bg-single

อดีตกษัตริย์ ความเป็นรัฐ และ 112

14.03.2026

โดย ธงชัย วินิจจะกูล


เมื่อเร็วๆ นี้อาจารย์รณกรณ์ บุญมี (นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6374/2556 และ 7755/2568 ที่ว่าหมิ่นอดีตกษัตริย์ก็เข้าข่าย ม.112

[ดู Ronnakorn Bunmee “มาตรา 112 และพระมหากษัตริย์ในอดีต” https://www.facebook.com/share/p/1ApTGn6aVm/? 22 กุมภาพันธ์ 2569]

รณกรณ์ได้เขียนไว้ในข้อสุดท้าย (ข้อ 6) ว่า เขาเขียนมาหลายครั้งแล้วว่า รัฐไม่ควรขยายการคุ้มครองไปถึงอดีตกษัตริย์ (ผู้ที่สนใจคงต้องไปอ่านงานเขียนก่อนหน้านี้ของเขา)

เหตุผลหลักๆ ก็คือ คำตัดสินนั้นผิดเพี้ยนจากหลักกฎหมายหลายประการ

แต่ในครั้งล่าสุดนี้เขาเห็นว่าสายไปแล้ว เพราะศาลฎีกาคุ้มครองไปถึงอดีตกษัตริย์ด้วยแล้ว

ข้อเขียนชิ้นล่าสุดนี้จึงเป็นการเสนอแนะว่าในเมื่อเลยเถิดมาจนถึงป่านนี้แล้ว ทำอย่างไรจึงจะผ่อนหนักให้เป็นเบา


ผมเข้าใจถึงความปรารถนาดีของรณกรณ์

แต่ว่าการเสนอทางออกเพื่อช่วยให้คำตัดสินซึ่งผิดหลักกฎหมาย กลายเป็นถูกกฎหมาย (Legality) หรือถึงกับรองรับด้วยหลักคิดทางนิติศาสตร์นั้น นักนิติศาสตร์ที่ดีไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น

ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเนติบริกรหาทาง “ฟอกขาว” การกระทำที่ผิดหลักกฎหมายเช่นนั้นไปเถิด

สิ่งที่เราควรทำคือ ตั้งคำถาม ท้าทาย ตอบโต้การกระทำที่ผิดหลักกฎหมายต่อไป ให้สาธารณชนรู้เท่าทันและสามารถตอบโต้กับการกระทำที่ผิดหลักกฎหมาย โดยเฉพาะที่มาจากคนใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างผิดๆ

มีประเด็นสำคัญตามหลักกฎหมายที่รณกรณ์และนักกฎหมายออกมาเสนอให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ได้แก่

1. คำตัดสินของศาลฎีกาในกรณีนี้ขาดความชัดเจน (Legal certainty) จนประชาชนไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพื่อเข้าใจว่ากรณีไหนทำได้ กรณีไหนทำไม่ได้ นี่เป็นหลักกฎหมายสำคัญของกฎหมายสมัยใหม่

2. การตีความให้ ม.112 ครอบคลุมอดีตกษัตริย์นั้นอาจผิดหลักการตีความโดยเคร่งครัด (Strict Construction) การตีความเลยเถิดนอกจากจะก่อปัญหาในข้อ 1 (ข้างบน) ยังละเมิดหลัก “ไม่มีกฎหมายระบุไว้ ย่อมไม่มีความผิด”

หลักกฎหมายที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้ เพื่อไม่ยอมให้รัฐละเมิดล่วงเกินสิทธิเสรีภาพของประชาชน

แต่ก็ยังมีการตีความผิดหลักการทั้งหมดเช่นนี้ โดยถือว่าความมั่นคงของรัฐสำคัญกว่าหลักกฎหมายทั้งหลาย


ข้อนี้ผมได้กล่าวมาในหลายครั้งแล้วว่า ความบิดเบี้ยวประการหนึ่งที่ทำให้ระบบกฎหมายไทยมิใช่ Rule of Law ก็คือ ถือเรื่องความมั่นคงเป็นสำคัญ จนกระทั่งรัฐมักอ้างความมั่นคงเพื่อเป็นข้อยกเว้น ไม่ต้องทำตามหลักกฎหมายตามปกติ

พูดง่ายๆ ว่า ระบบกฎหมายไทยเป็นระบบที่ข้อยกเว้นเป็นใหญ่หรือกลายเป็นปกติ หลักกฎหมายปกติเป็นรอง หรือกลายเป็นข้อยกเว้น

