จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
ในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา นักเสด็จเถ้าผู้ปกครองแผ่นดินเขมรได้ส่งพระราชสาส์นกราบบังคมทูลถวายช้างพังเผือก พระองค์โปรดให้ข้าหลวงกรมช้างไปรับช้าง ณ กรุงกัมพูชาธิบดี ทรงพระกรุณาพระราชทานชื่อ ดังที่ “พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา” ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) บันทึกว่า
“ครั้นคำรบ ๓ วัน จึงให้ยาตรา พระบรมรัตนากาศ ชาติคเชนทร์ วเรนทรมหันต์ อนันตคุณ วิบุลธรเลิศฟ้า ลงเรือขนาน มีเรือคู่ชักแห่แหนหน้าหลัง แตรสังข์ฆ้องกลองธงเทียวเข้ามาเป็นกระบวน ครั้นถึงให้นำขึ้นไว้ ณ โรงในพระราชวัง แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สั่งให้พระยาเขมรซึ่งคุมช้างเข้ามาส่ง ๓ คนนั้น เข้ามาเฝ้ากราบถวายบังคม ณ หว่างทิมดาบแล้ว เสด็จพระราชดำเนินออกหน้ามุขเด็จพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท ตรัสปราศรัยแก่พระยาเขมร ๓ นัดแล้ว พระราชทานเสื้อผ้าให้แก่พระยาเขมรคนละสำรับ แล้วพระราชทานพรรณผ้าแพรพรรณ ให้พระยาเขมรรับเอาไปพระราชทานนักเสด็จเถ้าเป็นอันมาก”
ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ สถานการณ์ภายในแผ่นดินเขมรเกิดเหตุพี่น้องไม่ลงรอยกัน ฝ่ายหนึ่งฝักใฝ่ญวน อีกฝ่ายมาขอพึ่งพาไทย สมเด็จพระเจ้าท้ายสระโปรดให้ยกทัพไปปราบเขมร “พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา” ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) บันทึกว่า
“ณ ปีมะเส็ง ศักราช ๑๐๗๓ (พ.ศ.๒๒๕๔) นั้น นักเสด็จกรุงกัมพูชาธิบดีนามชื่อพระธรรมราชาวังกะดาน กับนักพระแก้วฟ้าสะจอกเป็นอริกัน นักพระแก้วฟ้าไปคบหาญวนมาเป็นกำลัง นักเสด็จกับนักพระองค์ทองแตกหนี พาครอบครัวอพยพเข้ามาพึ่งพระราชสมภาร ทรงพระกรุณาโปรดให้ไปปลูกตำหนักและเรือนให้อยู่ ณ วัดค้างคาว และทรงพระกรุณาสั่งให้เจ้าพระยาจักรีบ้านโรงฆ้องเป็นแม่ทัพ ยกเกณฑ์ไพร่หลวง ๑๐,๐๐๐ ยกไปกระทำกรุงกัมพูชาธิบดี ให้พระยาโกษาขึ้นเป็นแม่ทัพเรือ เกณฑ์ไพร่หลวง ๑๐,๐๐๐ ยกไปทางชเล (= ทะเล) ถึงปากน้ำพุทไธมาศ ฝ่ายข้างญวนก็ยกทัพเรือมาปะทะกันที่ปากน้ำพุทไธมาศ ทัพญวนตีทัพพระยาโกษาจีนแตกพ่ายมา ฝ่ายทัพบกเจ้าพระยาจักรีบ้านโรงฆ้องยกไป ทัพหน้าได้ตีกับเขมรๆ แตก”
“เจ้าพระยาจักรีจึ่งแต่งคนเข้าไปว่ากล่าวกับนักพระแก้วฟ้าๆ ออกยอมถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทอง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สถานการณ์ที่เคยเกิดมาแล้วในรัชกาลก่อนๆ เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมในรัชกาลนี้ เปลี่ยนเพียงเวลาและตัวบุคคลเท่านั้น
