สะพาน (เลื่อน) ลอย | เรื่องสั้น : มีนา ฟ้าศุกร์
“เลือกพวกเรายกทีมนะครับ ถ้าได้เข้ามาจะช่วยไปประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ รับรองไม่นานสะพานลอยถนนหน้าบ้านเราได้สร้างแน่นอน”
นั่นคือคำพูดที่กลุ่มผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาล ให้คำมั่นสัญญาไว้กับผม ตอนมาเดินขอคะแนนเสียง ที่หน้าบ้านก่อนวันเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ หลายครั้งหลายหนที่ผมเคยได้ยินมาว่าจะมีการมาสร้างสะพานลอยที่ถนนปากซอยทางเข้าบ้าน แต่แล้วก็เงียบหายไปไม่ทราบสาเหตุ
ผมจำได้ดีแม้ว่าจะผ่านมาราวสามสิบกว่าปี ตอนที่ผมและภรรยาตัดสินใจมาหาซื้อบ้านทาวน์เฮาส์แถวๆ ชานเมืองไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ถนนหน้าปากซอยทางเข้าหมู่บ้าน ตอนนั้นยังเป็นถนนสี่เลนรถวิ่งสวนไปกลับไม่มีเกาะกลาง รถรายังวิ่งกันไม่ขวักไขว่เหมือนสมัยนี้ มันเป็นถนนสายยาวเชื่อมกันระหว่างอำเภอ จนผ่านไปหลายปี หมู่บ้านผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด จำนวนหมู่บ้านกับจำนวนรถเหมือนเส้นกราฟที่มีแต่จะพุ่งสูงขึ้น
เวลาจะข้ามถนนเพื่อไปขึ้นรถเมล์ตรงศาลาพักผู้โดยสารที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ยังไม่ลำบากเท่าไหร่แม้ว่ากรมทางหลวงยังไม่มีการมาทำทางม้าลายให้ก็ตาม เพราะปริมาณรถยังน้อยอยู่ ผ่านมาเป็นสิบปีถนนจึงมีการขยายผิวจราจรจากสี่เลนเป็นหกเลน ตรงกลางระหว่างถนนไปกลับทั้งสองฝั่ง มีการสร้างเกาะกลางถนนปลูกต้นชาฮกเกี้ยนเป็นแนวยาวตลอด พื้นที่ว่างระหว่างต้นชาฮกเกี้ยนปูหญ้าตกแต่งด้วยไม้ดอกชนิดอื่นๆ แซมเป็นระยะ แต่ความสวยงามนั่นไม่ได้ทำให้ความปลอดภัยของชาวบ้านที่ข้ามถนนสายนี้ปลอดภัยขึ้นแต่อย่างใด แม้ว่ากรมทางหลวงจะทำทางม้าลายและเว้นช่องตรงเกาะกลางเพื่อให้คนข้ามถนนหยุดรอรถทั้งสองฝั่งก่อนที่จะข้ามให้ก็ตาม แต่ชีวิตก็ต้องเสี่ยงภัยอยู่ทุกวัน ไม่รู้ว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับตัวเองเมื่อไหร่
“เลือกผมกับพรรคนะครับ ไม่ต้องกลัวผมรับปากว่าจะไปตามงบทำสะพานลอยให้”
อีกหนึ่งคำสัญญาของผู้สมัคร ส.ส. ที่เข้ามาหาเสียงในหมู่บ้าน หลังจากที่ถนนขยายผิวจราจรไปได้ไม่นาน แต่เมื่อฤดูกาลเลือกตั้งผ่านไปแล้ว และผู้สมัครคนนั้น พรรคนั้นได้เข้าไปนั่งในสภาสมใจ แต่นี่ผ่านมาเป็นปี ชีวิตคนในหมู่บ้านยังเสี่ยงกับรถราอยู่เหมือนเดิม