ในกรณีนี้ คำตัดสินศาลฎีกาเป็นหลักฐานยืนยันอีกครั้งหนึ่งถึงปัญหาของระบบกฎหมายเช่นนี้

ผมคงไม่ขอถกเถียงในปัญหาหลักกฎหมายมากเกินไป เพราะนักนิติศาสตร์ทำได้ดีกว่าผมแน่ๆ

แต่ประเด็นที่สำคัญสุดในความเห็นของผมก็คือ คำตัดสินอยู่บนฐานคิดว่า “กษัตริย์เป็นสภาพของรัฐ หรืออยู่ในสถานะเป็นรัฐ” การกล่าวถึงอดีตกษัตริย์จึงเป็นการกระทบกระเทือนความมั่นคงของรัฐในปัจจุบันไปด้วย


รณกรณ์ได้ให้ความรู้แก่เราเป็นอย่างดีว่า แนวคำอธิบายตามตำราแต่เดิมนั้นเห็นว่า ม.112 ครอบคลุมเฉพาะกษัตริย์องค์ปัจจุบันขณะที่การกระทำผิด มิฉะนั้นจะกลายเป็นความผิดต่อในประวัติศาสตร์ด้วยโดยไม่มีขอบเขต

ง่ายๆ ชัดเจน มีเหตุผล

ในปี 2478 มีการยกเลิกบทบัญญัติซึ่งครอบคลุมไปถึงอดีตพระราชโอรสพระราชธิดา เพราะการคุ้มครองเช่นนั้นเหมาะสำหรับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งการกระทำต่อบุคคลที่เป็นพระราชวงศ์ย่อมเป็นการกระเทือนต่อสภาพแห่งรัฐ

บทบัญญัติเช่นนั้นจบลงไปเพราะกษัตริย์มิได้อยู่ในสถานะเป็นรัฐอีกแล้วหลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์

คำพิพากษาไม่กี่ปีมานี้เองที่ให้ ม.112 คุ้มครองอดีตกษัตริย์ด้วย ระบุเหตุผลว่า เพราะกษัตริย์เป็นสถาบันที่ได้รับความเคารพสักการะในสังคมไทยมาต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะกษัตริย์ในราชวงศ์จักรีและพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 การดูหมิ่นอดีตกษัตริย์จึงกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกประชาชน และกระทบความมั่นคงของรัฐด้วย

รณกรณ์เห็นด้วยว่าการนับถือพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นความจริงที่รับรู้กันทั่วไป แต่เขาเห็นว่าเหตุผลนี้เป็นเพียงประเด็นเสริม เหตุผลที่แท้จริงยังเป็น “เหตุผลเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม” ว่ากษัตริย์เป็นสภาพแห่งรัฐ การกระทำต่อพระองค์จึงเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคง

แต่การถือว่ากษัตริย์เป็นสภาพแห่งรัฐนั้น เป็นเหตุผลที่ใช้ได้ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มิใช่หรือ เหตุใดจึงยังตีความด้วยเหตุผลเช่นนั้นในปัจจุบัน

มีหลายประเด็นน่าคิดและควรพิจารณาต่อ


หนึ่ง ถ้าหากยังถือว่ากษัตริย์ในอดีตยังมีสถานะเป็นรัฐอยู่จนถึงปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวเนื่องกันมากมาย

เช่น ถือว่ากษัตริย์ทุกพระองค์ทั้งหมดในอดีต หรือจะตัดลงแค่ตอนตรงไหน หรือจะใช้เกณฑ์อะไรเลือกว่า ม.112 จะคุ้มครองและไม่คุ้มครองพระองค์ไหนบ้าง

แม้จะไม่เคยมีความชัดเจนเลย แต่ดูเหมือนคำพิพากษาจะให้ตัดเฉพาะที่สืบต่อทางสายเลือดถึงกษัตริย์ปัจจุบันเท่านั้น (ราชวงศ์จักรีและพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9)

ปัญหา : เหตุผลนี้อยู่บนหลักกฎหมายอะไร “สภาพเป็นรัฐ” ส่งต่อกันทางสายเลือดสีน้ำเงินด้วยหรือ?


สอง อดีตกษัตริย์พระองค์อื่นที่อาจจะยังมีสภาพแห่งรัฐมาจนถึงปัจจุบัน จะใช้หลักกฎหมายอะไรรองรับ?

