ใบไม้ร่วงที่กรุงปราก | เรื่องสั้น : ส.เทพรำเพย
1.
ปี ค.ศ.1993 ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีปลายเดือนตุลาคม
รถบัสแล่นออกจากหน้ามหาวิทยาลัยมิวนิก เมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย ทางภาคใต้ของประเทศเยอรมนีไปทางตะวันออกและเฉียงขึ้นไปทางเหนือ…มุ่งหน้าตรงไปยังชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่สาธารณรัฐเช็ก นักศึกษาทุกคนต้องไปขึ้นรถก่อนเจ็ดนาฬิกา และจะถึงจุดหมายปลายทางที่กรุงปรากซึ่งเป็นเมืองหลวงใกล้ๆ ตอนเที่ยงวัน
มารินสากับเพื่อนๆ เดินทางไปทัศนศึกษาวิชาการออกแบบและการจัดฉากในโรงละคร เธอชอบการละครและการแสดงตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมในประเทศไทย เคยได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนไปแสดงละครที่ยุโรปมาแล้ว จึงเลือกเรียนตามที่ใจปรารถนาและวาดหวังไว้ แม้พี่สาวจะทัดทานไม่เห็นด้วย แต่น้องสาวอย่างเธอก็ดื้อเงียบและเข้าเรียนจนได้
ระหว่างที่รถแล่นเร็วบนถนนออโตบาห์นหรือทางด่วน มารินสานึกถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่มาจากกรุงปราก…และเป็นผู้ชายเช็กคนแรกที่เธอรู้จัก สี่ปีก่อน คือปี ค.ศ.1989 เธอเดินทางมาอยู่กับพี่สาวซึ่งแต่งงานกับหนุ่มบาเยิร์นที่มิวนิก มารินสาต้องเรียนภาษาเยอรมันเพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ที่นั่นเองเธอได้รู้จักฟรันทซ์ หนุ่มเช็กอบอุ่นและมีความเป็นผู้นำ ที่เธอไม่อาจลืมเขาได้ รูปร่างชายหนุ่มสูง แข้งขาแข็งแรงอย่างคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ อกผายไหล่ผึ่ง ใบหน้าเรียวยาวกับจมูกโด่งเหมือนสันเขาสูงที่ทอดตัวจากบนลงล่าง ปลายจมูกเชิดนิดๆ อย่างอหังการ์เย่อหยิ่ง ดวงตาสีฟ้าอ่อนหม่นๆ อย่างคนมีความในใจซ่อนลึกดิ่งดำยิ่งกว่าจุดลึกสุดของมหาสมุทรที่พอจะหยั่งถึงได้ แต่สำหรับฟรันทซ์ ยากที่จะหยั่งถึงได้ง่ายๆ
วันแรกๆ ที่ได้เจอกันในห้องเรียนภาษาเยอรมัน หญิงสาวจากประเทศไทยไม่ค่อยชอบหน้าฟรันทซ์สักเท่าไรนัก ไม่เพียงแต่เธอ ยังมีอีกหลายคนที่มีความรู้สึกในด้านลบกับหนุ่มเช็กทั้งๆ ที่เขาไม่เสวนาพูดคุยกับใครๆ ก็ทำให้เกิดอาการขวางหูขวางตาขึ้นมาได้อย่างแปลกประหลาด ท่าทางหยิ่งไม่สนใจผู้ใด เขาไม่ยิ้ม…ไม่ทักทายกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่มาจากทั่วโลก มารินสาจะสนิทกับซอนญ่าที่มาจากบราซิลและโซเนียจากโมร็อกโก ทั้งสามจะไปกินข้าวด้วยกัน เดินเที่ยวด้วยกันในยามว่าง
ฟรันทซ์เลือกที่นั่งอยู่หลังห้องเรียน ไม่วิสาสะกับใครๆ ท่าทางเย่อหยิ่งและไม่เป็นมิตรจนเพื่อนๆ หมั่นไส้ ไม่มีใครอยากเข้าไปใกล้หรือพูดคุยด้วย เขาเงียบขรึมเหมือนซ่อนความลับไว้มากมายอยู่ในใจและดวงตาเศร้าๆ เหงาๆ คู่นั้น ไม่ต้องการให้คนอื่นล่วงรู้ถึงเรื่องราวที่เก็บงำซ่อนไว้
ดวงตาเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นของชายหนุ่มทำให้เธอนึกถึงเพื่อนชายอีกคนชื่อ “จิตร” ที่เคยเรียนหนังสือด้วยกันมาในเมืองไทย
แล้วมิตรภาพระหว่างฟรันทซ์กับมารินสาก็เบ่งบานขึ้นมาจนได้
วันหนึ่งหลังเลิกเรียนในช่วงบ่ายที่สามสาวไปเดินหาซื้อของในห้างสรรพสินค้า ต่างเลือกดูของในมุมลดราคาพิเศษหน้าร้อน โซเนียไม่ระวังตัว มือไปปัดถูกแก้วใบหนึ่งตกแตก คนขายต้องการให้ชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งสามตกใจทำอะไรไม่ถูก แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นราวกับเสียงสวรรค์มาช่วยเอาไว้
“ไม่ต้องจ่าย เพราะไม่มีเจตนาทำลายข้าวของเสียหาย มันเป็นอุบัติเหตุ”
เมื่อหันหน้าไปตามเสียงนั้นก็ต้องแปลกใจ เป็นฟรันทซ์นั่นเอง เขาปรี่ตรงเข้ามาช่วยเหลือสามสาวทั้งๆ ที่อยู่ในห้องเรียนไม่เคยพูดคุยกัน
“ข้าวของสินค้าในห้างมีการประกันไว้แล้ว เมื่อเกิดความเสียหายที่มิได้ตั้งใจก็ทำเรื่องเรียกร้องกับทางประกันได้” ชายหนุ่มให้เหตุผลที่คนต่างชาติต่างภาษาไม่เคยรู้เรื่องและไม่เข้าใจ…โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายและสิทธิอันพึงมี ฟรันทซ์เข้ามาปกป้องทันทีที่เห็นความไม่เป็นธรรม
มารินสานึกถึงจิตรเพื่อนวัยมัธยมที่รักษาสิทธิ์ของเพื่อนๆ ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ เขาจะเรียกร้องความเป็นธรรมและความเสมอภาคให้ทุกครั้งที่ดูแล้วไม่เป็นธรรม ทั้งสองมีความคิดที่คล้ายๆ กัน
สามสาวรอดตัวไปได้เพราะชายที่นั่งเงียบอยู่หลังห้อง…ชายที่ไม่มีใครสนใจ เห็นเขาไม่พูดไม่จา เมื่อได้พูด…ฟรันทซ์พูดด้วยท่าทางอย่างผู้นำและมีความมั่นใจเหมือนจิตรไม่มีผิดเพี้ยน จนมารินสานึกไม่ถึง
เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้ว มารินสาถึงได้รู้ความเป็นมาของชายหนุ่ม เขาอายุมากกว่าเธอห้าปี พ่อบังคับให้เขาต้องจากบ้านเกิดที่กรุงปรากมาพักอยู่กับญาติและเรียนภาษาเยอรมันที่มิวนิก
“พ่อเป็นคนตั้งชื่อให้ผมว่าฟรันทซ์ เพราะพ่อชอบนักเขียนฟรันทซ์ คาฟคา มาก คาฟคาเป็นนักเขียนเช็กหัวก้าวหน้าและเป็นแบบอย่างให้กับนักเขียนยุคหลังๆ เขาเป็นคนเชื้อสายยิว เกิดในครอบครัวพูดภาษาเยอรมันที่กรุงปราก พ่ออยากให้ผมพูดเยอรมันได้บ้าง จริงๆ พ่อคิดไกลกว่านั้น พ่อไม่อยากให้ผมไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและประเทศชาติจึงส่งผมมาอยู่กับญาติ ผมอยากกลับบ้าน เพราะยังมีหน้าที่สำคัญ…ที่ต้องทำ พ่อคิดจะส่งผมมาที่เยอรมนีแล้วทุกอย่างจะจบลงและเป็นไปอย่างที่พ่อต้องการเหรอ ไม่มีวันเสียละ” เขาเน้นเสียงตอนท้ายหนักแน่นและจริงจัง ดวงตาเป็นประกายอย่างคนสู้ชีวิต ไม่ยอมแพ้หรือย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง
มารินสาไม่กล้าถามถึงหน้าที่สำคัญของเขา ปล่อยให้เป็นปริศนาอยู่ในใจ
2.
