สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
คําสั่งของศาลปกครองสูงสุดให้ระงับโครงการเหมืองแร่ถ่านหินบ้านกะเบอะดิน ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยืนตามคำสั่งของศาลปกครองเชียงใหม่ที่เห็นว่า กระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ของบริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด เจ้าของเหมือง ไม่ถูกต้อง อาจจะเกิดผลกระทบกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนใกล้เคียงต่อเนื่องเป็นเวลานาน
คดีนี้เป็นการตอกย้ำถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในกระบวนการทำอีไอเอของบ้านเราในทางลบๆ หรือเรียกง่ายๆ ว่า รายงานอีไอเอส่วนใหญ่มักเอียงข้างนายทุนและผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจมากกว่าคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือผู้คน
ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่ปี 2543 ในเวลานั้นบริษัท 99 ธุวานนท์ ยื่นขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เนื้อที่ราว 280 ไร่ ผลสำรวจถ่านหินมีอยู่ประมาณ 7 แสนตันเศษๆ ถ่านหินที่ขุดนำไปเป็นเชื้อเพลิงโรงปูนซีเมนต์ที่ จ.ลำปาง
ระหว่างนั้นบริษัทต้องจัดทำประชาคม การรับฟังความคิดเห็น และจัดทำรายงานอีไอเอซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบในทางลบต่อสิ่งแวดล้อม ติดตามเฝ้าระวังผลกระทบจากโครงการที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
เมื่อทำรายงานอีไอเอเสร็จแล้ว บริษัทฯ ไปยื่นขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการชำนาญการรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทางคณะกรรมการชำนาญการฯ เห็นชอบเมื่อปี 2554
แต่ชาวกะเบอะดินข้องใจกระบวนการทำประชาคมและอีไอเอไม่โปร่งใสในหลายๆ เรื่อง เช่น ไม่มีการชี้แจงผลกระทบจากการทำเหมืองถ่านหิน มีเพียงโฆษณาว่าจะมีไฟฟ้าและถนนเข้ามาในหมู่บ้าน หนังสือที่ให้ชาวบ้านเซ็นยินยอมเปิดเผยข้อมูล ไม่ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากชาวกะเบอะดินส่วนใหญ่เป็นชาวปกากะญอ บางคนพูดหรือเขียนภาษาไทยไม่ได้ แต่ปรากฏชื่อเซ็นยินยอมในรายงานอีไอเอ
เมื่อข้อมูลไม่ถูกต้องเช่นนี้ ชาวบ้านเห็นว่าถ้ารัฐอนุญาตให้เปิดเหมืองถ่านหินจะเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตและชุมชน จึงรวมตัวกันคัดค้านและยื่นหนังสือถึงนายอำเภออมก๋อยขอให้ยุติโครงการ แต่ไม่เป็นผล ทางตัวแทนชุมชนจึงยื่นเรื่องไปยังศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อเดือนเมษายน 2565 ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับโครงการเหมืองถ่านหินอมก๋อยในเดือนกันยายน 2565 ใน 2 ประเด็น
1. รายงานอีไอเอของโครงการเหมืองถ่านหินไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังเช่น อีไอเอระบุให้ปิดกั้นทำลายและเบี่ยงเบนทางน้ำสาธารณะในพื้นที่เหมือง แต่ไม่ประเมินผลกระทบต่อการใช้น้ำของชุมชน
นอกจากนี้ยังขาดการประเมินผลกระทบมลพิษจากถ่านหินต่อดิน น้ำใต้ดิน น้ำผิวดินและอากาศ และมติของคณะผู้ชำนาญการฯ ที่เห็นชอบรายงานอีไอเอน่าจะมีปัญหาในการใช้ดุลพินิจ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยืนยันนำรายชื่อชาวบ้านที่เป็นเท็จไปประกอบการทำรายงานอีไอเอเพื่อขอประทานบัตรขัดต่อสิทธิมนุษยชน
2. เจ้าของโครงการนำรายงานอีไอเอไปยื่นขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่แล้ว ขั้นตอนอยู่ในมือของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หากในระหว่างการพิจารณาของศาล เจ้าหน้าที่ประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่ได้ อาจทำให้เกิดผลต่อสิ่งแวดล้อมเสียหายร้ายแรงยากต่อการแก้ไขเยียวยาในภายหลัง

