bg-single

‘หน้าที่’ พลเมือง VS ‘สิทธิ’ พลเมือง

21.02.2026

โดย ธงชัย วินิจจะกูล


ในช่วงการเลือกตั้ง เราได้ยินหลายคนเหลือเกินไม่ว่าจากผู้นิยมสีอะไร มักกล่าวว่าเขาไปเลือกตั้งเสมอเพราะเป็น “หน้าที่ของพลเมือง”

เราคุ้นเคยดีว่าคนไทยต้องมี “หน้าที่” นอกจากเป็นชื่อวิชาในโรงเรียน เรายังได้ยินในชีวิตประจำวันจนชินชา ทั้งจากทุกรัฐบาล กลไกรัฐทุกระดับ และผู้ใหญ่ใกล้ตัวว่าพลเมืองต้องทำหน้าที่ของตน เช่น

ต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย ยึดมั่นในสถาบันหลัก มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะและเสียสละ มีระเบียบวินัย ความขยันหมั่นเพียรและประหยัด อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม รักษาความเป็นไทย ฯลฯ

ถึงขนาดกลายเป็นสามัญสำนึกของคนไทยจำนวนมากว่าถ้าพลเมืองทำหน้าที่ของตน ทุกอย่างก็จะดีเอง ปัญหาสารพัดเกิดจากคนที่ไม่ทำตามหน้าที่ของตน

คติดังกล่าวถูกตอกย้ำจากรัฐยิ่งขึ้นทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร เช่น ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมือง 20 กว่าปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร 2557 น่าจะเป็นเพราะมีการปลูกฝังความเชื่อเช่นนั้นมากเป็นพิเศษในหมู่ทหาร

แต่มีสักกี่คนที่เคยตั้งข้อสงสัยว่าประเทศอื่นๆ เขาเน้น “หน้าที่” ของพลเมืองแบบนี้หรือไม่ ทำไมจึงต้องหน้าที่ของพลเมือง


ในสังคมไทย ทุกครั้งที่มีการเอ่ยถึงสิทธิเสรีภาพ ก็จะต้องมีประโยคตามถัดมาว่า “ต้องเข้าใจถึงหน้าที่และความรับผิดชอบด้วย” ราวกับว่าคนที่พูดถึงสิทธิเสรีภาพกำลังจะละทิ้งหน้าที่และความรับผิดชอบ

แต่ในทางกลับกัน ทุกครั้งที่รัฐหรือใครก็ตาม ตอกย้ำให้ราษฎรทำตามหน้าที่อย่างรับผิดชอบ กลับไม่ถูกเตือนว่าอย่าละเมิดสิทธิเสรีภาพ แถมในความเป็นจริง เมื่อใดที่รัฐกล่าวเช่นนั้นก็เพราะรัฐกำลังจะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของราษฎร

อันที่จริง ประชาชนในทุกสังคมต้องมีทั้ง “หน้าที่” และ “สิทธิ” เพราะทั้งสองอย่างเป็นสองด้านของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ด้านหนึ่งคือสิ่งที่ประชาชนควรรับผิดชอบพึงกระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ อีกด้านหนึ่งคือสิ่งที่เป็นอำนาจของประชาชนเอง รัฐจะละเลยหรือละเมิดไม่ได้ แถมยังต้องปกป้องอีกด้วย

สองด้านนี้ขัดแย้งกันอยู่บ่อยๆ ตัวอย่างง่ายที่สุดคือการชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นทั้งสิทธิที่แม้แต่รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะรัฐประหารก็ไม่กล้าปฏิเสธ แต่รัฐกลับส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามของรัฐมา “ทำตามหน้าที่” กับผู้ชุมนุมได้เช่นกัน

สังคมไทยเน้นหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นพื้นฐาน สิทธิเสรีภาพเป็นรอง ซึ่งรัฐจะ “ให้” ตราบเท่าที่ราษฎรทำหน้าที่ของตนได้ดีก่อน ในขณะที่อีกหลายสังคมถือว่าสิทธิของประชาชนเป็นรากฐานเพราะเขาเป็นเจ้าของประเทศ การจำกัดสิทธิเสรีภาพด้วยข้ออ้างว่าการกระทำนั้นขัดกับหน้าที่ของราษฎร ย่อมทำไม่ได้

