โดย ธงชัย วินิจจะกูล
- อ่านบทความ อดีตกษัตริย์ในหลักฐานประวัติศาสตร์ กับ ม.112
- อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
เมื่อเร็วๆ นี้อาจารย์รณกรณ์ บุญมี (นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6374/2556 และ 7755/2568 ที่ว่าหมิ่นอดีตกษัตริย์ก็เข้าข่าย ม.112
[ดู Ronnakorn Bunmee “มาตรา 112 และพระมหากษัตริย์ในอดีต” https://www.facebook.com/share/p/1ApTGn6aVm/? 22 กุมภาพันธ์ 2569]
รณกรณ์ได้เขียนไว้ในข้อสุดท้าย (ข้อ 6) ว่า เขาเขียนมาหลายครั้งแล้วว่า รัฐไม่ควรขยายการคุ้มครองไปถึงอดีตกษัตริย์ (ผู้ที่สนใจคงต้องไปอ่านงานเขียนก่อนหน้านี้ของเขา)
เหตุผลหลักๆ ก็คือ คำตัดสินนั้นผิดเพี้ยนจากหลักกฎหมายหลายประการ
แต่ในครั้งล่าสุดนี้เขาเห็นว่าสายไปแล้ว เพราะศาลฎีกาคุ้มครองไปถึงอดีตกษัตริย์ด้วยแล้ว
ข้อเขียนชิ้นล่าสุดนี้จึงเป็นการเสนอแนะว่าในเมื่อเลยเถิดมาจนถึงป่านนี้แล้ว ทำอย่างไรจึงจะผ่อนหนักให้เป็นเบา
ผมเข้าใจถึงความปรารถนาดีของรณกรณ์
แต่ว่าการเสนอทางออกเพื่อช่วยให้คำตัดสินซึ่งผิดหลักกฎหมาย กลายเป็นถูกกฎหมาย (Legality) หรือถึงกับรองรับด้วยหลักคิดทางนิติศาสตร์นั้น นักนิติศาสตร์ที่ดีไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเนติบริกรหาทาง “ฟอกขาว” การกระทำที่ผิดหลักกฎหมายเช่นนั้นไปเถิด
สิ่งที่เราควรทำคือ ตั้งคำถาม ท้าทาย ตอบโต้การกระทำที่ผิดหลักกฎหมายต่อไป ให้สาธารณชนรู้เท่าทันและสามารถตอบโต้กับการกระทำที่ผิดหลักกฎหมาย โดยเฉพาะที่มาจากคนใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างผิดๆ
มีประเด็นสำคัญตามหลักกฎหมายที่รณกรณ์และนักกฎหมายออกมาเสนอให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ได้แก่
1. คำตัดสินของศาลฎีกาในกรณีนี้ขาดความชัดเจน (Legal certainty) จนประชาชนไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพื่อเข้าใจว่ากรณีไหนทำได้ กรณีไหนทำไม่ได้ นี่เป็นหลักกฎหมายสำคัญของกฎหมายสมัยใหม่
2. การตีความให้ ม.112 ครอบคลุมอดีตกษัตริย์นั้นอาจผิดหลักการตีความโดยเคร่งครัด (Strict Construction) การตีความเลยเถิดนอกจากจะก่อปัญหาในข้อ 1 (ข้างบน) ยังละเมิดหลัก “ไม่มีกฎหมายระบุไว้ ย่อมไม่มีความผิด”
หลักกฎหมายที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้ เพื่อไม่ยอมให้รัฐละเมิดล่วงเกินสิทธิเสรีภาพของประชาชน
แต่ก็ยังมีการตีความผิดหลักการทั้งหมดเช่นนี้ โดยถือว่าความมั่นคงของรัฐสำคัญกว่าหลักกฎหมายทั้งหลาย
ข้อนี้ผมได้กล่าวมาในหลายครั้งแล้วว่า ความบิดเบี้ยวประการหนึ่งที่ทำให้ระบบกฎหมายไทยมิใช่ Rule of Law ก็คือ ถือเรื่องความมั่นคงเป็นสำคัญ จนกระทั่งรัฐมักอ้างความมั่นคงเพื่อเป็นข้อยกเว้น ไม่ต้องทำตามหลักกฎหมายตามปกติ
พูดง่ายๆ ว่า ระบบกฎหมายไทยเป็นระบบที่ข้อยกเว้นเป็นใหญ่หรือกลายเป็นปกติ หลักกฎหมายปกติเป็นรอง หรือกลายเป็นข้อยกเว้น
ในกรณีนี้ คำตัดสินศาลฎีกาเป็นหลักฐานยืนยันอีกครั้งหนึ่งถึงปัญหาของระบบกฎหมายเช่นนี้