นั่นคือกรุงกัมพูชาธิบดีถวายช้างเผือก เขมรฝักใฝ่ญวน ทัพไทยยกไปปราบ “พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา” บันทึกว่า นักพระแก้วฟ้า พระเจ้ากรุงกัมพูชาส่งพระราชสาส์นกราบบังคมทูลถวายช้างพังเผือก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดให้ข้าหลวงและกรมช้างไปรับมา
“ข้าหลวงและกรมช้างกราบถวายบังคมลาไป ครั้นเถิงกรุงกัมพูชาธิบดีแล้ว นักพระแก้วฟ้าแต่งพระยาพระเขมรให้คุมช้างเข้ามาส่ง ๓ คน ยกมาแต่เมืองกัมพูชาธิบดี เดือนหนึ่งกับ ๒๐ วัน มาเถิงศาลาบ่อโพง แล้วจึงให้แห่แหนมา ณ โรงปลูกไว้สำหรับ ณ วัดนางเลิ้ง แล้วให้ทำขวัญและมีการสมโภช ๓ วัน แล้วทรงพระกรุณาสั่งให้ขนานชื่อว่า พระวิเชียรหัสดินทร์ วรินทรเลิศฟ้า ครั้นถ้วนคำรบ ๓ วันแล้ว ให้นำเรือขนาน มีเรือคู่ชักแห่แหน แตรสังข์ฆ้องกลองธงเทียวเข้ามา ครั้นเถิงให้นำขึ้นไว้ ณ โรงช้างพระที่นั่งพระวิหารสมเด็จ แล้วพระราชทานเสื้อผ้าให้พระยาเขมรซึ่งเข้ามาส่งช้าง ๓ คนนั้นแล้ว พระราชทานพรรณผ้าแพรให้พระยาพระเขมรคุมเอาไปพระราชทานนักพระแก้วฟ้าด้วย”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
น่าสังเกตว่า ความสัมพันธ์ที่เขมรมีต่อไทยเป็นไปเพื่อความอยู่รอดของเขมรเองเป็นสำคัญ แม้เขมรจะเป็นเมืองประเทศราชของไทย ใจก็ยังฝักใฝ่ญวนมาโดยตลอด เมื่อใดพี่น้องชนชั้นปกครองเกิดขัดแย้งกัน เมื่อนั้นฝ่ายหนึ่งก็ไปพึ่งพาญวน อีกฝ่ายก็มาพึ่งไทย
ดังที่ “พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา” ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) บันทึกว่า ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
“ณ ปีมะเมียโทศก กรมหมื่นอินทรก็ถึงแก่พิราลัย ให้ตั้งการถวายพระเพลิง ณ วัดชัยวัฒนาราม ปีนั้นนักองค์อึ่งไปเอาญวนมารบพระรามาธิบดี พระศรีชัยเชฐ แตกหนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร มีพระราชโองการให้เกณฑ์ทัพ ๑๐,๐๐๐ ไปกระทำแก่กรุงกัมพูชาธิบดี ให้พระยาราชสุภาวดีเป็นแม่ทัพ ออกไปตั้งชุมพล ณ วัดพระเจดีย์แดง พระยาพระรามคิดอุบายเรียนแก่ท่านอัครมหาเสนาบดี ว่าจะอาสาไปทัพด้วย ๕๐ คน แต่ไม่มีอาวุธ ครั้นแจกอาวุธให้ครบมือแล้ว เพลาค่ำยกไปโพสามต้นพาครอบครัวหนีไป พระเจ้าอยู่หัวให้เกณฑ์ข้าหลวงไปจับได้ ณ ทุ่งบ้านรีบางแก้ว ให้ประหารชีวิตเสีย
พระยาราชสุภาวดียกไปกรุงกัมพูชา ครั้งนั้นนักองค์อึ่งก็นบนอบโดยปกติ พระยาราชสุภาวดียกทัพกลับมากรุง อยู่ประมาณปีหนึ่ง นักองค์อึ่งถึงแก่พิราลัย ให้พระรามาธิบดีออกไปครองกรุงกัมพูชา”