“ผมขอโทษด้วยนะครับ พอดีผมไปตามงบประมาณให้แล้ว เขาโยกงบไปทำอย่างอื่นที่เร่งด่วนกว่า”
ไม่รู้ว่านั่นเป็นเหตุผลหรือคำแก้ตัว แต่ชาวบ้านตาดำๆ อย่างเราก็ต้องรักษาชีวิตกันเอาเอง
“ชีวิตชาวบ้านไม่เร่งด่วนกว่าหรือไง”
แทบจะเป็นคำพูดที่เหมือนบ่นกับตัวเองของชาวบ้าน ที่ไปในแนวทางเดียวกัน นับตั้งแต่วันนั้น ชาวบ้านแทบจะไม่เห็น ส.ส.ได้เยี่ยมกรายเข้ามาในหมู่บ้านอีกเลย
เย็นวันหนึ่งหลังจากผมกลับมาจากที่ทำงาน ประธานหมู่บ้านก็แวะมาที่บ้าน พร้อมกับเอกสารในมือสี่ห้าแผ่น
“เดี๋ยวพี่ช่วยเซ็นชื่อให้ด้วยนะครับ ผมกับผู้ใหญ่บ้านกำลังรวบรวมรายชื่อผู้ได้รับความเดือดร้อน เพื่อไปยื่นเรื่องขอสะพานลอย ผ่านท่านนายอำเภอ ส่งไปถึงกระทรวง”
ผมรับเอกสารนั้นมาดู มีชาวบ้านสี่ห้าสิบคนร่วมเซ็นชื่อไปแล้วในเอกสารชุดนั้น
“จะได้เรื่องเหรอ เห็น ส.ท. ส.ส.ก็เคยรับปากไว้ยังไม่ได้เรื่องอะไรเลย” ผมแย้งขึ้น เพราะยังจำได้ดี
“รับรองเลยครับ ท่านนายอำเภอออกหน้าขนาดนี้ไม่ได้ให้มันรู้ไป” ผู้ใหญ่บ้านที่มาด้วยกันกับประธานหมู่บ้าน รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
จะเป็นปีแล้วหลังจากที่ผมร่วมลงชื่อไปในเอกสารชุดนั้น สะพานลอยยังไม่เห็นมาตอกเสาเข็มแต่อย่างใด เห็นแต่สะพานลอยตรงจุดอื่นที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งผมดูแล้วตรงนั้นไม่มีชุมชนหนาแน่นเหมือนตรงหมู่บ้านของพวกเรา ไม่ใช่เฉพาะคนในหมู่บ้านจัดสรรที่ผมอยู่เท่านั้น ยังมีชาวบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกันอีกเป็นพันครอบครัว ที่ต้องข้ามถนนไปทำงานไปเรียนหนังสือบนถนนสายนี้ หรือมันจะเป็นเรื่องจริงที่ผมเคยได้ยินว่าหน่วยงานราชการมักจะมาทำอะไรที่ชาวบ้านไม่ต้องการเสมอ
“เห็นเขาบอกว่าจำนวนชาวบ้านที่ข้ามถนนเส้นนี้ไม่เยอะ เขาเลยเอางบไปทำสะพานลอยตรงอื่นแทน”
ผู้ใหญ่บ้านชี้แจงเหตุผลให้ผมฟัง ตอนที่ผมไปต่อบัตรประชาชนใหม่ และเจอแกมาเข้าเวรบริการประชาชนที่อำเภอพอดี
“สงสัยจะต้องมีคนข้ามถนนโดนรถชนตายกันก่อนล่ะมั้ง ถึงจะสร้างสะพานลอยได้”
ผมพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น จนผู้ใหญ่บ้านเงียบไป
