้งแต่เริ่มต้นสงคราม การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างเป็นระบบโดยรัสเซียเป็นเวลาหลายปี และการโจมตีที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ก่อให้เกิดผลกระทบสะสมที่ทำลายล้าง ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ท่ามกลางอุณหภูมิที่ดิ่งลงถึง -25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่หนาวจัดและส่งผลกระทบต่อระบบทำความร้อนและน้ำประปา
เมื่อไม่สามารถเอาชนะยูเครนในสนามรบได้ รัสเซียจึงหันมาใช้การก่อการร้ายต่อพลเรือน ในช่วงฤดูหนาว รัสเซียได้จงใจโจมตีโรงงานพลังงานและคลังยา ทำลายเวชภัณฑ์ที่สำคัญผ่านการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน
การกระทำดังกล่าวมุ่งสร้างสภาวะที่คุกคามชีวิตของพลเรือน ถือเป็นอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
เป็นที่น่าจดจำว่า ในเดือนมิถุนายน 2024 ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ออกหมายจับ พลเอกอาวุโส วาเลรี เกราซิมอฟ (Valery Gerasimov) ประธานเสนาธิการทหารรัสเซียและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและเซอร์เกย์ โชยิกู (Sergei Shoigu) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ในข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน”
แต่ในแง่ของการดำเนินคดี เป็นการออกหมายจับเพิ่มเติมต่อจากที่เคยออกหมายจับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ในปี 2023
ในความเป็นไปได้ แม้มีหมายจับ แต่รัสเซียไม่ได้เป็นสมาชิก ICC และปฏิเสธการส่งตัวผู้ต้องหา ทำให้โอกาสในการจับกุมตัวบุคคลทั้งสองในทันทีมีน้อยมาก
“เนื่องจากความรุนแรงของการโจมตีเหล่านี้ สถานการณ์ฉุกเฉินในภาคพลังงานของยูเครนจึงยังคงมีผลบังคับใช้ โดยทีมช่างซ่อมแซมของยูเครนทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่พันธมิตรระหว่างประเทศให้ความช่วยเหลือที่สำคัญอย่างแข็งขันในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และเราหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ยูเครนขอขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ได้รับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลราชอาณาจักรไทยที่ได้มอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มเติมอีก 5 ล้านปอนด์ในฤดูหนาวนี้ ซึ่งความช่วยเหลือดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตท่ามกลางวิกฤตพลังงาน การจัดหาพลังงานกลายเป็นเรื่องของการอยู่รอด”


ความก้าวร้าวบ่อนทำลายกฎเกณฑ์ระดับโลก (When aggression undermines global rules)
รัสเซียเข้ายึดครองไครเมียในปี 2014 และโจมตียูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนหลักการห้ามใช้กำลังเปลี่ยนแปลงพรมแดน ถือเป็นการบุกรุกโดยใช้กำลังทางทหารเพื่อเปลี่ยนแปลงพรมแดนของรัฐเอกราช ซึ่งละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 2(4) อย่างร้ายแรง (Crime of Aggression)
ความก้าวร้าวนี้บ่อนทำลายกฎเกณฑ์ระดับโลก ความมั่นคงยุโรป และสร้างวิกฤตมนุษยธรรม/เศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
แต่การดำเนินคดี “อาชญากรรมรุกราน” มีความซับซ้อนสูงและจำกัดด้วยอำนาจวีโต้ของคณะมนตรีความมั่นคงฯ
“สงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลกระทบระดับโลกเกินกว่าความขัดแย้งเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานขั้นพื้นฐาน การไม่ลงโทษผู้กระทำผิดอาจทำให้ “เส้นแดง” (Red Lines) ที่มนุษยชาติเห็นพ้องต้องกันพังทลายลง ซึ่งรวมถึงการห้ามใช้อาวุธทำลายล้างสูง การรับประกันความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และการคุ้มครองพลเรือน
นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานเต็มรูปแบบจนถึงเดือนธันวาคม 2025 มีการบันทึกกรณีการใช้สารเคมีอันตรายของรัสเซียเกือบ 12,000 ครั้ง
นี่ไม่ใช่เพียงอาชญากรรมต่อทหารยูเครนเท่านั้น แต่มันเป็นแบบอย่างที่อันตรายซึ่งกัดกร่อนบรรทัดฐานระดับโลกที่สร้างขึ้นหลังโศกนาฏกรรมในศตวรรษที่ 20
เราจำเป็นต้องเพิ่มแรงกดดันจากนานาชาติต่อรัฐผู้รุกราน เพื่อให้รัสเซียยุติการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี
หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับความปลอดภัยทางนิวเคลียร์เช่นกัน ในปี 1986 โลกได้เห็นโศกนาฏกรรมจากภัยพิบัติเชอร์โนบิล (Chornobyl) ชาวยูเครนอยู่ในศูนย์กลางของเหตุการณ์ แต่เกือบทั้งโลกก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ชาวยูเครนได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าความปลอดภัยทางนิวเคลียร์เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงระดับโลก”
ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุหรือการโจมตีจะส่งผลกระทบทางกัมมันตภาพรังสีข้ามพรมแดนอย่างร้ายแรงต่อมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อม

“ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าตกใจที่ในปี 2025 โดรนของรัสเซียได้โจมตีและสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างป้องกันของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ในขณะเดียวกัน รัสเซียยังคงยึดครองและเสริมกำลังทางทหารที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซีย (Zaporizhzhia) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
รัสเซียกลายเป็นประเทศแรกที่ก่อการร้ายโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ นี่ไม่ใช่ปัญหาทวิภาคี แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงระดับโลก นี่เป็นการโจมตีในระดับที่ไม่มีผู้ก่อการร้ายคนใดในโลกกล้าทำมาก่อน และรัสเซียจะต้องได้รับผลกระทบตอบโต้จากทั่วโลก จากทุกคนที่ห่วงใยความมั่นคงอย่างแท้จริง
จุดยืนของยูเครนนั้นชัดเจน คือ รัสเซียต้องปลดอาวุธโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซีย (ZNPP) คืนโรงไฟฟ้าให้ยูเครนควบคุม และยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์”
สะท้อนท่าทีและจุดยืนของยูเครนอย่างชัดเจน โดยมองว่า การกระทำของรัสเซียที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียถือเป็นการก่อการร้ายนิวเคลียร์ระดับโลกที่ร้ายแรง ยูเครนเรียกร้องให้รัสเซียปลดอาวุธ คืนการควบคุมโรงไฟฟ้า และหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงระดับนานาชาติ
“ฝ่ายยูเครนยังได้ยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับการใช้การทรมานอย่างเป็นระบบ การปฏิบัติที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมต่อทหารยูเครนที่ถูกจับโดยสหพันธรัฐรัสเซีย ตลอดจนกรณีการประหารชีวิตนอกกระบวนการยุติธรรมและการปฏิเสธการรักษาพยาบาล
เราจึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มแรงกดดันต่อสหพันธรัฐรัสเซีย โดยเรียกร้องให้มีการอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศเข้าตรวจสอบเชลยศึกยูเครน ตลอดจนเสริมสร้างมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศสำหรับการละเมิดสิทธิของเชลยศึก”
การเสริมสร้างมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศสำหรับการละเมิดสิทธิเชลยศึก เน้นการยึดถือ อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ.1949 ฉบับที่ 3 (Third Geneva Convention) เป็นกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดในการคุ้มครองเชลยศึก (Prisoners of War)
โดยกำหนดให้ฝ่ายที่คุมขังต้องปฏิบัติต่อเชลยอย่างมีมนุษยธรรม ห้ามทำร้าย ทรมาน ดูหมิ่น หรือแก้แค้น และมีสิทธิ์ได้รับอาหาร ที่พัก และการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอตลอดช่วงเวลาที่ถูกควบคุมตัวจนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว


การเลือกกฎเกณฑ์เหนืออำนาจ (Choosing Rules Over Force)
“แม้ยูเครนจะอยู่ห่างไกลจากประเทศไทย แต่เราก็อาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกันและมีกฎเกณฑ์ชุดเดียวกัน เราทุกคนต่างปรารถนาโลกที่ปราศจากภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมี หรือการก่อการร้ายต่อพลเรือน
ผมขอเรียกร้องให้ผู้อ่านที่เคารพทุกท่านอย่าเลือกเพียงประเทศใดประเทศหนึ่งระหว่างสองประเทศ แต่เป็นการเลือกระหว่างสองหลักการ :
โลกที่ปกครองด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ หรือโลกที่ใช้กำลังเข้ามาแทนที่กฎเกณฑ์
แม้เราชาวยูเครนจะอยู่ห่างไกล แต่กฎที่เรายึดมั่นนั้นมีความสำคัญต่อทุกคน
ขอให้ปี 2026 เป็นปีแห่งสันติภาพที่ครอบคลุม เป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งเป็นสันติภาพที่ชาวยูเครนสมควรได้รับ”