ผมคงไม่ขอถกเถียงในปัญหาหลักกฎหมายมากเกินไป เพราะนักนิติศาสตร์ทำได้ดีกว่าผมแน่ๆ
แต่ประเด็นที่สำคัญสุดในความเห็นของผมก็คือ คำตัดสินอยู่บนฐานคิดว่า “กษัตริย์เป็นสภาพของรัฐ หรืออยู่ในสถานะเป็นรัฐ” การกล่าวถึงอดีตกษัตริย์จึงเป็นการกระทบกระเทือนความมั่นคงของรัฐในปัจจุบันไปด้วย
รณกรณ์ได้ให้ความรู้แก่เราเป็นอย่างดีว่า แนวคำอธิบายตามตำราแต่เดิมนั้นเห็นว่า ม.112 ครอบคลุมเฉพาะกษัตริย์องค์ปัจจุบันขณะที่การกระทำผิด มิฉะนั้นจะกลายเป็นความผิดต่อในประวัติศาสตร์ด้วยโดยไม่มีขอบเขต
ง่ายๆ ชัดเจน มีเหตุผล
ในปี 2478 มีการยกเลิกบทบัญญัติซึ่งครอบคลุมไปถึงอดีตพระราชโอรสพระราชธิดา เพราะการคุ้มครองเช่นนั้นเหมาะสำหรับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งการกระทำต่อบุคคลที่เป็นพระราชวงศ์ย่อมเป็นการกระเทือนต่อสภาพแห่งรัฐ
บทบัญญัติเช่นนั้นจบลงไปเพราะกษัตริย์มิได้อยู่ในสถานะเป็นรัฐอีกแล้วหลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์
คำพิพากษาไม่กี่ปีมานี้เองที่ให้ ม.112 คุ้มครองอดีตกษัตริย์ด้วย ระบุเหตุผลว่า เพราะกษัตริย์เป็นสถาบันที่ได้รับความเคารพสักการะในสังคมไทยมาต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะกษัตริย์ในราชวงศ์จักรีและพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 การดูหมิ่นอดีตกษัตริย์จึงกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกประชาชน และกระทบความมั่นคงของรัฐด้วย
รณกรณ์เห็นด้วยว่าการนับถือพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นความจริงที่รับรู้กันทั่วไป แต่เขาเห็นว่าเหตุผลนี้เป็นเพียงประเด็นเสริม เหตุผลที่แท้จริงยังเป็น “เหตุผลเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม” ว่ากษัตริย์เป็นสภาพแห่งรัฐ การกระทำต่อพระองค์จึงเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคง
แต่การถือว่ากษัตริย์เป็นสภาพแห่งรัฐนั้น เป็นเหตุผลที่ใช้ได้ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มิใช่หรือ เหตุใดจึงยังตีความด้วยเหตุผลเช่นนั้นในปัจจุบัน
มีหลายประเด็นน่าคิดและควรพิจารณาต่อ
หนึ่ง ถ้าหากยังถือว่ากษัตริย์ในอดีตยังมีสถานะเป็นรัฐอยู่จนถึงปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวเนื่องกันมากมาย
เช่น ถือว่ากษัตริย์ทุกพระองค์ทั้งหมดในอดีต หรือจะตัดลงแค่ตอนตรงไหน หรือจะใช้เกณฑ์อะไรเลือกว่า ม.112 จะคุ้มครองและไม่คุ้มครองพระองค์ไหนบ้าง
แม้จะไม่เคยมีความชัดเจนเลย แต่ดูเหมือนคำพิพากษาจะให้ตัดเฉพาะที่สืบต่อทางสายเลือดถึงกษัตริย์ปัจจุบันเท่านั้น (ราชวงศ์จักรีและพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9)
ปัญหา : เหตุผลนี้อยู่บนหลักกฎหมายอะไร “สภาพเป็นรัฐ” ส่งต่อกันทางสายเลือดสีน้ำเงินด้วยหรือ?
สอง อดีตกษัตริย์พระองค์อื่นที่อาจจะยังมีสภาพแห่งรัฐมาจนถึงปัจจุบัน จะใช้หลักกฎหมายอะไรรองรับ?