ถนนสายหน้าหมู่บ้าน ปรับปรุงผิวจราจรไปแล้วหลายรอบ แต่ไม่มีทีท่าว่าจะสร้างสะพาน อย่างที่ชาวบ้านต้องการ จนวันหนึ่งสิ่งที่ผมพูดไว้ก็เกิดขึ้นจนได้ ผมกลับมาจากที่ทำงานยังไม่ทันได้พักเหนื่อย ภรรยาผมก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ
“พี่รู้หรือเปล่า เมื่อตอนบ่ายมีคนถูกรถชนตรงถนนหน้าหมู่บ้านเรา”
“พี่ว่าแล้วเชียว ว่าแต่ลูกหลานใครล่ะ แล้วเป็นอะไรหรือเปล่า” ผมถามด้วยความเป็นห่วง
“ได้ข่าวว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับผู้ใหญ่บ้าน บ้านอยู่ท้ายซอยเลยหมู่บ้านเราเข้าไป เห็นคนเล่าให้ฟังว่า ข้ามถนนจะไปขึ้นรถเมล์ รถใหญ่ที่วิ่งมาหยุดกันหมดแล้ว แต่มอเตอร์ไซค์ไม่รู้มาจากไหนขับแทรกเข้ามา แกไม่ทันระวังตัวชนเข้าเต็มๆ ทั้งคนข้ามทั้งมอเตอร์ไซค์กระเด็นไปคนละทิศละทาง” ภรรยาผมเล่าเหมือนอยู่ในเหตุการณ์ด้วย
“แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า” ผมถาม
“คนขับมอเตอร์ไซค์ไม่เป็นอะไรมาก แต่ญาติผู้ใหญ่บ้านนี่สิ โดนชนกระเด็นหัวไปกระแทกเกาะกลางตายคาที่เลย”
ภรรยาผมพูดจบแค่นั้น ไม่รู้ว่าอะไรวิ่งไปจุกอยู่ที่กลางอกของผม มันแน่นจนอยากจะระบายออกมา แม้ว่าจะไม่ใช่ญาติพี่น้องของผม แต่ผมก็รับรู้ได้ถึงความสูญเสียที่เกิดครั้งนี้ ซึ่งจริงๆ มันไม่น่าจะเกิดขึ้น ถ้าสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องได้รับการตอบสนอง
คืนนี้เป็นงานสวดศพคืนแรก หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ผมและภรรยาไปร่วมงานด้วย ที่วัดใกล้ๆ บ้าน มีคนในหมู่บ้านผมมาร่วมงานหลายคน รวมทั้งชาวบ้านที่อยู่ในละแวกบ้านของผู้ตาย ก็มากันหลายคน
ก่อนถึงเวลาพระขึ้นสวดพระอภิธรรม เสียงพูดคุยสอบถามสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ จากชาวบ้านที่มาร่วมงานยังเป็นหัวข้อที่ยังพูดกันไม่จบ บางคนก็เดินไปแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย บางคนก็อยู่ร่วมวงสนทนา ชาวบ้านคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้น
“จริงๆ พี่เขาไม่น่าจะตายเลยถ้ามอเตอร์ไซค์มันหยุด ไม่วิ่งแทรกเข้ามา”
“ถนนบ้านเรารถแต่ละคันวิ่งกันอย่างกับจรวด หมู่บ้านเกิดใหม่เยอะแยะ รถราเลยมากตามไปด้วย”
ญาติของคนตายคนหนึ่งพูดขึ้นบ้าง ย้อนไปถึงต้นตอของปัญหาที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ
“ถ้าสร้างสะพานลอยไปตั้งนาน พี่เขาคงไม่ต้องมาตายแบบนี้หรอก” ภรรยาของผู้ตาย พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออยู่ในลำคอ
“พวก ส.ท. ส.ส.เคยรับปากพวกเราไว้ ตั้งแต่ตอนถนนขยายใหม่ๆ ก็เงียบ รับปากไปอย่างนั้น” อีกคนในกลุ่มพูดขึ้นบ้าง
“พวกเราเคยเซ็นหนังสือกับผู้ใหญ่บ้านไป ก็ไม่เห็นได้เรื่อง” ญาติคนตายอีกคน พูดย้อนไปถึงตอนนั้นขึ้นมาอีกครั้ง
ขณะที่วงสนทนาพูดคุยกันอยู่ ผมเห็น ส.ส.เดินขึ้นมาบนศาลา กล่าวแสดงความเสียใจกับภรรยาของผู้ตาย และทักทายผู้มาร่วมงานศพ ก่อนที่จะไปจุดธูปหน้าโลงศพ เสร็จแล้วมานั่งรอตรงเก้าอี้ประธาน จนถึงเวลาพระเดินขึ้นมาบนศาลาเพื่อทำพิธีสวดพระอภิธรรม มัคนายกของงานจึงเชิญ ส.ส.จุดธูปเทียน และนั่งฟังจนพระสวดพระอภิธรรมจบ
ก่อนที่ชาวบ้านจะแยกย้ายกันกลับบ้าน วงสนทนาของชาวบ้านก็รวมตัวกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มี ส.ส.ร่วมอยู่ในวงสนทนาด้วย แต่ผมเห็นสีหน้าและท่าทางของ ส.ส.ดูเหมือนไม่อยากจะอยู่สนทนาด้วย แต่ก็ขัดชาวบ้านไม่ได้
“เมื่อไหร่สะพานลอยที่ท่านรับปากกับชาวบ้านไว้จะได้งบมาสร้างซะทีล่ะคะท่าน”
หญิงคนหนึ่งเอ่ยปากถาม ส.ส.อึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น
“ผมกำลังตามเรื่องให้อยู่ครับ เคยตั้งกระทู้ถามในสภาฝากเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ”
“นี่ก็สามปีแล้วนะครับ ท่านใกล้จะหมดวาระแล้วด้วย ไม่รู้ว่าจะต้องมีคนตายอีกกี่คนก็ไม่รู้”
ผมร่วมอยู่ในวงสนทนาด้วย พูดไปอย่างเหลืออด จน ส.ส.หน้าเจื่อนลงไปทันทีเมื่อผมพูดจบ
“ใจเย็นๆ ครับอย่างไรผมจะรีบดำเนินการ และตามเรื่องให้อีกทีครับ”
คำพูดนั้นเป็นคำสัญญาที่ ส.ส.ทิ้งท้ายไว้ก่อนที่จะเดินลงจากศาลาไป แต่เสียงสนทนาของชาวบ้านยังพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันไม่จบ เมื่อเห็นว่าพูดไปก็เท่านั้นจึงขอตัวแยกย้ายต่างคนต่างกลับ
อีกไม่ถึงปีวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยนี้จะหมดลง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม สะพานลอยที่ ส.ส.รับปากไว้ตอนที่มาร่วมงานศพครั้งนั้นยังเป็นเหมือนลมที่พัดผ่านหู