“คุณมาจากประเทศไทย ไกลเหลือเกิน ผมไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับประเทศไทยเลย”
“ถ้าคุณไปเมืองไทย ฉันจะพาคุณไปเที่ยว ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ มีวัดวาอารามสวยงามมากมาย เหมือนที่นี่ที่มีโบสถ์วิหารอยู่ทั่วทุกเมือง” มารินสาบอกและยิ้มกว้างให้อีกฝ่าย
“บ้านผมก็มีที่เที่ยวมากเหมือนกัน เช็กเกียติดกับเยอรมนีเลย ไปง่ายกว่าไปเมืองไทยเสียอีก ผมจะพาคุณไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ในกรุงปราก” ฟรันทซ์ยิ้มจนเห็นฟันขาวเรียงตัวสวย ดวงตาสีฟ้าอ่อนเศร้าๆหยอกล้อกับสีฟ้าสว่างใสบนท้องฟ้า ผมสีกาแฟตัดสั้นรับกับใบหน้าเรียวยาวมองดูหล่อและเท่ไม่เบา
วันอาทิตย์ที่ไม่ได้เข้าเรียน ฟรันทซ์ชวนมารินสาออกไปเดินเล่นในเมือง ฝ่ายหญิงอยากไปดูหอนาฬิกาที่ศาลาว่าการตรงจัตุรัสมาเรียน พอเวลาสิบเอ็ดนาฬิกา เสียงดนตรีก็ดังขึ้นพร้อมๆ กับตัวละครออกมาหมุนเต้นระบำ แล้วมีอัศวินออกมาประชันทวนบนหลังม้า ผู้คนต่างแหงนหน้ามองดูด้วยรอยยิ้มจางๆ ท่ามกลางความเปรมปรีดิ์เหมือนหน้ามุขหอนาฬิกาโปรยปรายความสุขไปทั่วจัตุรัสแห่งนั้น
“หากคุณไปกรุงปราก ผมจะพาคุณไปที่จัตุรัสเมืองเก่า ไปชมนาฬิกาดาราศาสตร์คู่บ้านคู่เมืองของเรา มีอายุเก่าแก่กว่าหกร้อยปี บนหน้าปัดนาฬิกาจะแสดงวงโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ หน้าปัดล่างจะบอกเดือนในปัจจุบัน ด้านบนสุดจะมีรูปปั้นสาวกของพระเยซูทั้งสิบสององค์ ตั้งแต่เวลาเก้าโมงเช้าถึงสามทุ่ม ทุกชั่วโมงเสียงนาฬิกาจะดังขึ้น ผู้คนหลั่งไหลกันมาทั่วสารทิศยืนออกันอยู่ตรงจัตุรัสแห่งนั้น ต่างแหงนหน้ามองดูรูปปั้นอื่นๆ เคลื่อนตัวออกมา แล้วจะเห็นเหล่าสาวกของพระเยซูเคลื่อนไหวบ้าง ที่นั่นก็มีเสน่ห์ไม่แพ้เมืองอื่นๆ ในยุโรปหรอก” น้ำเสียงของหนุ่มเช็กฟังดูอบอุ่นและภาคภูมิใจในบ้านเกิดเต็มเปี่ยมในหัวใจ
ทุกครั้งที่ฟรันทซ์พูดถึงบ้านเมืองของเขาเอง มารินสาพอจะรู้ว่าเขารักในประเทศชาติและบ้านเกิดอย่างเต็มหัวใจ…เหมือนกับที่จิตรรักประเทศไทยไม่ยิ่งหย่อนหรือน้อยไปกว่ากัน…และตัวเธอด้วย
พอบ่ายทั้งสองไปเดินเล่นที่ตลาดโฟลห์มาร์ทหรือตลาดขายของมือสอง มารินสาชอบดูชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน พ่อค้าแม่ขายนำของที่ไม่ได้ใช้แล้วมาขาย มีของแปลกๆ ของบางอย่างยังดูใหม่และราคาก็ถูกกว่าในร้านค้า คนสนใจออกมาเดินหาของกันขวักไขว่
“เครื่องแก้วแจกันใบนี้สวยจัง” มารินสาอดชมความงามของแจกันสีน้ำเงินเข้มไม่ได้
