bg-single

ชายผู้ปีนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมา

27.03.2026

บ่ายร้อนระอุ เปลวแดดลามเลียผิวถนนเป็นมันวับ

บนท้องฟ้า ดวงอาทิตย์เจิดจ้าร้อนแรง ตัดสลับกับท้องฟ้าสีน้ำเงินอ่อนคล้ายสีน้ำทะเล ลึกลงไปในท้องฟ้า เครื่องบินลำหนึ่งกำลังพ่นควันเป็นทางยาวสีขาว ดูเหมือนจิตรกรตวัดสีจากปลายพู่กันทิ้งไว้

บนแผ่นดิน สายลมสงบนิ่ง ควันท่อไอเสียรถยนต์ลอยคลุ้งปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ เสียงเครื่องยนต์คำรามสลับกันไปมา คล้ายท่วงทำนองจากเครื่องดนตรี เสียงแตรให้สัญญาณความเร่งรีบ ผู้คนเดินขวักไขว่บนทางเท้าริมถนน

ทั้งหมดนั่น คือความวุ่นวายเป็นปกติของเมืองแห่งนี้ เมืองหลวงของประเทศไทย เมืองที่ผู้คนเดินทางมาทำมาหากิน แสวงหาโอกาสและชีวิตใหม่ บ้างสำเร็จตามหวัง บ้างล้มเหลวไม่เป็นท่า บ้างสูญหายมิบอกลา บ้างยังคงแสวงหาอยู่ทุกวัน

หากบ่ายวันนี้ ดำเกิง ชายวัยกลางคน หลังงุ้ม ผมยาว ผิวซีดคล้ายใบไม้แห้ง ผู้อาศัยลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นที่นอนมาหลายปี เพราะล้มเหลวจากการแสวงหาโอกาสในเมืองหลวง กระทั่งไม่กล้ามองกระจก ไม่กล้าสบตากับตนเอง ไม่กล้ากลับบ้านเกิด เพราะไม่รู้จะบอกกล่าวพ่อแม่ญาติพี่น้องถึงความล้มเหลวครั้งนี้อย่างไร เขาได้แต่เก็บงำความกลัวเอาไว้ในใจ หลีกเร้นผู้คน อาศัยของเก่าในถังขยะขายเลี้ยงชีพไปวันๆ และคืนวันที่ผ่านพ้นไปนั่นเอง ได้ลบเลือนที่มาของเขาจนเหลือเพียงชื่อเท่านั้น

ทว่าตอนนี้เอง เขาได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ตื่นขึ้นมาพร้อมความฝันอันลุกโชน ความฝันที่ว่า อยากจะปีนขึ้นไปนั่งสมาธิบนพานแว่นฟ้าที่วางรัฐธรรมนูญจำลองเอาไว้ ซึ่งที่ผ่านมา เขาทำได้เพียงอาศัยหลับนอนข้างแท่นปูนแกะสลักทรงปีกที่เป็นสัญญะแห่งเสรีภาพ เพื่อหลบตาจากเจ้าหน้าที่รัฐที่คอยขับไล่คนจรจัดมาตลอด

ดำเกิงรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก เขาดีใจที่สามารถมีความฝันในชีวิตเช่นนี้ ความฝันที่อยากจะป่ายปีนขึ้นไปจากพื้นที่เดิมของตนเอง เขารู้สึกว่า นานแล้วที่ชีวิตแต่ละวันเปล่าดายคล้ายกระดาษชำระชีวิต หลังจากนี้ เขาจะเริ่มทำตามความคิดของตนเองเสียที

ต้องทำทันที เขาคิด

ดําเกิงสลัดความกลัวที่มีออกจากความคิด เขาดึงเชือกสีขาวขนาดเท่านิ้วโป้งที่เก็บจากถังขยะร้อยต่อกัน จนได้ความยาวที่ตั้งใจ เขาทำบ่วงขนาดใหญ่ไว้ สำหรับโยนคล้องฐานพานแว่นฟ้าเพื่อปีนขึ้นไป เขาตรวจดูรอยต่อระหว่างเชือกอย่างพิถีพิถัน เสร็จแล้ว ลุกขึ้นจ้องมองยอดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คะเนระยะห่างการโยนและความสูงในการปีนขึ้นไป

ดำเกิงลุกขึ้นยืนพร้อมเชือกในมือ เขาโยนบ่วงเชือกขึ้นไป ครั้งแรก เชือกไหลลงมา เขาโยนเชือกอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง จนเชือกคล้องที่ฐานพานแว่นฟ้าตามตั้งใจ เขาดึงบ่วงเชือกให้รัดแน่น ตอนนี้เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าจะสามารถปีนขึ้นไปได้ตามที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า เพราะดูเหมือนยอดอนุสาวรีย์จะสูงกว่าที่คิดไว้