จากสมัยสุโขทัย อยุธยา มาจนถึงสมัยธนบุรี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมรนอกจากปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์ ยังบันทึกไว้ในวรรณคดี ดังที่นายสวนมหาดเล็ก พรรณนาไว้ใน “โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี” ว่า พระปรีชาสามารถและพระบรมเดชานุภาพด้านการทำศึกสงครามของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นที่โจษขานเลื่องลือไปในวงกว้าง จึงมีหลายชาติพากันมาพึ่งพระบารมี บ้างก็จัดเครื่องราชบรรณาการและดอกไม้เงินดอกไม้ทองมาถวายในฐานะเมืองประเทศราช (= เมืองขึ้น เมืองออก)
“๏ นานาประเทศขึ้น ยังหลาย
เปนที่ทูลทางถวาย ดอกไม้
หิรัญรัตนทองพราย สรรพส่ง มานา
ทั้งพระยาไทรไซร้ มอบเกล้าสดุดี ฯ”
กวีเอ่ยถึงหลายชาติ เช่น แขกชวา (อินโดนีเซีย) มลายู (มาเลเซีย) จีน ฝรั่งลันดา (= วิลันดา ฮอลันดา) ลาว มอญ โดยเฉพาะเขมรนั้นระบุนามไว้ชัดเจน เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์
“๏ แขกชวาวรเทศทั้ง มลายู
จีนฝรั่งลันดาดู ดาษเฝ้า
ลาวมอญย่อมถนอมชู วรบาท พระนา
พระกรุญเหนือเกล้า กล่อมเลี้ยงควรฐาน ฯ
“๏ นักองค์รามนเรศน์แม้น รามา
เปนปิ่นกัมพูชา ใช่น้อย
นักฟ้าทลหะมหา อุปราช เขมรแฮ
มาพึ่งบทรัชช้อย ชื่นเฝ้าบริบาล ฯ”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
‘นักองค์ราม’ และ ‘นักฟ้าทลหะ’ นี้มีนามปรากฏใน “จดหมายรายวันทัพสมัยกรุงธนบุรี” คราวปราบเมืองพุทไธมาศและเขมร เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๔ ตอนหนึ่งว่า
“อนึ่ง ให้มีหนังสือไปเถิงพระองค์รามราชา ว่าได้ให้กองทัพพระยายมราช พระยาโกษาอยู่ช่วยราชการพระองค์รามราชา ถ้าราชการกรุงกัมพูชาธิบดีสงบแล้ว จึงให้กองทัพพระยายมราช พระยาโกษากลับเข้าไปกรุงฯ แลพระราชทานข้าว ๑๐๐ เกวียน ดินประสิว ๕ หาบ ดีบุก ๕ หาบ ไว้แก่พระองค์รามราชาสำหรับราชการ อนึ่งฟ้าทะละหะ ครั้นสงบราชการแล้ว ให้คงที่เป็นฟ้าทะละหะทำราชการด้วยพระองค์รามราชา ทะนุกบำรุงแผ่นดินกรุงกัมพูชาธิบดีสืบไป” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ตัวอย่างที่คัดมาจาก “โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี” ระบุนาม ‘นักองค์ราม’ (หรือนักองค์โนน – นักองค์นนท์ หรือ ‘พระองค์ราม หรือพระองค์รามราชา’) เป็นกษัตริย์กัมพูชาที่ใกล้ชิดสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีและได้รับการสนับสนุนให้เป็นใหญ่ปกครองดินแดนเขมร ส่วน ‘นักฟ้าทลหะ’ (หรือ ‘ฟ้าทะละหะ (มู) คืออุปราชเขมร เป็นขุนนางชั้นสูง หรือผู้สำเร็จราชการเขมรที่มีอำนาจมากและฝักใฝ่ญวน อยู่เบื้องหลังการสังหารนักองค์รามในเวลาต่อมา
ไทยเป็นฝ่ายช่วยเหลือเกื้อหนุนเขมรมาโดยตลอด ช่วยทำศึกสงคราม ปราบปรามความไม่สงบในบ้านเมืองเขมร สนับสนุนปัจจัยในการดำรงชีพ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ดำเนินเรื่อยมายาวนานจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ แต่สิ่งที่ไทยได้รับนั้นน่าคิด
ติดตามฉบับหน้า