“นั่นเป็นเครื่องแก้วโบฮีเมียนชั้นดีที่มีชื่อเสียงจากบ้านของผมที่เช็กเกีย” น้ำเสียงของชายหนุ่มพูดด้วยความภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย
“ฉันเคยได้ยินชื่อโบฮีเมีย” มารินสาเอ่ยขึ้นเนิบช้าและจ้องมองชายหนุ่ม
พอเห็นสีหน้าอีกฝ่าย ฟรันทซ์รู้ทันทีว่าเธอต้องการคำอธิบาย มารินสาคิดไม่ถึงว่าเพียงแจกันใบเดียว เธอได้รับรู้ประวัติดินแดนแห่งเรื่องราวความเป็นไปของประเทศเล็กๆ ใจกลางทวีปยุโรป
“โบฮีเมียเป็นชื่อเก่าของประเทศเราพี่น้องเช็ก เคยตกอยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิออสเตรียและฮังการี พอหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบลง ออสเตรียพ่ายแพ้สงคราม แทนที่พวกเราจะได้อิสรภาพปกครองดูแลกันเอง แต่กลับถูกเอาไปผนวกรวมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสโลวัก กลายเป็นประเทศเชโกสโลวาเกีย” น้ำเสียงของฟรันทซ์ฟังดูเจ็บปวด เหมือนในใจเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ
มารินสาเงียบไป จ้องมองดวงตาโศกคู่นั้น อยากเข้าไปนั่งในใจของชายหนุ่ม และหายาแรงชั้นดีมาเยียวยารักษาอีกฝ่ายให้หายฟื้นคืน…ให้ดวงใจอิ่มเอมเป็นสุข ไม่จมอยู่ในทะเลแห่งความทุกข์เศร้าหมอง
“ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง พวกเราถูกนาซีเยอรมันเข้าไปควบคุมอีก จนพวกเราไม่รู้จักคำว่าอิสระและเสรีภาพ พอสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ประเทศของพวกเราต้องกลายเป็นรัฐคอมมิวนิสต์อยู่ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียต พี่น้องชาวเช็กหวังว่าสักวันจะได้เสรีภาพอันสวยงาม พวกเราจะดูแลและช่วยเหลือกันเอง” ฟรันทซ์ยิ้มน้อยๆ รอยยิ้มนั้นมีความหวังเปี่ยมล้น
พอจบชั้นเรียนภาษาพื้นฐานเบื้องต้นจะขึ้นระดับกลาง ฟรันทซ์บอกกับมารินสาว่าจะไม่เรียนต่อ เขาอยากกลับบ้านเกิด จะขัดใจพ่อ ยอมเป็นลูกไม่รักดีของพ่อ อยากไปทำหน้าที่สำคัญเพื่อประเทศชาติ ต่างแลกที่อยู่ของกันและกัน กลับไปไม่นาน ฟรันทซ์ส่งโปสต์การ์ดรูปเมืองเล็กๆ น่ารัก บ้านช่องเรียงเป็นแถวยาวทาสีอ่อนชวนมองสบายตาและสบายใจ โบสถ์ศิลปะกอทิกมียอดแหลมสูงเสียดฟ้า พร้อมข้อความสั้นๆ
“ตอนนี้ผมอยู่ที่เมืองเช็สกีกรุมล็อฟทางภาคใต้ของเช็กเกีย เป็นเมืองท่องเที่ยวสวยงาม สักวันหนึ่งผมจะชวนคุณมาเที่ยวที่เมืองนี้ ตอนนี้ถึงเวลาที่ผมจะต้องไปทำงานกับเพื่อนๆ แล้วครับ”
3.