แต่ยังไงต้องทำให้ได้ เขาบอกตัวเอง

ดำเกิงจับเชือกไว้มั่น ดึงเชือกเข้าหาตัว แล้วเริ่มปีนขึ้นไปอย่างช้าๆ ทีละก้าว ทีละก้าว

ไม่นาน ดำเกิงปีนมาถึงฐานพานแว่นฟ้า เขาดึงตัวเองขึ้นไปเหยียบบนฐาน แล้วปีนขึ้นไปนั่งบนแท่นรัฐธรรมนูญจำลองได้อย่างที่ตั้งใจ เขาบรรจงนั่งขัดสมาธิ วางมือขวาทับซ้าย ตัวตรง หลังตรง หลับตาลง สูดลมหายใจลึกยาวเข้าปอด หายใจเข้ารู้ตัว หายใจออกรู้ตัว

ดำเกิงรู้สึกปีติอย่างบอกไม่ถูก หัวใจของเขาสงบนิ่ง จิตใจของเขาเงียบสงบ เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย เขารับรู้ว่าตอนนี้สายลมพัดกระทบร่างกาย เขาพยายามประคองสติตั้งมั่น หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ

ดำเกิงรู้สึกตัวเบาขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกว่าชั่วขณะร่างกายของเขากำลังลอยขึ้นเหนือพื้น เขารู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก ได้แต่บอกตัวเองว่าพยายามครองสมาธิเอาไว้ นานเหลือเกินที่เขาไม่เคยรู้สึกสงบเช่นนี้ นานเหลือเกินที่ปล่อยให้ชีวิตเลือนหายจนเหลือแต่ชื่อเท่านั้น

ทว่าความสงบนั้นกลับสิ้นสุดลง เพราะต่อมา เขากลับเห็นตนเองกำลังนอนหลับ เงียบเชียบ เหน็บหนาว และไร้ตัวตนต่อสายตาคนที่ผ่านไปมาบนฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

“ลงมาเถอะครับ ถ้าไม่ลงมา เราจะขึ้นไปจับคุณลงมา”

เสียงประกาศดังมาจากด้านล่าง ปลุกดำเกิงจากสมาธิ เขาค่อยๆ ลืมตา มองลงไปด้านล่าง เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย ยืนอยู่ที่ฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ฉับพลัน แสงแฟลช สาดกระทบใบหน้าของดำเกิงคล้ายสายฟ้าฟาด นักข่าวยืนถือกล้องถ่ายรูป กล้องโทรทัศน์ รายล้อมวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ดำเกิงมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นโดรนบินอยู่หลายลำ

“ลงมาเถอะครับ มันอันตราย” ตำรวจถือโทรโข่งส่งเสียงบอกให้เขาลงมา “คุณต้องการอะไร บอกเรามาเถอะครับ อย่าทำแบบนี้เลย”

ดำเกิงรู้สึกประหม่า ที่ผ่านมาในชีวิต ไม่เคยถูกใครจับจ้องสนใจมากมายขนาดนี้ ครั้งนี้มีทั้งตำรวจและนักข่าวรายล้อมให้ความสนใจ

“ผมแค่จะมานั่งสมาธิ” ดำเกิงตะโกนบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนอยู่ด้านล่าง

“ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่งสมาธิหรอกครับ ถ้าคุณอยากนั่งสมาธิจริงๆ เราจะพาคุณไปส่งที่วัดให้ ว่าแต่ คุณลงมาก่อนเถอะครับ”

“พี่ต้องการเรียกร้องอะไรคะ” เสียงนักข่าวตะโกนแทรกขึ้นมา

“ผมไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไร” ดำเกิงตะโกนบอกนักข่าว

“พี่ต้องการเรียกร้องอะไรบอกเราได้นะคะ ถ้าพี่ไม่กล้าบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจ” นักข่าวตะโกนบอกอีกครั้ง

ตอนนี้ ดำเกิงเริ่มรู้สึกว่าเรื่องราวไม่เป็นตามที่ตั้งใจไว้แล้ว เขาเห็นชาวบ้านจำนวนมากเดินมารวมตัวที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตำรวจเริ่มกระชับวงเข้ามาที่ฐานอนุสาวรีย์พร้อมอาวุธในมือ นักข่าวและกล้องก็เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นกัน