ผมตัดกษัตริย์หลายพระองค์ซึ่งในพระราชพงศาวดารก็ตำหนิติเตียน เช่น ขุนวรวงศาธิราช พระเจ้าเอกทัศ เป็นต้น ซึ่งในพระราชพงศาวดารกล่าวถึงในทำนองว่าเป็นกษัตริย์ที่ “อาสัตย์อาธรรม์”
แต่พิจารณาเฉพาะกรณีพระองค์ซึ่งได้รับการยอมรับนับถือตามตำราประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นทางการ ได้แก่ พระนเรศวร พระเจ้าตากสิน พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เป็นต้น
พระนเรศวร ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวพันทางสายเลือด จะยังถือเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแห่งรัฐหรือไม่ เพราะประชาชนยกย่องนับถือพระนเรศวรอยู่มาก
เราสมควรฟ้องกระทรวงศึกษาฯ และใครก็ตามที่กล่าวว่า พระเจ้าตากเสียพระจริต เป็นเหตุให้บ้านเมืองวิกฤตหรือไม่ หรือว่าพระเจ้าตากมิได้มีสภาพเป็นรัฐอีกต่อไป?
การพูดถึงอดีตในเชิงลบต่อให้เป็นข้อเท็จจริงก็ตาม เช่น ใครๆ ก็รู้ว่าการปฏิรูปกฎหมายสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่แตะต้องระบบชายหลายเมีย ต่อให้สามารถอธิบายให้เหตุผลประกอบไว้ด้วย จะถือเป็นการกระทบกระเทือนสภาพแห่งรัฐหรือไม่
สาม พระมหากษัตริย์ในปัจจุบันยังทรงมีสถานะเป็นรัฐหรือไม่
กษัตริย์ “เคย” เป็นรัฐ หรือเท่ากับรัฐในสมัยรัฐฟิวดัลของฝรั่งและสมัยรัฐศักดินาของไทย หรือกล่าวให้ถูกต้องในกรณีของไทยก็คือ รัฐเป็นส่วนขยายหรือเป็นองคาพยพที่สะท้อนบุญบารมีของกษัตริย์
ความคิดแบบนั้นเป็นความคิดโบราณ ยุคศักดินา ซึ่งรัฐทั้งหมดเป็นสมบัติของพระราชา รัฐกับพระราชาแยกกันไม่ได้
แต่สำหรับรัฐสมัยใหม่นั้น รัฐไม่ใช่ส่วนขยายของกษัตริย์ ไม่ได้สะท้อนบุญสูงส่งของกษัตริย์ กษัตริย์กับรัฐไม่ใช่อย่างเดียวกัน เพราะรัฐเป็นชุมชนทางการเมืองของประชากรที่อยู่ร่วมกัน
กษัตริย์ของรัฐสมัยใหม่ไม่อยู่ในสถานะเป็นรัฐอีกต่อไป กษัตริย์เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐ
สี่ ในรัฐสมัยใหม่ ความเป็นสถาบันกับความเป็นบุคคลของกษัตริย์เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่อย่างเดียวกัน
สถาบันกษัตริย์ไม่ว่าของประเทศไหนในโลกสมัยใหม่ เป็นสถาบันที่ผูกกับตัวบุคคลเพียงหนึ่งคน ณ เวลาหนึ่งๆ
ทำให้ความเป็นไปของบุคคลที่เป็นกษัตริย์ ณ เวลานั้นๆ มีผลกระทบต่อสถาบันมากกว่าตัวบุคคลที่เป็นตัวแทนหรือมีอำนาจสูงสุดในสถาบันอื่นๆ
นี่เป็นเหตุผลที่เราท่านสับสนไปมาระหว่างความเป็นสถาบันกับบุคคลที่เป็นกษัตริย์ แต่กฎหมายจะสับสนไม่ได้
การตัดสินที่อ้างอิงความรู้สึกทั่วไป โดยไม่แสดงเหตุผลทางรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์เพื่อแยกแยะให้ชัดเจน อาจจะยิ่งทำให้ข้อนี้สับสนมากเข้าไปอีก
พระเจ้าชาร์ลส์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ จะมีพฤติกรรมอย่างไรย่อมมีผลกระทบต่อความเป็นสถาบันไปด้วย แต่ในทางกลับกัน เราถือว่าพระเจ้าชาร์ลส์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ยังคงเป็นสภาพแห่งรัฐอยู่ย่อมไม่ได้
เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า คนอังกฤษและระบบกฎหมายอังกฤษไม่ยอมให้เกิดภาวะเช่นนั้น แต่ไทยกลับทำให้ความเป็นบุคคล = ความเป็นสถาบัน และกษัตริย์เท่ากับรัฐ
ห้า สถานะเป็นรัฐของกษัตริย์ขึ้นกับเกณฑ์อะไรกันแน่?