ปลายเดือนพฤศจิกายนในปีนั้น มารินสาได้รับโปสต์การ์ดรูปสะพานชาร์ลส์อันสง่างามทอดตัวข้ามแม่น้ำวัลตาวาสายยาวที่สุดของเช็กเกียและเป็นแม่น้ำแห่งชาติที่กรุงปรากจากฟรันทซ์ มีข้อความว่า
“ดีใจกับประเทศเยอรมนีที่กำแพงเบอร์ลินได้ถูกทลายลงแล้ว เยอรมนีตะวันตกและตะวันออกรวมเป็นหนึ่งเดียว เสรีภาพเบ่งบานเหมือนดอกไม้ เพื่อนๆ และผมก็รอคอยวันนั้นเช่นกัน”
จากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ เธอก็ได้รับจดหมายจากประเทศไทย เป็นจิตรเองที่เขียนมาถึง
“ผมได้เรียนคณะรัฐศาสตร์จนได้ ตอนนี้อยู่ปีหนึ่งเทอมสองแล้ว ตั้งใจจะเรียนด้านการปกครอง ผมเกิดอยู่อำเภอเล็กๆ ภาคกลางริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่คิดว่าจะได้เรียนที่แม่น้ำสายเดียวกันอีก พอเห็นแม่น้ำแล้วทำให้คิดถึงบ้านเกิด คิดถึงพี่น้องที่กรำงานหนักกลางทุ่งกลางไร่ ตั้งแต่ก่อนรุ่นปู่ย่าตายาย พวกเราปลูกข้าวมาหลายชั่วอายุคน มีส่วนเลี้ยงคนในประเทศมาอย่างยาวนาน แต่ก็ไม่เคยร่ำรวยเงินทองสักที”
มารินสานึกถึงหนุ่มผิวคล้ำแดด รูปร่างแข็งแรงสูงใหญ่กว่าเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน ดวงตากลมโตมีแววเศร้านิดๆ เหมือนกับฟรันทซ์ แต่ยามยิ้ม…เขาก็ยิ้มเต็มปากจนโลกสว่างไสวได้เหมือนกัน ยามพูดก็พูดอย่างอาจหาญ มีหลักการและเหตุผลตรงไปตรงมาด้วยลักษณะของผู้นำที่ดี ทั้งรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนพ้องด้วย จิตรเคยบอกว่าปู่เป็นคนตั้งชื่อให้เขา เพราะปู่ชื่นชอบ “จิตร ภูมิศักดิ์” ที่เป็นนักคิดนักเขียนหัวก้าวหน้า รักความยุติธรรม ไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบและถูกกดขี่
มกราคม ค.ศ.1990 ฟรันทซ์ส่งจดหมายและแนบรูปหอนาฬิกาอันโอ่อ่ากลางกรุงปรากมาถึงเธอ
“อากาศปีนี้หนาวเหลือเกิน แต่ก็อุ่นใจที่ความเคลื่อนไหวและการปฏิบัติหน้าที่สำคัญได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นตอนปลายปีที่ผ่านมา คุณอาจได้ยินการเดินขบวนในประเทศของเราที่ปราศจากความรุนแรงและผ่านไปด้วยดี ต่างเรียกความเคลื่อนไหวนี้ว่า “ปฏิวัติกำมะหยี่” ระบอบผูกขาดพรรคเดียวของคอมมิวนิสต์จบลงแล้ว พวกเราจะมาช่วยกันบูรณะและสร้างชาติกัน สวัสดีจากกรุงปราก”
บางครั้งฟรันทซ์ก็เงียบหายไปหลายเดือน ว่างๆ มารินสาต้องเอาโปสต์การ์ดและจดหมายของชายหนุ่มมาอ่านซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า มองดูรูปบ้านเมืองสวยๆ พลางคิดว่าเขาไปอยู่ที่ไหนแล้ว…และทำอะไรอยู่ เขาได้ทำ “หน้าที่สำคัญ” สำเร็จลุล่วงไปแล้วหรือยังหนอ เธอเรียนภาษาเยอรมันอยู่ถึงสองปีกว่าจะพูดฟังโต้ตอบและสื่อสารได้ ซึ่งยังไม่เต็มร้อยเสียทีเดียว แล้วมารินสาก็สอบเข้าเรียนคณะการแสดงได้ เธอดีใจ เขียนจดหมายไปเล่าให้ฟรันทซ์ฟัง ครั้งนี้เขาตอบกลับมาทันที