ดำเกิงสูดลมหายใจเข้าออกยาว พยายามควบคุมสติตนเอง เขาไม่เคยคิดเลยว่า การตัดสินใจปีนขึ้นมานั่งสมาธิบนยอดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตแบบนี้

“ยื่นข้อเรียกร้องของคุณมา แล้วเราจะเจรจากัน” ตำรวจส่งเสียงผ่านเครื่องขยายเสียงจากรถยนต์ตำรวจที่จอดอยู่ด้านล่าง

เราควรเรียกร้องอะไร ดำเกิงทบทวนคำพูดของตำรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เข้าใจว่าตนควรเรียกร้องอะไร และไม่เข้าใจว่าตนมีสิทธิ์ในการเรียกร้องสิ่งใด ในฐานะคนที่อาศัยหลับนอนที่ฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาหลายปี เขาไม่เคยคิดว่าตนเองสลักสำคัญอะไรกับสังคมหรือประเทศนี้ ที่ผ่านมาเขาออกไปเก็บของเก่าที่ถังขยะ นำไปขาย ชีวิตวนเวียนเช่นนั้น วันแล้ววันเล่า โดยไม่เคยมีใครมาสนใจหรือเหลียวมอง

“ผมไม่เรียกร้องอะไร” ดำเกิงตะโกนออกไปสุดเสียง

บรรยากาศรอบตัวเริ่มตึงเครียด

ตํารวจจับกลุ่มวางแผนเตรียมเข้าจับกุม นักข่าวตั้งกล้องถ่ายทอดสด ประชาชนเพิ่มจำนวนจนเต็มลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หลายคนเริ่มไลฟ์สดบรรยากาศผ่านมือถือของตน ทว่าดำเกิงยังคงนั่งสมาธิสงบนิ่ง คล้ายไม่สนใจว่าบรรยากาศรายรอบจะเป็นอย่างไร

บนลานหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตำรวจเริ่มปรึกษาหารือว่าจะเอาอย่างไร ตอนนี้เรื่องทำท่าจะบานปลาย หากใช้กำลังเข้าจับกุม นักข่าวและประชาชนกำลังจับตาดูอยู่ เกิดพลาดพลั้ง รุนแรง จะถูกประชาชนตำหนิได้

นักข่าวเริ่มตั้งคำถามถึงที่มา ตัวตน และข้อเรียกร้องของเขา ในช่วงเวลาเดียวกัน สื่อออนไลน์เริ่มคาดเดาความต้องการในการนั่งสมาธิไปต่างๆ นานา

หน้าจอโทรทัศน์รายการหนึ่ง นักข่าวเริ่มรายงานข่าวการปีนขึ้นไปนั่งสมาธิบนพานแว่นฟ้าเหนือแท่นจำลองรัฐธรรมนูญ โดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมาในรอบหลายปี พวกเขาเชื่อว่าการปีนขึ้นไปครั้งนี้ มีนักการเมืองหนุนหลัง บ้างก็เชื่อไปไกลกว่านั้นว่ามีนายทุนต่างชาติอยู่เบื้องหลังแน่นอน

ไม่นานนัก ตำรวจก็เริ่มต้นเจรจาอีกครั้ง ครั้งนี้มีตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาลเข้าร่วมการเจรจา

“สวัสดีครับ ผมประชา เลือกสรร ตัวแทนรัฐบาลไทย รับหน้าที่มาเจรจาข้อเรียกร้องกับคุณ ว่าแต่คุณชื่ออะไรนะครับ”

ดำเกิงมองไปยังต้นเสียง เห็นนายประชา เลือกสรร แต่งกายในชุดสูทกำลังสนทนากับตน

“ผมชื่อดำเกิงครับนาย” ดำเกิงยอมบอกชื่อตนเอง ด้วยท่าทีและภาษาที่สุภาพที่สุด หลังผ่านไปหลายชั่วโมงของการนั่งสมาธิ

“ครับ คุณดำเกิง เอาอย่างนี้ดีไหมครับ คุณลงมา แล้วเรามาคุยข้อเสนอร่วมกัน” ประชา เลือกสรร ตัวแทนรัฐบาลไทยหว่านล้อมดำเกิงให้ลงมาจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

“ผมไม่มีข้อเรียกร้องอะไรหรอกครับนาย ที่ผมขึ้นมาบนนี้ ผมแค่ต้องการนั่งสมาธิเท่านั้นเอง ที่ผ่านมาผมก็นอนอยู่ด้านล่างนี้หลายปี ไม่เห็นจะมีใครสนใจ ผมก็เลยคิดว่าถ้าได้ลองปีนขึ้นมา คงไม่เป็นไรหรอก ใครจะสนใจว่าคนแบบผมจะทำอะไร” ดำเกิงพูดยืดยาวกว่าที่เคยพูดมาชั่วชีวิต