ความต่างที่ดูเหมือนเพียงเล็กน้อยตรงข้ามกันนี้ สะท้อนความแตกต่างโดยพื้นฐานของสังคมนั้นๆ อย่างมาก


รัฐและสังคมแบบไหนที่เน้น “หน้าที่พลเมือง” ไม่เน้น “สิทธิพลเมือง”

“หน้าที่” สะท้อนโลกทัศน์ทางสังคมที่เชื่อว่าสังคมเป็นเสมือนชีวิตหนึ่ง (organic society) หรือเสมือนร่างกายของคน มีอวัยวะต่างๆ ที่จะต้องทำงานตามหน้าที่ของอวัยวะนั้นอย่างประสานกับอวัยวะอื่น ร่างกายจึงจะไม่เจ็บป่วย

โลกทัศน์ทำนองนี้พบได้ทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก รวมทั้งเป็นโลกทัศน์ตามศาสนาพราหมณ์-ฮินดู-พุทธซึ่งมีอิทธิพลกับสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง

เราท่านคงพอจำได้ว่าเราเรียน “ทิศ 6” กันตั้งแต่ชั้นประถม สอนเราถึงหน้าที่ที่เราพึงปฏิบัติต่อคนอื่นๆ รอบตัวเรา เพื่อความสงบและความสัมพันธ์อันดีในสังคม เช่น ระหว่างพ่อแม่กับลูก ครูอาจารย์กับศิษย์ สามีกับภรรยา ลูกจ้างกับนายจ้าง ฯลฯ

โลกทัศน์ทำนองเดียวกันครอบคลุมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ดังปรากฏทั้งในพระเวทจนถึงเป็นฐานความคิดอย่างหนึ่งของพระธรรมศาสตร์ด้วย

ในสังคมไทย การเรียนวิชา “หน้าที่พลเมือง” จึงมักควบคู่กับวิชา “ศีลธรรม” เพราะหน้าที่ของพลเมืองเป็นคุณสมบัติในเชิงศีลธรรมด้วย พลเมืองดีจึงหมายถึงผู้ที่ยึดมั่นในหลักศีลธรรมและคุณธรรมของศาสนา มีความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ฯลฯ

เหล่านี้ฟังดูก็ถูกต้องดี ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าสังคมเปรียบกับร่างกายได้หรือ เป็นสัจธรรมที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์หรือ หรือว่าเป็นเพียงความคิดความเชื่อแบบหนึ่ง อุดมการณ์แบบหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าย่อมมีความคิดอย่างอื่นได้

ตัวอย่างของโลกทัศน์ที่ต่างออกไป ก็มีเช่น เห็นว่าสังคมไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่องค์รวมของอวัยวะที่มีหน้าที่ต่างกัน แต่เป็นที่ความสัมพันธ์ของอนุภาคต่างๆ กันที่มาอยู่ร่วมกัน ต่างมีจุดยืนผลประโยชน์ของตนแตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องประสานกันก็ได้ แต่ขัดฝืนขัดแย้งกันก็ได้เช่นกัน

ความเชื่อแบบนี้เห็นว่าสังคมจะมีพลวัตเคลื่อนไปข้างหน้าได้ จะต้องให้แต่ละอนุภาคเปล่งฉายศักยภาพออกมาได้เต็มที่ ซึ่งต้องเปิดโอกาสให้ตระหนักในอำนาจของตนเอง (สิทธิ) และมีโอกาส (เสรีภาพ) ขยายศักยภาพของตนได้

โลกทัศน์และปรัชญาที่ต่างกันเป็นหัวข้อถกเถียงกันมานานนับร้อยปีแล้ว มีผลต่อความคิดทางการเมืองอย่างมาก เช่น โลกทัศน์แบบตัวอย่างข้างต้นนี้ นำไปสู่แนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพในสังคมเสรีประชาธิปไตย เพราะถือว่าทุกอนุภาคย่อมควรได้รับโอกาสดำรงอยู่ รัฐต้องประกันโอกาสนั้น จะละเลยหรือละเมิดไม่ได้ แถมยังต้องปกป้องอีกด้วย

