แกะรอย ‘อนุทิน’ บุกแดนมังกร จีบ 4 กลุ่มทุนจีนระดับบิ๊ก ดึงลงทุนไทย 7 หมื่นล้าน
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
อาจกล่าวได้ว่า การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นการขนทัพใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ กว่า 51 ปี
มีนักธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูง 154 คน จาก 48 บริษัท เข้าร่วมในคณะ
อาทิ กลุ่ม ซี.พี. กลุ่มกระทิงแดง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กลุ่มสหฟาร์ม กลุ่มมิตรผล เครือซิเมนต์ไทย หรือ SCG บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
และผู้แทนจากกลุ่มสถาบันการเงินและธุรกิจบริการ เช่น ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ เดอะมอลล์ กรุ๊ป บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS
ขณะที่กลุ่มรัฐมนตรี มีทั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์
แม้แต่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่มีภารกิจเจรจาทางการค้าที่สหรัฐอเมริกา ยังรีบบินด่วนข้ามทวีปมาสมทบกับคณะ เช่นเดียวกับ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ
เป้าหมายคือดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งอุตสาหกรรม AI รถยนต์ไฟฟ้า Data Center พลังงานสะอาด ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มายังไทย และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจทั้ง 2 ประเทศ “จับคู่” เจรจาทางธุรกิจ
เริ่มจากมหานครเซี่ยงไฮ้ “อนุทิน” และทัพนักธุรกิจเข้าเยี่ยมคารวะ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเสนอให้ไทยและจีนร่วมกันเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว
พร้อมทั้งเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน
ขณะที่เมืองเฉิงตู มีอีเวนต์ Prime Minister – Thai Private Sector Lunch eon ร่วมกับ 140 ผู้บริหารระดับสูงไทย (CEO) เป็นภาคเอกชนไทยที่มาลงทุนในจีนจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ ธุรกิจการเงิน อาหาร พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม การแพทย์-สาธารณสุข ท่องเที่ยว พร้อมกับเปิดสำนักงาน BOI ที่เมืองเฉิงตู
พร้อมกับเปิดโต๊ะเจรจากับบริษัทบิ๊ก 4 ของจีน แบบ (one-on-one) ทั้งบริษัท Xiaomi Corporation รัฐบาลเจรจาดึงดูดให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (IoT)
บริษัท ChangAn Automobile เลือกไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศ โดยตั้งโรงงานที่จังหวัดระยองเพื่อเป็นฮับส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอ พร้อมเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 200,000 คันต่อปี และดึง SMEs ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนได้แล้วกว่า 40 แห่ง
บริษัท Innolight Technology เบอร์ 1 ของโลกด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสง เตรียมขยายฐานผลิตในไทย สร้างการจ้างงานกว่า 20,000 อัตรา พร้อมผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยร่วมวิจัยและพัฒนากับวิศวกรไทยกว่า 1,500 คน
และบริษัท Eoptolink Technology ผู้ผลิตและวิจัยชิ้นส่วนอุปกรณ์เครือข่ายสื่อสารและใยแก้วนำแสง เปิดโรงงานแห่งแรกที่อมตะซิตี้ จ.ระยอง ทุนจดทะเบียนสูงถึง 4,761 ล้านบาท และกำลังลุยขยายโรงงานแห่งที่ 2
“อนุทิน” กล่าวว่า กลุ่มนักลงทุนจีนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มีความมั่นใจอย่างยิ่งในการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมายและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ โดยการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ 4 แห่งได้รับการยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทยมูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้
มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง (Precision Technology) เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (optical transceiver) เพื่อรองรับธุรกิจ Data Center, เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และไมโครชิพ สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง
“การลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ แรงงานไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว” อนุทินกล่าว
ถัดจากเฉิงตู “อนุทิน” และคณะบินต่อมาที่กรุงปักกิ่ง ได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงของ Huawei เพื่อขยายความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระบบคลาวด์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรไทย
โดยยกความพร้อมของไทยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศการลงทุน และฐานอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลก หลังจากที่ผ่านมา นอกจาก Huawei ลงทุนในไทยเรื่อง Data Center, Cloud ยังมีการลงทุนด้านพลังงาน
ทั้งนี้ รัฐบาลไทย และ Huawei เห็นพ้องความร่วมมือ 2 ด้าน คือ
1. พัฒนาคนไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ซึ่งดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้าน Cloud และ AI กับหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
2. การขยายการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ยกระดับบริการสาธารณะ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการสร้างบุคลากรไทย
ข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงมกราคม-ธันวาคม 2568 ปรากฏว่าโครงการต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมดนั้น เกือบครึ่งเป็นของบริษัทจากจีนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุด 982 โครงการ เท่ากับ 41% ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 172,114 ล้านบาท เป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และฮ่องกง
ขณะที่สถิติการค้าระหว่างไทยกับจีน ในช่วงปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไปยังจีนเป็นมูลค่า 39,722.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มีมูลค่าการส่งออก 35,277.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 12.60
โดยไทยนำเข้าสินค้าจากจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ แผงวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์โลหะ
สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปยังจีน ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ยางพารา ทองแดงและของทำด้วยทองแดง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง สินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และเคมีภัณฑ์
หลังจากจบภารกิจ จีบทุน (มังกร) จีน ขนเงินหยวนลงทุนไทย 7 หมื่นล้าน “อนุทิน” สั่งการ-เร่งรัดทุกหน่วยงานให้แปลงข้อตกลงต่างๆ สู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม
และเพื่อรักษาโมเมนตัมแห่งความร่วมมือไทย-จีนนี้ได้ขยายตัวต่อเนื่อง
