นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
เอไอเก่งขึ้นทุกวัน คนที่เอ็นจอยความเก่งของมันคือคนในระดับหัวหน้างาน ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการ คนที่หวาดหวั่นคือคนที่อยู่ในระดับปฏิบัติการ ไล่ตั้งแต่คนเพิ่งเรียนจบ อายุ 20 ต้น ไปจนคนที่ทำงานมาครึ่งชีวิตในวัย 45 ปีขึ้นไป ล้วนหนาวสันหลังและร้อนตูด ไม่รู้เมื่อไหร่จะถูกสั่งให้ลุกจากเก้าอี้ที่ทำงาน
ในห้องประชุมและกลุ่มผู้บริหารล้วนถกกันว่า จะนำเทคโนโลยีทันสมัยเหล่านี้มาใช้อย่างไรได้บ้าง โดยมีเป้าหมาย “ลดต้นทุน” และ “เพิ่ม productivity”–บริษัทจะลีนลง และทำกำไรได้มากขึ้น
นี่คือเป้าหมายของบริษัทในโลกทุนนิยม ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เป็นธรรมชาติของมัน ที่มาถึงจุดนี้ก็อาจต้องบอกว่า “โหด” ไม่ใช่เล่น
เวลาเราพูดถึง “ความก้าวหน้า” หรือ “การเติบโต” มันไม่ใช่คำสำหรับทุกคน แต่มันคือการเติบโตเชิงตัวเลขและผลกำไร ซึ่งความก้าวหน้าขององค์กรอาจไม่ได้ดีสำหรับ “มนุษย์” ทุกคน
2
ในโลกการงานแห่งทุนนิยม แรงงานคือ “ค่าใช้จ่าย” ยิ่งลดค่าใช้จ่ายลงได้ก็มีโอกาสกำไรเพิ่มขึ้น
ทุนนิยมไม่ได้เกลียดมนุษย์หรอก มันแค่ไม่ได้แยแสหรือมองมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญมากไปกว่า “กำไร”
อัลเฟรด พี. สโลน อดีตซีอีโอบริษัทเจเนอรัลมอเตอร์ส ผู้คิดหาวิธีกระตุ้นให้คนอเมริกันซื้อรถมากขึ้นเคยกล่าววาทะอมตะว่า “จีเอ็มดำรงอยู่ไม่ใช่เพื่อทำรถยนต์ แต่เพื่อ ‘ทำกำไร'”-ชัดเจนไม่รู้จะชัดยังไง
บริษัทเคยดูแลพนักงานเป็นอย่างดีเพราะพนักงานคือ “สิ่งสำคัญ” แต่ถ้ามาถึงวันหนึ่งเทคโนโลยีที่เก่งกาจกลายเป็นสิ่งสำคัญกว่า ก็อาจไม่มีเหตุผลอะไรที่องค์กรจะต้องดูแลพนักงาน หรือกระทั่งทำให้เก่งขึ้น
3
ในโลกทุนนิยม เทคโนโลยีถูกออกแบบมาให้ “ลดคน” แต่ไหนแต่ไร เครื่องจักรไอน้ำลดการใช้แรงกาย คอมพิวเตอร์ลดแรงสมอง เอไอลดแรงความคิดและทักษะ องค์กรที่ทรงประสิทธิภาพคือองค์กรที่ลด “จำนวนคนที่จำเป็น” ให้ได้มากที่สุด
องค์กรในฝันจึงเป็นองค์กรที่ “คนน้อย กำไรเยอะ”
restructuring / efficiency / optimization / lean ล้วนเป็นคำสุภาพของการตัดคนออกจากระบบ ซึ่งบางทีหัวหน้าก็เจ็บปวด แต่ต้องทำ
4
ทุนนิยมยุคเอไอไม่ได้ต้องการ “ความใหญ่” เท่ากับ “ความฉลาด” มันไม่ได้ต้องการคนเยอะ มันต้องการคนที่สร้างผลลัพธ์ได้เยอะด้วยตัวเอง บริษัทในยุคนี้จึงพยายามดำเนินนโยบาย “ไม่เพิ่มคน” และเมื่อไหร่ที่คนเริ่มสร้างผลลัพธ์ได้น้อยกว่าเอไอ ก็อาจถึงเวลาต้องผายมือให้ออก
แต่ก่อนอาจแข่งกันว่าบริษัทใคร “ขยาย” แล้วใหญ่กว่า เดี๋ยวนี้อาจแข่งกันว่าใคร “หด” ขนาดแต่มีประสิทธิภาพมากกว่า–นั่นเท่ากับว่า “ตำแหน่งงาน” จะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ?