ความคิดที่เห็นว่า “หน้าที่” หรือ “สิทธิ” เป็นพื้นฐานที่สำคัญกว่ากัน ย่อมมีผลต่อภูมิปัญญาของสังคมนั้นและการสร้างสถาบันทางสังคมที่แตกต่างกันอย่างมากด้วย ตัวอย่างที่ทุกคนรู้จักดีคือโรงเรียนและวิชาหน้าที่พลเมือง


คนไทยเรียนวิชานี้ในโรงเรียนมัธยมมานานนับตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาจนถึงปัจจุบัน

สมัยผมเรียนหนังสือในระดับมัธยม ผมยังไม่รู้ว่าวิชาหน้าที่พลเมืองอาจเป็นลักษณะพิเศษของการศึกษาไทย เพราะไม่มีที่ไหนในโลกเขาเรียนวิชานี้กัน

ในระบบการศึกษาประเทศอื่นที่หลักสูตรของไทยมักอ้างว่าเป็นต้นแบบนั้น มีวิชาที่ใกล้เคียงกัน เรียกชื่อคล้ายกัน จนทำให้ดูเผินๆ อาจพออะลุ่มอล่วยว่าคงเหมือนๆ กัน แต่ถ้าแปลชื่อวิชาในภาษาอังกฤษ ก็คงแปลได้ว่าวิชา “พลเมือง”

แต่ไม่มีคำว่า “หน้าที่”

ชื่อเรียกที่ต่างกันนี้ หลายคนคงจะทึกทักว่ามันก็คือวิชาหน้าที่พลเมือง เหมือนๆ กันน่ะแหละ จึงไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าทำไมจึงต้องมี “หน้าที่” ในชื่อวิชานี้ในประเทศไทย

แต่แท้ที่จริงชื่อที่ต่างกันเพียงนิดเดียวนั้น สะท้อนเนื้อหาสาระที่ต่างกัน ความมุ่งหมายไม่เหมือนกัน เพราะแนวความคิดที่เป็นฐานของวิชาดังกล่าว แตกต่างจากวิชา “หน้าที่พลเมือง” ของไทย

กล่าวคือ การบ่มเพาะเยาวชนให้เป็น “พลเมืองที่แข็งขัน” กับการอบรมให้รู้จัก “หน้าที่พลเมือง” ไม่เหมือนกัน


วิชา “พลเมือง” มุ่งหมายตระเตรียมเยาวชนให้เป็น “พลเมืองที่แข็งขัน” (active citizen) ด้วยความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบต่างๆ ที่เป็นสาธารณะของสังคมนั้น ทั้งรัฐบาล รัฐสภา การปกครองท้องถิ่น เศรษฐกิจ กฎหมาย ระบบสวัสดิการ ฯลฯ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สภาพแวดล้อมของสังคมนั้น

แน่นอนว่าย่อมรวมถึงให้รู้จัก “หน้าที่” ที่พลเมืองพึงกระทำเพื่อสังคมนั้นๆ

แต่สิ่งที่วิชาพลเมืองเน้นยิ่งกว่าหน้าที่ก็คือ สิทธิของพลเมือง ที่ใครหน้าไหนก็ละเมิดมิได้ รัฐก็ละเมิดไม่ได้

แล้ววิชา “หน้าที่พลเมือง” ล่ะ?

งานวิชาการหลายชิ้นที่ศึกษาถึงวิชาหน้าที่พลเมือง ชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาของวิชานี้เป็นการถ่ายทอดอุดมการณ์ของรัฐไปยังเยาวชนไทยตั้งแต่วัยเด็ก เพื่ออบรมบ่มเพาะให้เป็นพลเมืองที่เชื่อฟังอำนาจ อยู่ในกรอบตามที่รัฐต้องการ เพราะคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่พลเมืองที่ดีควรจะเป็น

แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตลอดเวลาว่าหลักสูตร สาระและความรู้ทำนองนั้น ทำให้คนไทยคิดเองไม่เป็น ด้อยวุฒิภาวะ ไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่รัฐและระบบโรงเรียนกลับตอกย้ำความจำเป็นต้องอบรมบ่มเพาะเยาวชนในแบบนั้นตลอดมา