คำพูดของเขาถูกถ่ายทอดผ่านสื่อมวลชน เผยแพร่ต่อประชาชนทั่วประเทศทันที สื่อโซเชียลมีเดียเริ่มไลฟ์สดบรรยากาศรอบด้าน ผู้คนเริ่มรับรู้เรื่องราวของดำเกิงมากขึ้น และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ผู้คนได้ทยอยเดินทางเข้ามาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

หลังการเจรจาไม่เป็นผล ประชา เลือกสรร ตัวแทนรัฐบาลไทย เดินทางกลับทันที ส่วนดำเกิงยังคงยืนยันว่าจะนั่งสมาธิต่อไป เขาให้เหตุผลว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะนั่งสมาธิบนนั้น หลังจากนอนอยู่ด้านล่างโดยไม่มีคนสนใจมาหลายปี

เหตุการณ์ยังคงดำเนินต่อไป

ช่วงแรก หลังประชา เลือกสรร ตัวแทนรัฐบาลไทยกลับไป เขาได้นำเรื่องราวของดำเกิงไปแจ้งต่อรัฐบาล ส่วนสื่อมวลชนยังคงปักหลักถ่ายทอดสดการนั่งสมาธิแบบข้ามวันข้ามคืน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็ค่อยๆ เงียบลง คล้ายจุดเริ่มต้น

ขณะเวลาเลื่อนไหล จากวัน สู่สัปดาห์ ผ่านเดือน ดำเกิงก็พบว่าเขาได้อยู่คนเดียวอีกครั้ง ตอนนี้ไม่มีใครสนใจการนั่งสมาธิของเขาอีกแล้ว แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ เมื่อไร้คนสนใจ เขากลับสามารถดำดิ่งสู่ห้วงสมาธิยาวนานขึ้น

หลังจากนั้น เมื่อฤดูฝนมาเยือน ฝนก็ตกลงมาต่อเนื่อง และพลันที่สายฝนหล่นกระทบร่างกาย ดำเกิงรู้สึกว่าบางส่วนของเขากำลังถูกละลายลงไปพร้อมสายฝน ชะไหลลงอาบฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไหลลงบนถนนราชดำเนิน

การละลายตัวของดำเกิงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยปราศจากคนสนใจ กระทั่งก่อนการสาบสูญตลอดกาล ดำเกิงคล้ายเห็นผู้คนมากหน้าหลายตาเดินขบวนเข้ามารวมตัวกันที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีทั้งเด็กนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ตำรวจ นักข่าว เขาได้ยินเสียงปราศรัยสลับกับเสียงไซเรนของตำรวจตลอดเวลา ไม่นานการปะทะก็เกิดขึ้น เลือดและกลิ่นความตายกำจายฟุ้งเป็นเกสรดอกชบา

ดำเกิงเห็นภาพตนเองกำลังบินผ่านฝูงชน ในร่างของผีเสื้อกลางคืนสีดำ เขาบินผ่านฝูงชน ผ่านเสียงสนทนา ผ่านการปะทะทุบตี ผ่านหยดเลือดและกลิ่นความตาย เขาเห็นบางคนตายแล้วฟื้นขึ้นมา ครั้งแล้วครั้งเล่า

และในภาพจำสุดท้าย เขามองเห็นดอกไม้บานสะพรั่งเต็มอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | เดิมพัน ไชยชนก ชิดชอบ กับ AI PASSPORT
15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสิน ‘ปราสาทพระวิหาร’ ตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
ผ่าแผนรื้อสวัสดิการรัฐ เช็กบิลคนเนียนจน ทางรอดไทยยุคถังปริ่มแตก
ดันดาดัน 2 : ถึงแม่จะเป็นผี แต่แม่ก็อยากจะมีอยู่จริง
ความทรงจำ
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (2)
3 ทศวรรษ ‘Love Letter’ จาก ‘จดหมายรัก’ ระหว่าง ‘คนแปลกหน้า’ สู่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘ธาตุแท้ของมนุษย์’
การละเล่นเพลงประชาชน
‘หัวใจ กับ เครื่องมือ’
ขมคอ สตอรี่ (1)
สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | รัฐธรรมนูญ กับ ฮั้วส.ว. การเมือง ละเอียดอ่อน