“ดีใจกับคุณที่ได้เรียนในคณะวิชาที่ต้องการ คุณเคยบอกว่าชอบการละครการแสดง ชอบทำฉาก ตอนนี้คุณได้สมความตั้งใจแล้ว ผมยังจำวันที่เราไปดูละครโรงเล็กในมิวนิกได้ วันนั้นที่นั่งถูกจองจนเต็มและเป็นรอบสุดท้าย แต่ในที่สุดผมก็พาคุณเข้าไปดูละครจนได้ในราคาตั๋วยืนตรงบันไดข้างๆ ผมยืนจนขาเมื่อยไปหมด แต่คุณกลับยิ้มแย้มมีความสุขกับตัวละครที่โลดแล่นอยู่บนเวที เป็นภาพที่ผมไม่มีวันลืมเลย ที่กรุงปรากมีโรงละครเล็กๆ หลายแห่ง โมสาร์ทผู้อัจฉริยะทางดนตรีก็เคยมาเปิดการแสดงละครร้องหรือโอเปร่าที่กรุงปรากเหมือนกัน ถ้าคุณมาเที่ยว ผมจะพาไปดูละครด้วยกัน สู้ๆ ต่อไป ทำให้สำเร็จ ซึ่งผมก็ต้องพยายามทำหน้าที่สำคัญให้สำเร็จเช่นกัน”
จากจดหมายฉบับนั้นฟรันทซ์ก็เงียบหายไปนาน ขณะที่มารินสาเรียนหนัก
ต่างเงียบหายไปกับกระแสกาลเวลาที่ผ่านไปไม่หยุดนิ่ง…และไม่เคยรอคอยผู้ใดราวสายน้ำไหล
4.
มกราคม พ.ศ.2535 หรือปี ค.ศ.1992 จิตรส่งจดหมายมาถึงเธอ
“ปีหน้าผมก็จะจบแล้ว เป็นปีสุดท้ายที่จะได้ทำกิจกรรมออกค่ายพัฒนาหมู่บ้านห่างไกล ผมเรียนด้านการปกครอง หากจบแล้วผมอยากไปทำงานตามต่างจังหวัด อยากช่วยเหลือชาวบ้านที่มีความเป็นอยู่ยากลำบาก ซึ่งยังไม่ได้รับการดูแลและพัฒนาอีกมาก พูดไปมันเหมือนเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ หรือเป็นอุดมการณ์ที่ยากจะทำให้สำเร็จได้ ถ้าไม่คิดริเริ่มมันก็เป็นแค่ความฝัน ผมจะพยายามต่อไป ดีใจด้วยที่มารินสาได้เข้าเรียนด้านการละครจนได้ หวังว่าสักวันจะได้ดูละครที่เธอมีส่วนร่วมด้วย”
เมษายนในปีนั้นเอง มารินสาเห็นข่าวการเมืองในประเทศไทยวุ่นวายหน้าสิ่วหน้าขวาน มีผู้คนออกมาชุมนุมต่อต้านขับไล่ทหารพลเอกที่เคยพูดว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สุดท้ายก็ตระบัดสัตย์กลับลำมารับเสียเอง ซึ่งประชาชนและนักศึกษาไม่พอใจอย่างมาก ออกมาเดินขบวนต่อต้านคัดค้านการเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ มีการอดอาหารประท้วง เหตุการณ์ร้อนระอุรับฤดูร้อนเดือนปีใหม่ไทย
จิตรเงียบหายไป เขาคงเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ มารินสานึกอยู่ในใจว่า เพื่อนคงเข้าไปร่วมขบวนการคัดค้านอย่างแน่นอน ภาพของจิตรลอยเด่นขึ้นมาทันที ท่าทางมุ่งมั่นจะพูดคุยและหักล้างกันด้วยเหตุผล พร้อมจะเดินนำหน้าเป็นหัวหอกอย่างไม่เกรงกลัวใดๆ เธอได้แต่หวังว่าขออย่าให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายรุนแรงกับจิตรเลย
พฤษภาคมเดือนแห่งการแตกหักและสูญเสีย ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอก ฝ่ายประท้วงมีแกนนำที่แข็งแกร่ง ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ยอมอ่อนข้อ จนนำไปสู่เหตุการณ์ปราบปรามและปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกับประชาชนผู้ชุมนุม มีผู้เสียชีวิตหลักหลายร้อยคนและผู้บาดเจ็บนับพันคน
มารินสาอึ้งไปเมื่อเพื่อนบอกว่าจิตรเสียชีวิตในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ในครั้งนั้นด้วย
5.
มกราคม ค.ศ.1993 หลังจากปฏิวัติกำมะหยี่ประเทศเชโกสโลวาเกียได้แยกเป็นสองประเทศคือ สาธารณรัฐเช็กหรือเช็กเกียและสโลวักหรือสโลวาเกีย ต่างเป็นอิสระและปลดแอกจากระบอบคอมมิวนิสต์ คนเช็กได้เฉลิมฉลองกันอย่างมีความสุข
มารินสาเขียนจดหมายไปแสดงความยินดี ทั้งพอเดาได้ว่า “หน้าที่สำคัญ” ที่ไม่เคยเปิดเผยของฟรันทซ์คืออะไร เขาเขียนตอบกลับมาเช่นกัน
“พี่น้องเพื่อนๆ เช็กและผมได้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญเพื่อชาติได้สำเร็จแล้ว พวกเราได้ประเทศชาติกลับคืนมา ประเทศเหมือนต้นไม้ ประชาชนพลเมืองก็เหมือนกิ่งก้านและใบไม้ พวกเราจะคอยบำรุงรักษาหล่อเลี้ยงต้นไม้ให้เติบใหญ่และหยั่งรากลึกอย่างมั่นคง หลังจากรอคอยอิสรภาพมานานเหลือเกินแล้ว พวกเราก็ได้กลับคืนมา ต่างปีติและปลาบปลื้มใจกันถ้วนหน้า”
“ผมอยากเจอคุณจังเลย”
6.
ปี ค.ศ.1993 ฤดูใบไม้ร่วงปลายเดือนตุลาคม
รถบัสพาทุกคนไปถึงกรุงปรากตอนเที่ยง อาจารย์ปล่อยให้นักศึกษามีเวลาว่างตลอดบ่ายเพื่อเดินเที่ยวและพักผ่อน มารินสาเตรียมที่อยู่ของฟรันทซ์มาด้วย เธอไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ต้องการทำ “เซอร์ไพรส์” เพื่อนชายเช็ก อยากให้เขาแปลกใจและคิดไม่ถึงว่าเธอจะไปหาเขาที่บ้าน
ท้องฟ้าปลายเดือนตุลาคมไม่สว่างใสเป็นสีฟ้าอย่างหน้าร้อน บัดนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี อากาศเริ่มเย็นขึ้น บรรยากาศอึมครึม ฟ้าสลัวมัวหม่นเหมือนม่านสีเทาผืนใหญ่ประดับอยู่เบื้องบน มองดูเศร้าหม่นอย่างไรชอบกล