หลังจากนั้นชาวบ้านกะเบอะดินเวลารอฟังคำพิพากษาจากศาลปกครองสูงสุดอีก 4 ปี ถึงจะมีคำสั่งให้ยืนตามศาลชั้นต้น
นักสิ่งแวดล้อมมองว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวอาจถือเป็นบรรทัดฐานในการตัดไฟแต่ต้นลมและยังเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า กระบวนการจัดทำรายงานอีไอเอนั้นต้องมีความโปร่งใส แม่นยำตรวจสอบเชื่อถือได้ และประชาชนต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
เพราะถ้าปล่อยผ่านรายงานอีไอเอ เจ้าของเหมืองเดินหน้าลุยขุดเหมืองถ่านหินอย่างแน่นอน หากเกิดผลกระทบ เช่น มีการปล่อยน้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพความเป็นกรดทำลายระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ โอกาสฟื้นฟูกลับมาสู่ภาวะปกติหรือเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาล
มีกรณีตัวอย่างเหมืองตะกั่วคอนเซนเตรตส์ที่ปล่อยสารตะกั่วลงในลำห้วยคลิตี้ ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี จนทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเสียชีวิต ระบบนิเวศทางน้ำพังยับเยิน เมื่อปี 2541 ชี้ให้เห็นว่าการไม่มีแผนป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ความเสียหายที่เกิดตามมาย่อมหนักหน่วง
รัฐบาลในเวลานั้นแก้ปัญหาลำห้วยคลิตี้ด้วยความยากลำบาก ต้องสั่งงดใช้น้ำในลำห้วยคลิตี้ซึ่งพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ได้ว่ามีค่าตะกั่วเกินมาตรฐานในกุ้ง 130 เท่า ปู 223-452 เท่า หอย 125 เท่า และต้องใช้งบประมาณกว่า 450 ล้านบาท ว่าจ้างเอกชนไปดูดตะกอนปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยกว่า 4 หมื่นตันขึ้นมากำจัด
การกำจัดฟื้นฟูระบบนิเวศของห้วยคลิตี้ใช้เวลากว่า 3 ปี ซึ่งไม่ทราบเลยว่าในท้ายที่สุดแล้ว เจ้าของเหมืองได้ชดใช้ค่าฟื้นฟูให้กับรัฐแค่ไหนหรือรับผิดชอบต่อการกระทำที่ส่งผลกระทบทั้งสิ่งแวดล้อมและประชาชนอย่างไร
ที่น่าเศร้าสลดไปกว่านั้น คือกระบวนการต่อสู้เรียกร้องหาความยุติธรรมของผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองคลิตี้ใช้เวลาเกือบๆ 20 ปี นานจนสังคมลืมไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นและนานจนความคาดหวังของเหยื่อที่จะได้รับความยุติธรรมแทบเลือนหาย
เช่นกันวันนี้ ศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับรายงานอีไอเอของเหมืองถ่านหินบ้านกะเบอะดิน ถึงกระนั้นยังเป็นเพียงคำสั่งชั่วคราว คดีฟ้องร้องหลักยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองเชียงใหม่
จึงเกิดคำถามตามมาว่า เมื่อรายงานอีไอเอไม่โปร่งใสไม่ถูกต้อง กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการชำนาญการฯ กลับเห็นชอบอนุมัติให้รายงานฉบับนี้ผ่านไปได้อย่างไร?

หรือว่าการจัดทำรายงานอีไอเอของประเทศไทยถึงเวลาต้องปฏิรูปกันใหม่ เพราะรายงานอีไอเอนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพในการคัดกรองโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า การจัดทำอีไอเอส่วนใหญ่เจ้าของโครงการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำ จึงเกิดปัญหาข้อมูลเบี่ยงเบนไม่โปร่งใส เอียงข้างเจ้าของโครงการ ปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
อีกปัญหาที่เป็นประเด็นถกเถียงกันมานานแล้วคือ ข้อมูลในรายงานอีไอเอ ชาวบ้านเข้าใจได้ยากเพราะมักอ้างอิงเอกสารทางเทคนิคซับซ้อน เมื่อถึงเวลาทำประชาพิจารณ์ชาวบ้านจึงเป็นแค่เพียงส่วนประกอบในพิธีกรรม “อีไอเอ” เท่านั้นเอง
อย่าลืมว่า เมื่อกระบวนการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไม่โปร่งใสมาตั้งแต่แรก ปลายทางสุดท้าย สิ่งแวดล้อมเสียหาย ระบบนิเวศพังทลาย รัฐและประชาชนก็คือเหยื่อของระบบทุนไร้สำนึก