ยิ่งหลังการรัฐประหารแต่ละครั้งยิ่งย้ำหนักเข้าไปอีก เพราะรัฐมักคิดว่าความวุ่นวายและการประท้วงทั้งหลายเป็นเพราะเยาวชนไม่รู้จักหน้าที่ ไม่รู้จักประวัติศาสตร์ จึงต้องกำชับให้วิชาสังคมศึกษาทำหน้าที่ของตน เพื่อตอกย้ำให้เด็กๆ รู้จักบุญคุณของบรรพบุรุษและเป็นพลเมืองที่ดีตามที่รัฐต้องการ


ระบบการศึกษาของไทยและโรงเรียนไทยมีรากฐานมาแต่ต้นที่ต้องการสร้างพลเมืองแบบนั้น ไม่ใช่ผลิตพลเมืองแข็งขัน

ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของระบบการศึกษาและโรงเรียนสมัยใหม่ของไทยในสมัยรัชกาลที่ 5-7 รัฐต้องการระบบการศึกษาที่สร้างพลเมืองที่มีทักษะความรู้ความสามารถแบบใหม่ แต่เป็นพลเมืองที่เชื่อฟังรัฐ ไม่กระด้างกระเดื่อง อยู่ในระเบียบวินัยและศีลธรรมอันดีของสังคม

รัฐพยายามควบคุมการศึกษาให้เป็นแบบนี้ตลอดมา ไม่เคยเปลี่ยนเลย

ดังนั้น ทุกวันนี้ ทันทีที่เห็นวลีทำนอง “ระเบียบวินัย” “ศีลธรรมอันดีของสังคม” และ “ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ตัวเอง” ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงเรียนเน้นเสมอมา เราก็รู้ทันทีว่าระบบการศึกษาและโรงเรียนแบบนั้นอยู่บนฐานปรัชญาการศึกษาคนละเรื่องกับการสร้างพลเมืองที่แข็งขัน

เพราะแนวคิดเรื่องการสร้างพลเมืองที่แข็งขันนั้น มาจากระบบการศึกษาในระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ต้องการให้พลเมืองเป็นตัวของตัวเอง หวงแหนสิทธิเสรีภาพ เพราะเชื่อว่าพลเมืองแบบนั้นจึงจะมีส่วนร่วมในกิจการต่างๆ ของสังคมอย่างแข็งขัน ผลักดันการปรับตัวของสังคมเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ

วิชาสังคมศึกษาบนฐานปรัชญาคนละประเภท ความมุ่งหมายคนละอย่างจึงแตกต่างกัน

ตรงนี้แหละจะเห็นได้ว่าระบบการศึกษาหากไม่ผ่านการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็คงยากจะเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับพลวัตของโลกปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มต้องการสร้างพลเมืองที่แข็งขันและพยายามบรรลุศักยภาพของตน

รัฐและระบบการศึกษาที่ตอกย้ำ “หน้าที่” พลเมืองให้เชื่อฟังอย่างสงบเสงี่ยมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยถอยหลังลงทุกที



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จากสูตรแคร์สู่บำนาญไฮบริด: ภาคต่อของการปฏิรูปที่มองเห็นชีวิตจริง
กำเนิดระบบทุนนิยมกับสิ่งที่เรียกว่า ‘การสะสมทุนแบบปฐมภูมิ’ (2) (The So-called Primitive Accumulation of Capital)
อสังหาฯ ฉีกตำราสู้
ราตรีสีแดง
ฟุตบอลโลก 2030 ข้อดี-ข้อเสีย กับไอเดีย 64 ทีม
เหลียวลังแลหน้าบอลโลก จากความสำเร็จ ‘กระทิงดุ’ สู่แรงบันดาลใจ ‘ช้างศึก’
ข้าวผัดกะเพราเป็ดสับ ไข่ (เป็ด) ดาว
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 24-30 กรกฎาคม 2569
เปิดสเป๊ก ‘BYD SEALION 5 DM-I’ ‘SUV’ ปลั๊กอินไฮบริด-เพิ่มรุ่นย่อยใหม่
ระบบการศึกษาแบบ ‘หางกระดิกหมา’
E-DUANG | กลยุทธ์ ล่อเสือ ออกจากถ้ำ ยุทธการ พลีชีพ ของ ยิ่งชีพ
แกะรอย ‘อนุทิน’ บุกแดนมังกร จีบ 4 กลุ่มทุนจีนระดับบิ๊ก ดึงลงทุนไทย 7 หมื่นล้าน