ผมตัดกษัตริย์หลายพระองค์ซึ่งในพระราชพงศาวดารก็ตำหนิติเตียน เช่น ขุนวรวงศาธิราช พระเจ้าเอกทัศ เป็นต้น ซึ่งในพระราชพงศาวดารกล่าวถึงในทำนองว่าเป็นกษัตริย์ที่ “อาสัตย์อาธรรม์”

แต่พิจารณาเฉพาะกรณีพระองค์ซึ่งได้รับการยอมรับนับถือตามตำราประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นทางการ ได้แก่ พระนเรศวร พระเจ้าตากสิน พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เป็นต้น

พระนเรศวร ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวพันทางสายเลือด จะยังถือเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแห่งรัฐหรือไม่ เพราะประชาชนยกย่องนับถือพระนเรศวรอยู่มาก

เราสมควรฟ้องกระทรวงศึกษาฯ และใครก็ตามที่กล่าวว่า พระเจ้าตากเสียพระจริต เป็นเหตุให้บ้านเมืองวิกฤตหรือไม่ หรือว่าพระเจ้าตากมิได้มีสภาพเป็นรัฐอีกต่อไป?

การพูดถึงอดีตในเชิงลบต่อให้เป็นข้อเท็จจริงก็ตาม เช่น ใครๆ ก็รู้ว่าการปฏิรูปกฎหมายสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่แตะต้องระบบชายหลายเมีย ต่อให้สามารถอธิบายให้เหตุผลประกอบไว้ด้วย จะถือเป็นการกระทบกระเทือนสภาพแห่งรัฐหรือไม่


สาม พระมหากษัตริย์ในปัจจุบันยังทรงมีสถานะเป็นรัฐหรือไม่

กษัตริย์ “เคย” เป็นรัฐ หรือเท่ากับรัฐในสมัยรัฐฟิวดัลของฝรั่งและสมัยรัฐศักดินาของไทย หรือกล่าวให้ถูกต้องในกรณีของไทยก็คือ รัฐเป็นส่วนขยายหรือเป็นองคาพยพที่สะท้อนบุญบารมีของกษัตริย์

ความคิดแบบนั้นเป็นความคิดโบราณ ยุคศักดินา ซึ่งรัฐทั้งหมดเป็นสมบัติของพระราชา รัฐกับพระราชาแยกกันไม่ได้

แต่สำหรับรัฐสมัยใหม่นั้น รัฐไม่ใช่ส่วนขยายของกษัตริย์ ไม่ได้สะท้อนบุญสูงส่งของกษัตริย์ กษัตริย์กับรัฐไม่ใช่อย่างเดียวกัน เพราะรัฐเป็นชุมชนทางการเมืองของประชากรที่อยู่ร่วมกัน

กษัตริย์ของรัฐสมัยใหม่ไม่อยู่ในสถานะเป็นรัฐอีกต่อไป กษัตริย์เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐ


สี่ ในรัฐสมัยใหม่ ความเป็นสถาบันกับความเป็นบุคคลของกษัตริย์เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่อย่างเดียวกัน

สถาบันกษัตริย์ไม่ว่าของประเทศไหนในโลกสมัยใหม่ เป็นสถาบันที่ผูกกับตัวบุคคลเพียงหนึ่งคน ณ เวลาหนึ่งๆ

ทำให้ความเป็นไปของบุคคลที่เป็นกษัตริย์ ณ เวลานั้นๆ มีผลกระทบต่อสถาบันมากกว่าตัวบุคคลที่เป็นตัวแทนหรือมีอำนาจสูงสุดในสถาบันอื่นๆ

นี่เป็นเหตุผลที่เราท่านสับสนไปมาระหว่างความเป็นสถาบันกับบุคคลที่เป็นกษัตริย์ แต่กฎหมายจะสับสนไม่ได้

การตัดสินที่อ้างอิงความรู้สึกทั่วไป โดยไม่แสดงเหตุผลทางรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์เพื่อแยกแยะให้ชัดเจน อาจจะยิ่งทำให้ข้อนี้สับสนมากเข้าไปอีก

พระเจ้าชาร์ลส์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ จะมีพฤติกรรมอย่างไรย่อมมีผลกระทบต่อความเป็นสถาบันไปด้วย แต่ในทางกลับกัน เราถือว่าพระเจ้าชาร์ลส์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ยังคงเป็นสภาพแห่งรัฐอยู่ย่อมไม่ได้

เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า คนอังกฤษและระบบกฎหมายอังกฤษไม่ยอมให้เกิดภาวะเช่นนั้น แต่ไทยกลับทำให้ความเป็นบุคคล = ความเป็นสถาบัน และกษัตริย์เท่ากับรัฐ


ห้า สถานะเป็นรัฐของกษัตริย์ขึ้นกับเกณฑ์อะไรกันแน่?