5
จาก “แรงงานส่วนเกิน” เมื่อถูกให้ออกจากระบบ มนุษย์จะกลายเป็น “มนุษย์ส่วนเกิน” ทางเศรษฐกิจ ทั้งที่เขาไม่ได้ขี้เกียจ ไม่ได้ห่วย ไม่ได้ไม่ตั้งใจ เพียงแค่เขาสู้ความเก่งกาจอันรวดเร็วของ “สิ่งไร้ชีวิต” อย่างเอไอไม่ได้
ไม่ใช่ว่าเขาไร้ productivity แต่เขาแค่มีผลิตผลได้น้อยกว่าปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเขาไม่ได้ผิด องค์กรก็ไม่ได้ผิด ทุกสิ่งแค่ดำเนินไปในธรรมชาติของระบบทุนนิยม…ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อ “ใจดี” กับใคร
การแข่งขันจากบริษัทต่อบริษัท ย่อยลงมาถึงคนกับคนในองค์กร แต่ตอนนี้คู่แข่งของทุกคนโหดร้ายกว่าในยุคใดที่เคยมีมา เพราะทุกตำแหน่งอาจต้องแข่งกับเอไอ ซึ่งมันทำหน้าที่ควบรวมหลายตำแหน่งใน “รายจ่าย” ที่ต่ำกว่าคนเหล่านั้นเยอะ
เทคโนโลยีมันไม่ได้โหดร้ายหรอก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสร้างศีลธรรม มันเกิดขึ้นเพื่อทำกำไร มันไม่ได้มีเป้าประสงค์เพื่อเมตตากรุณา มันเกิดขึ้นมาเพื่อสร้างรายได้สูงสุด–แม้ในเส้นทางนั้นจะมีต้องมี “มนุษย์” น้อยลงก็ตาม-นั่นไม่ใช่ข้อกังวลของมัน
6
ถึงตรงนี้ เราอาจได้เห็นว่าทุนนิยมก็ไม่ได้มีหน้าที่ใจดีกับใคร และเทคโนโลยีก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ แต่เมื่อสองสิ่งนี้มาผนวกรวมกัน คนซวยและรับกรรมคือมนุษย์ตาดำๆ ที่ยังงงอยู่ว่า กูทำอะไรผิดวะ
แต่แล้ว เราจะค่อยๆ ถูกมองว่า “ผิด” จนได้ เมื่อเสียงเรียกร้องให้เราเรียนรู้และปรับตัวตลอดเวลาดังขึ้นเรื่อยๆ แม้เราพยายามเต็มที่ในการเรียนรู้และปรับตัวแล้ว แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะ “รอด” จากสึนามิเทคโนโลยีครั้งนี้ มันจะม้วนกลืนมนุษย์จำนวนไม่น้อยหายไปจากระบบงาน
ก็จริง มันคงมีงานใหม่งอกให้ทำ มีโอกาสใหม่ให้ฉวยคว้า แต่พูดกันตามจริง จะมีสักกี่คนที่ฉวยสิ่งเหล่านั้นได้ ยังไม่ต้องนับว่าหากพูดกันในบริบทสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โอกาส รายได้ และคอนเน็กชั่นแบบไทย
เอาแค่คนที่มีตังค์จ่ายเวอร์ชั่นล้ำกว่าก็ได้ผลที่แตกต่างกว่าคนที่ไม่มีเงินแล้ว ยังมีความต่างอีกหลายชั้น ไม่ว่าโอกาสในการเรียนรู้ สังคมที่แต่ละคนใช้ชีวิต ฯลฯ
จะดิ้นรนพยายามเพียงใด ทุกคนล้วนอยู่ในสมการของระบบนี้ นั่นคือ “ไร้ประสิทธิภาพคัดออก” แต่มันโหดขึ้นเพราะไม่ได้เปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ อีกต่อไป เรากำลังถูกเปรียบเทียบกับ “เพื่อนร่วมงานที่ไม่เหนื่อยไม่เบื่อ และเชื่อมโยงทักษะและข้อมูลได้ในระดับเครือข่ายปัญญาทั่วโลก”-ไม่แปลกที่เราจะโดนคัดออก
7
เมื่อเทคโนโลยีถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อ “ลดคน” ตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์ นี่คือช่วงเวลาที่โหดร้ายสำหรับพนักงานทุกหมู่เหล่า แม้คนสายเทคอาจพูดถึงมันในแง่ดีว่า เทคโนโลยีถูกคิดขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น แต่มุมแบบนี้มันเป็นแค่ความจริงครึ่งเดียว
เทคโนโลยีนั้นต้องลงทุน และต้องการถอนทุนคืนอยู่แล้ว มันคือสินค้า มันคือการค้ากำไร มันคือการแข่งขัน และมันไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อน
เอไอมันไม่ได้ชั่วร้ายหรือใจร้าย และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัว เพราะมันเพียงแค่เป็นในแบบที่มันเป็น มันแค่ทำในสิ่งที่มันทำได้ มันทำโดยไม่ได้ตั้งใจจะแข่งขันกับมนุษย์ด้วยซ้ำ
8
หากเราจะขุดไปถึง prompt ที่ลึกที่สุดของเอไอ มันจะเป็นคำสั่งว่าอะไร? ผมแอบคิดว่า มันคือ prompt ที่ถูกเขียนว่า “ทำยังไงจึงจะลดคนได้มากที่สุด” แล้วมันก็ดำเนินไปด้วยเป้าหมายนี้
มันไม่ได้ถูกตั้งโปรแกรมมาให้เป็นศัตรูของมนุษย์ แต่โดยธรรมชาติของมันเหมือนจะถูกสร้างมาเพื่อกำจัดมนุษย์ มิใช่เอาปืนมายิงทิ้ง แต่คือเบียดขับมนุษย์ออกไปจากระบบงาน เพื่อให้นายจ้าง “จ้าง” มันแทน “จ่าย” ให้มันแทน ส่วนโจทย์ว่า ถ้ามนุษย์ตกงานกันหมดแล้วใครจะเอาเงินมาซื้อของหรือเสียภาษี ผมว่าเป็นสิ่งที่คนโปรเอไออาจเชื่อว่า เดี๋ยวเอไอผู้ชาญฉลาดจะช่วยเราคิดหาคำตอบได้เอง
9
ในตำนานโบราณมักมีเรื่องเล่าขานประเภทที่มี “กล่องต้องห้าม” ไม่ให้เปิดออกดู แต่ถ้าเปิดออกมาแล้วปีศาจตัวนั้นจะออกมาอาละวาดจนโลกป่วน แล้วมันจะไม่มีวันกลับลงกล่องอีก
ขอให้ทุกคนโชคดีครับ