ตอนนี้ชาวบ้านต้องพึ่งตัวเองให้ชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ผมเห็นชาวบ้านที่เป็นจิตอาสาหลายคนที่อยู่ในหมู่บ้านจัดสรรที่ผมอาศัยอยู่ กับชาวบ้านที่อยู่ภายในซอยรวมตัวกันทำธงสีแดงเพื่อเป็นสัญญาณ โบกรถที่กำลังวิ่งเข้ามาตอนที่เราจะข้ามถนน พวกเขารวบรวมเงินกันเพื่อหาซื้อวัสดุแบบง่ายๆ ผ้าพื้นสีแดงไม่มีลวดลาย ตัดขนาดสี่สิบคูณห้าสิบเซนติเมตร เย็บขอบด้านข้างทั้งสี่ด้าน ด้ามจับยาวหกสิบเซนติเมตรทำจากท่อพีวีซี ตัดเป็นท่อนขนาดเหมาะมือ ได้ธงประมาณ 10 ผืน ก่อนที่จะนำไปเสียบไว้ในกระบอกพลาสติกที่ผูกแขวนไว้กับเสาป้ายจราจรที่อยู่ใกล้ๆ ทางม้าลาย ทั้งสองฝั่งถนนข้างละ 5 ผืน เวลาจะข้ามถนนแค่เอาธงแดงที่ชาวบ้านร่วมกันทำ ยื่นไปข้างหน้าเพื่อเป็นสัญญาณให้รถที่กำลังวิ่งมาได้มองเห็นจะได้หยุดรถเพื่อให้คนข้าม แรกๆ ก็ได้ผลรถหยุดให้ชาวบ้านได้ข้าม แต่ข้อเสียคือเวลากลางคืนถนนสายนี้มืดไฟฟ้าส่องสว่างดับๆ ติดๆ รถราที่วิ่งอยู่บางคันก็หยุดบางคันก็ไม่หยุด สุดท้ายคนข้ามถนนก็เลิกใช้สัญญาณธงแดง ชีวิตก็เสี่ยงตายเหมือนเดิม
จนวันหนึ่งผมเห็นที่ริมฟุตบาททั้งสองฝั่งถนนและบริเวณเกาะกลาง ห่างจากปากซอยเข้าบ้านไม่เกินห้าสิบเมตร มีเครื่องจักรมาทำงานก่อสร้างอะไรสักอย่าง รถแบ๊กโฮเล็กกำลังขุดดินที่พื้นผิวทางเท้าทั้งสองฝั่งถนน และบริเวณเกาะกลาง ผมพยายามหาคำตอบว่าเขากำลังจะทำอะไร แต่ในใจหวังและคิดว่าจะมาสร้างสะพานลอยอย่างที่ชาวบ้านเรียกร้องกันมาหลายปี ผมขับรถผ่านเห็นเครื่องจักรทำงานอยู่เป็นอาทิตย์ขนาดหลุมที่ขุดกว้างสามสี่เมตรทั้งสองฝั่งถนน รวมทั้งหลุมที่ขุดอยู่ที่เกาะกลางถนน หลังจากนั้นไม่นานมีปั้นจั่นมาตอกเสาเข็มหลายสิบต้นบริเวณปากหลุม
ความสงสัยของผมและชาวบ้านยังไม่ได้คำตอบ ไม่มีแม้แต่ ส.ส. หรือ ส.ท.รวมทั้งหน่วยงานราชการมาให้ความกระจ่าง ชาวบ้านบางคนก็ว่าเขามาสร้างสะพานลอยให้ชาวบ้านนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นจะมาทำอะไรที่ริมฝั่งถนนทั้งสองฝั่ง และที่เกาะกลาง ไม่นานผมเห็นรถโม่ปูนขนาดใหญ่มาเทปูนที่ปากหลุมทั้งสามหลุม พอปูนเซ็ตตัว มีการผูกเหล็กขึ้นคล้ายๆ กำลังทำตอม่อเพื่อรองรับสิ่งก่อสร้างที่กำลังจะเกิดขึ้น
ผ่านไปนานร่วมเดือนโครงเหล็กขนาดใหญ่หลายรูปแบบ มาวางกองรวมกันไว้ที่ริมฝั่งถนนทั้งสองฝั่ง รวมทั้งที่บริเวณเกาะกลาง ตอนเย็นหลังที่ผมกลับจากที่ทำงาน ก่อนที่จะขับรถเข้าซอย ถนนปากทางเข้าหมู่บ้านรถติดเคลื่อนตัวได้ช้า ผมมองเห็นรถเครนขนาดใหญ่กำลังยกโครงเหล็กขึ้นไปวางบนเสาตอม่อที่ริมฟุตบาททั้งสองฝั่ง คร่อมถนนหกเลน และนั่นคือคำตอบที่ชาวบ้านสงสัยกันมานานว่าก่อสร้างอะไร เขากำลังสร้างซุ้มประตูเหมือนที่ผมเคยเห็นถนนหลายๆ สายที่เขาชอบสร้างกัน
