จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
ฉบับที่แล้วทิ้งท้ายไว้ว่าเชื้อสายของ ‘นักองค์เอง’ กษัตริย์เขมร มีชื่ออยู่ในวรรณคดีไทยเรื่องหนึ่ง วันนี้ขอเฉลยว่าคือบทละครรำเรื่อง “อิเหนา” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
บทละครเรื่องนี้มีหลายสิ่งสะท้อนถึงพระราชนิยมส่วนพระองค์อย่างชัดเจน
หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ‘ม้า’ พาหนะสำคัญในการเดินทาง
น่าสังเกตว่า ตอนที่กล่าวถึงเรื่อง ‘ม้า’ มักพรรณนาอย่างประณีตมีรายละเอียดสมจริง นำเสนอภาพอย่างคนที่เจนจัดเรื่องม้า เคยใกล้ชิด เคยขับขี่เป็นประจำจนคุ้นชินพฤติกรรม นิสัยใจคอ ท่วงท่า ความสามารถของม้า ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับม้าเป็นอย่างดี
ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ก่อนอภิเษกอิเหนาและราชบุตรราชธิดาสี่พระนคร บทละครพรรณนาถึงม้าในขบวนเสด็จของอิเหนาที่ออกไปรับท้าวหมันหยา ซึ่งน่าจะเป็นม้าตัวโปรดของรัชกาลที่ 2 ดังนี้
“๏ เกณฑ์ทหารอาสาขี่ม้าแข็ง กางเกงแดงใส่เสื้อเสนากุฎ
ถือธนูกำซาบปืนคาบชุด ธงสีกระบี่ครุฑด้ามเงิน
พนักงานม้าต้นขนเครื่อง ผูกม้าเหลืองฝีเท้าราวเหาะเหิน
การจะไล่มฤคีไม่มีเกิน เขาสรรเสริญนักหนาม้าตัวนี้
เอาม้าเทียมเตรียมไว้เกยชาลา โต๊ะทองรองหญ้ามันน่าขี่
คนเลี้ยงถือแส้จามรี ปัดแมลงหวี่ยุงริ้นที่บินตอม”
มาถึงตรงนี้มีคำถามว่า “แล้วเชื้อสายของนักองค์เอง กษัตริย์เขมร มาเกี่ยวกับม้าในบทละครรำเรื่องอิเหนาได้อย่างไร?”
คำตอบอยู่ในตอนที่กล่าวถึง ‘ม้าทรงของอิเหนา’
“๏ ม้าเอยม้าคลี ท่วงทีขี่ขับงามรับเครื่อง
เต้นน้อยซอยซ้ำย่ำเยื้อง ตัวเหลืองผมขาวฝีเท้าดำ
สำหรับองค์ทรงคลีที่สนาม ไม่เข็ดขามควบขึงตะบึงร่ำ
ติดคู่ไม่สู้กินมัดจำ ถึงตัวดำนพรัตน์ที่จัดเจน
เอาไปเปรียบหลายหนก่นแต่หนี ด้วยว่าทรงขับขี่เขาเคยเห็น
ผิดเจ้าของขึ้นตกหกคะเมน องค์จันทร์เจ้าเขมรถวายมา”
ม้าทรงของอิเหนาจากตัวอย่างข้างต้นเป็น ‘ม้าคลี’ หรือม้าสำหรับตีคลี อาจารย์ศุภร บุนนาค อธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง “สมบัติกวี ชุด อิเหนา” ว่า
“รัชกาลที่ ๒ ท่านมีม้าตัวโปรดหลายตัว ตัวที่กล่าวถึงในเรื่องตอนนี้ท่าทีจะเป็นตัวโปรดมาก ในขณะนั้นกีฬาที่เจ้านายและขุนนางชอบมากคือ ขี่ม้าตีคลี เรื่องการตีคลีนี้เห็นจะติดมาจากข้างอินเดียเป็นแน่ เมื่อฝรั่งไปเป็นเจ้าในเมืองแขกก็พลอยได้รับกีฬาอันนี้ติดมาด้วย
การตีคลีต้องมีม้าคู่ขา ม้าคลีต้องดีทั้งกำลังฝีเท้า และความฉลาดคล่องแคล่ว ข้อสำคัญคือต้องรู้จักจำผู้ขี่ได้ อย่างที่เรียกว่าคู่ขากัน”
อาจารย์ศุภรเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับ ‘องค์จันทร์เจ้าเขมร’ ที่ถวายม้ามา ดังนี้