มารินสาตรงไปตามที่อยู่ เดินข้ามสะพานชาร์ลส์สร้างด้วยหินแข็งแรงเก่าแก่กว่า 600 ปีที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน สองฟากฝั่งสะพานมีรูปปั้นของพระเยซูและนักบุญราว 30 รูปยืนเรียงรายอย่างมีมนตร์ขลัง เบื้องล่างแม่น้ำวัลตาวาสายน้ำใหญ่ดุจสายเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงคนเช็กมาตลอดไหลแรงอย่างไม่ย่อท้อเหมือนกับฟรันทซ์ที่ไม่เคยท้อถอยกับปัญหาและอุปสรรค หญิงสาวเดินฝ่าม่านหมอกขาวปะทะใบหน้าจนรับรู้ถึงละอองน้ำฉ่ำเย็น
เสียงเพลงขับขานไพเราะจับใจดังลอยลมมาจากนักร้องสาวในโลกมืดยืนโดดเด่นอยู่กลางสะพาน น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยพลังราวภูเขาไฟคุกรุ่น เธอกำลังขับร้องเพลง Habanera จากละครร้องเรื่อง Carmen มารินสาหยุดฟังเธอร้องจนจบและปรบมือชื่นชมด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ
คนแปลกหน้าของกรุงปรากยืนอยู่หน้าบ้านก่อนจะกดกริ่ง สักพักหญิงสาววัยไล่เลี่ยกับผู้มาเยือนก็เปิดประตูออกมา
“สวัสดีค่ะ ฉันมาพบฟรันทซ์” มารินสาเอ่ยขึ้นพลางยิ้มให้อีกฝ่าย
“คุณต้องเป็นคนไทยคนนั้นแน่เลย ฟรันทซ์พี่ชายฉันพูดถึงคุณอยู่บ่อยๆ เชิญเข้ามาในบ้านก่อนค่ะ” น้องสาวฟรันทซ์เชื้อเชิญ ใบหน้าของเธอดูเศร้าสร้อย ดวงตาหม่นเศร้าพอๆ กับพี่ชาย
เมื่อก้าวเข้าไปในบ้าน มารินสาถึงกับอึ้งไปเพราะเห็นรูปฟรันทซ์ตั้งอยู่ในมุมหนึ่ง เพียงแค่นั้นต่อมน้ำตาพร้อมจะทำงานในบัดดล ก้อนสะอื้นวิ่งแล่นขึ้นมาจุกอก เธอเกือบจะปล่อยโฮร้องไห้ออกมา
“คุณมาช้าไป พี่ชายของฉันจากไปเมื่อเดือนก่อน เขาเดินทางไปที่โมราเวียที่อยู่ทางตะวันออกของเช็กเกีย ไปพบปะสังสรรค์เพื่อนฝูงร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ตอนกลับเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึงกับเสียชีวิต” คำพูดของน้องสาวฟรันทซ์สร้างความ “เซอร์ไพรส์” กับผู้มาเยือนจนพูดไม่ออก
มารินสาเดินกลับไปด้วยความรู้สึกเศร้าสลดและหดหู่…สุดแสนจะเสียใจ มองดูต้นไม้สองข้างทาง บางต้นใบยังเขียว บ้างเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มและสีน้ำตาล กำแพงบางแห่งไม้เลื้อยเกาะแน่นเปลี่ยนใบเป็นสีแดงโบกไหวๆ พร้อมกันตามแรงลม…เหมือนจะทักทายและหยอกล้อผู้คนที่เดินผ่านไปมา
ลมเย็นของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีพัดกรูเดินทางมาแสนไกล…ระลอกแล้วระลอกเล่า ใบไม้เริ่มร่วงเกลื่อนกล่นม้วนพลิกใบไปมาหลายตลบตามกระแสแรงลม….ปลิวว่อนไปตามพื้น บ้างก็ไปกองรวมตัวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หยั่งรากลึกแข็งแกร่งเพื่อเป็นปุ๋ยหล่อเลี้ยงให้มั่นคงทอดเงาร่มรื่นสืบไปตราบนานเท่านาน
แล้วใบไม้ใบหนึ่งปลิดปลิวร่วงหล่นลงบนพื้นแผ่นดินแม่อย่างทระนงและเปี่ยมศักดิ์ศรี