ไม่นานจึงมีลายกนกสีทองทำจากไฟเบอร์กลาสติดตั้งอยู่รอบๆ เสาตอม่อทั้งสี่ด้าน รวมทั้งซุ้มโค้งประตูก็มีลายกนกติดไว้เช่นกัน ตรงกลางของซุ้มติดตัวอักษรสีทอง ‘ยินดีต้อนรับเข้าสู่เทศบาล’ ต่อท้ายด้วยชื่อเทศบาลเจ้าของพื้นที่ มีแผ่นป้ายเหล็กพื้นสีน้ำเงินมีรูปภาพและชื่อสถานที่ท่องเที่ยวติดเพื่อประชาสัมพันธ์อยู่ฝั่งละสองป้าย แม้ว่าจะดูสวยงามสมกับงบประมาณค่าก่อสร้างที่เสียไป แต่ผมมองว่าไม่เกิดประโยชน์ต่อชาวบ้านแต่อย่างใด
ชาวบ้านที่ข้ามถนนสายนี้ยังเสี่ยงชีวิตกันต่อไป
การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลผ่านไปแล้ว แต่กลุ่มที่เคยมาหาเสียงไว้เรื่องการก่อสร้างสะพานลอยสอบตกยกทีม ผมไม่อยากกล่าวหาชาวบ้านว่า เป็นการสั่งสอนนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองพูดและสัญญาไว้ แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้
ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลไปไม่นาน ส.ส.ก็หมดวาระ หลังจากเลือกตั้งผ่านไป ส.ส.คนเดิมก็สอบตกไปอีกคน ยิ่งตอกย้ำอำนาจของประชาชนที่มีอยู่ในมือ สามารถกำหนดชีวิตของนักเลือกตั้งได้
ยังไม่ทันที่ ส.ส.คนใหม่จะได้การรับรองผลเลือกตั้ง สิ่งที่ชาวบ้านรอคอยมาหลายปีกำลังจะเกิดขึ้น ผมขับรถผ่านบริเวณริมถนน ก่อนถึงปากซอยเข้าบ้านประมาณร้อยเมตร มีแผ่นป้ายไวนิลถูกติดตั้งอยู่กับโครงไม้ ผมจอดรถชิดขอบฟุตบาท ลงจากรถไปอ่านข้อความบนแผ่นไวนิล ว่าจะมีการก่อสร้างสะพานลอยบริเวณนี้ รวมทั้งมีภาพสะพานลอยประกอบอยู่ในแผ่นป้าย เผื่อคนขับรถผ่านไปผ่านมาไม่ทันได้อ่านข้อความ ก็คงเข้าใจได้ว่าจะมีการก่อสร้างสะพานลอยตรงนี้ ถ้าสะพานลอยก่อสร้างแล้วเสร็จ อีกไม่นานชีวิตชาวบ้านคงปลอดภัย ไม่ต้องไปเสี่ยงภัยกับรถราบนท้องถนนเหมือนที่ผ่านมา
ผมและชาวบ้านไม่รู้ว่าใครเป็นคนผลักดันให้เกิดโครงการก่อสร้างสะพานลอยที่ชาวบ้านรอคอยมาหลายปี แต่คงไม่ใช่นักเลือกตั้งสมัยที่แล้ว
หลังจากที่สะพานลอยสร้างเสร็จชาวบ้านต่างเรียกสะพานลอยแห่งนี้ว่า ‘สะพาน(เลื่อน)ลอย’ เพื่อตอกย้ำคำพูดของนักเลือกตั้งที่ไม่น่าเชื่อถือ เอาแน่เอานอนไม่ได้ จนต้องเอาชีวิตชาวบ้านหลายคน สังเวยไปกับถนนสายนี้