ขึ้นอยู่กับความนิยมชมชอบของสาธารณชน ณ เวลาหนึ่งๆ หรือ? เพราะหากไม่เป็นที่นิยมชมชอบก็ย่อมไม่กระทบกระเทือนจิตใจของประชาชน
แต่มีหลักกฎหมายที่ไหนให้ถือเอาความนิยมชมชอบของสาธารณชนเป็นเกณฑ์ตัดสินความยุติธรรม
หรือจะให้ถือเอาตามที่ฝ่ายความมั่นคงบอกว่ากระทบกระเทือนจิตใจประชาชน จึงกระทบต่อความมั่นคง (เหตุผลครอบจักรวาลที่เปิดโอกาสให้ใช้อำนาจฉ้อฉลเช่นเคย)
ท่านผู้พิพากษา ไม่ว่าศาลฎีกาหรือศาลรัฐธรรมนูญ หรืออาจารย์กฎหมายที่ยอมรับเหตุผลนี้ กรุณาอธิบายหน่อยครับว่า หลักกฎหมายอะไรรองรับเกณฑ์และเหตุผลเช่นนี้
หรือว่าอ้างอิงความรู้สึกทั่วไป โดยไม่มีเหตุผลทางรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์รองรับว่ากษัตริย์เท่ากับรัฐไปได้อย่างไร
หก บุคคลที่เป็นกษัตริย์มิได้หมายถึงสถาบัน และกษัตริย์ไม่เท่ากับรัฐ
ในหลายประเทศปัจจุบัน ผู้คนยอมรับกษัตริย์ในฐานะเป็นสถาบัน ไม่ว่าตัวบุคคลจะเป็นอย่างไร เขาแยกแยะได้
ด้วยเหตุนี้เอง ในอังกฤษและออสเตรเลีย ซึ่งมีการกล่าวถึงกษัตริย์และพระราชวงศ์โดยตรงในแง่ตัวบุคคลเป็นข่าวรายวันปกติ แต่ทำประชามติทีไร ผู้คนก็ยังเห็นว่าไม่ควรยกเลิกสถาบันกษัตริย์อยู่ดี
เราคงคาดหวังการถกเถียงกันอย่างจริงจังในสังคมไทยต่อทั้งหกประเด็นไม่ได้ เพราะไม่มีใครอยากเดือดร้อน ไม่ต้องถกเถียงกันในเรื่องนี้เลยดีกว่า แม้ว่าจะเป็นประเด็นสำคัญมากขนาดไหนก็ตาม
แต่ผมเห็นว่า สังคมไทยเติบโตมีวุฒิภาวะพอที่จะเข้าใจว่าการกล่าวถึงตัวบุคคลที่เป็นกษัตริย์มิได้หมายถึงสถาบัน ในเวลาเดียวกัน ผู้คนยอมรับกษัตริย์ในฐานะที่เป็นสถาบัน ซึ่งสำคัญและใหญ่กว่าบุคคล
แต่ชนชั้นนำ กระบวนการยุติธรรม และกลไกความมั่นคงของรัฐดูถูกประชาชนไทยว่าไม่มีสติปัญญาพอจะแยกแยะได้
หรือว่าพวกเขาเองขาดวุฒิภาวะ หรือกลับถอยหลังลงด้วยซ้ำ ถอยหลังกลับไปยึดถือความคิดยุคก่อนสมัยใหม่ว่ากษัตริย์เท่ากับรัฐ ดังนั้น การพาดพิงถึงอดีตกษัตริย์จึงกระทบกระเทือนความมั่นคงของของชาติ
หรือว่าชนชั้นนำต้องการให้ประเทศไทยเป็นราชสมบัติ (ในความหมายดั้งเดิมตรงตามตัวอักษร) และราชาธิปไตย ไม่ใช่รัฐสมัยใหม่ ไม่ใช่ประชาธิปไตย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