ขึ้นอยู่กับความนิยมชมชอบของสาธารณชน ณ เวลาหนึ่งๆ หรือ? เพราะหากไม่เป็นที่นิยมชมชอบก็ย่อมไม่กระทบกระเทือนจิตใจของประชาชน

แต่มีหลักกฎหมายที่ไหนให้ถือเอาความนิยมชมชอบของสาธารณชนเป็นเกณฑ์ตัดสินความยุติธรรม

หรือจะให้ถือเอาตามที่ฝ่ายความมั่นคงบอกว่ากระทบกระเทือนจิตใจประชาชน จึงกระทบต่อความมั่นคง (เหตุผลครอบจักรวาลที่เปิดโอกาสให้ใช้อำนาจฉ้อฉลเช่นเคย)

ท่านผู้พิพากษา ไม่ว่าศาลฎีกาหรือศาลรัฐธรรมนูญ หรืออาจารย์กฎหมายที่ยอมรับเหตุผลนี้ กรุณาอธิบายหน่อยครับว่า หลักกฎหมายอะไรรองรับเกณฑ์และเหตุผลเช่นนี้

หรือว่าอ้างอิงความรู้สึกทั่วไป โดยไม่มีเหตุผลทางรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์รองรับว่ากษัตริย์เท่ากับรัฐไปได้อย่างไร


หก บุคคลที่เป็นกษัตริย์มิได้หมายถึงสถาบัน และกษัตริย์ไม่เท่ากับรัฐ

ในหลายประเทศปัจจุบัน ผู้คนยอมรับกษัตริย์ในฐานะเป็นสถาบัน ไม่ว่าตัวบุคคลจะเป็นอย่างไร เขาแยกแยะได้

ด้วยเหตุนี้เอง ในอังกฤษและออสเตรเลีย ซึ่งมีการกล่าวถึงกษัตริย์และพระราชวงศ์โดยตรงในแง่ตัวบุคคลเป็นข่าวรายวันปกติ แต่ทำประชามติทีไร ผู้คนก็ยังเห็นว่าไม่ควรยกเลิกสถาบันกษัตริย์อยู่ดี

เราคงคาดหวังการถกเถียงกันอย่างจริงจังในสังคมไทยต่อทั้งหกประเด็นไม่ได้ เพราะไม่มีใครอยากเดือดร้อน ไม่ต้องถกเถียงกันในเรื่องนี้เลยดีกว่า แม้ว่าจะเป็นประเด็นสำคัญมากขนาดไหนก็ตาม

แต่ผมเห็นว่า สังคมไทยเติบโตมีวุฒิภาวะพอที่จะเข้าใจว่าการกล่าวถึงตัวบุคคลที่เป็นกษัตริย์มิได้หมายถึงสถาบัน ในเวลาเดียวกัน ผู้คนยอมรับกษัตริย์ในฐานะที่เป็นสถาบัน ซึ่งสำคัญและใหญ่กว่าบุคคล

แต่ชนชั้นนำ กระบวนการยุติธรรม และกลไกความมั่นคงของรัฐดูถูกประชาชนไทยว่าไม่มีสติปัญญาพอจะแยกแยะได้

หรือว่าพวกเขาเองขาดวุฒิภาวะ หรือกลับถอยหลังลงด้วยซ้ำ ถอยหลังกลับไปยึดถือความคิดยุคก่อนสมัยใหม่ว่ากษัตริย์เท่ากับรัฐ ดังนั้น การพาดพิงถึงอดีตกษัตริย์จึงกระทบกระเทือนความมั่นคงของของชาติ

หรือว่าชนชั้นนำต้องการให้ประเทศไทยเป็นราชสมบัติ (ในความหมายดั้งเดิมตรงตามตัวอักษร) และราชาธิปไตย ไม่ใช่รัฐสมัยใหม่ ไม่ใช่ประชาธิปไตย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?