“‘องค์จันทร์เจ้าเขมร’ ที่กล่าวถึงนั้นคือ (นัก) พระอุทัยราชา โอรสสมเด็จพระนารายณ์ราชา (นักองค์เอง) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าผู้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนานี้ได้ทรงอุปการะเลี้ยงดูมาก่อน ภายหลังเมื่อนักองค์จันทร์ได้ไปเป็นสมเด็จพระอุทัยราชาครองเมืองเขมรก็กลับเอาใจออกหากไม่เป็นมิตรกับกรุงเทพฯ แต่กระนั้นก็ยังไม่กล้าทำให้โจ่งแจ้ง ประเดี๋ยวๆ ก็มีหนังสือเข้ามากราบทูลแก้ตัวเสียทีหนึ่ง”
“เหตุการณ์เป็นดังนี้หลายคราว เพราะฉะนั้นเมื่อมีหนังสือเข้ามาทีไรก็คงจะมีของบรรณาการเข้ามาถวายด้วย ม้าที่กล่าวถึงนี้ก็เห็นจะมีที่มาในคราวใดคราวหนึ่งกับเครื่องบรรณาการนั่นเอง เป็นม้าดีตัวโปรดซึ่งคงภูมิพระทัยมาก เพราะเป็นของถวาย เป็นพยานของความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ เผอิญม้านั้นก็ยอดเยี่ยมเสียจริงๆ ด้วย” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

นานาพฤติกรรมของนักองค์จันทร์นั้นยากที่ใครจะยอมรับได้ ดังที่ “จดหมายเหตุความทรงจำ ฉบับ พ.ศ.๒๔๕๙” บันทึกว่า
“เจ้าพระยาบดินทรเดชาเป็นแม่ทัพใหญ่ไปตีพนมเพ็ญเดินพลตามสถลมารค องค์จันทร์ได้ข่าวหนี ผลอกตัญญูลบหลู่พระคุณสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระอัยกา (รัชกาลที่ ๑) เลี้ยงองค์เองแต่ชันษาได้ ๙ ปี จนได้บวชแห่ทรงเครื่องกษัตริย์อย่างว่าเกิดแต่สายอุทร จนถึงองค์จันทร์เหมือนกับราชนัดดา หาเข้ามาถวายพระเพลิงไม่ เป็นคนอกตัญญูทรยศต่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงแผ่นดินกลาง (รัชกาลที่ ๒) หาเข้ามาถวายพระเพลิงไม่” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ) (‘พระพุทธเจ้าหลวง’ เป็นคำที่ใช้เรียกพระเจ้าแผ่นดินที่สวรรคตไปในรัชกาลก่อนหน้า ไม่ได้หมายถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เท่านั้น ข้อมูลจาก กรกิจ ดิษฐาน https://www.posttoday.com)
“พระราชวิจารณ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” เรื่องจดหมายความทรงจำของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพธิ์) วิเคราะห์ถึงสถานการณ์บ้านเมืองไทยและเขมรในสมัยรัชกาลที่ ๑ ดังนี้
“แต่พอเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ ก็พอเกิดเหตุขึ้นด้วยเรื่องเมืองเขมร ซึ่งถ้าหากว่าไมตรีในระหว่างองเชียงสือกับกรุงเทพฯ ไม่มีอยู่แต่ก่อน แลไม่อาศัยความผ่อนผันของรัฐบาลในเวลานั้น น่าจะเกิดเหตุถึงรบพุ่งกันได้
“สาเหตุที่ทำให้เกิดความลำบากขึ้นนั้นคือ พระนารายณ์รามาธิบดี นักพระองค์เอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์เศกไปให้ครองกรุงกัมพูชา อยู่ได้ ๓ ปีก็ถึงแก่พิราลัย มีลูกยังเด็กอยู่ ๔ คน คือ องค์จันทร์ ๑ องค์อิ่ม ๑ องค์สงวน ๑ องค์ด้วง ๑ ฟ้าทะละหะซึ่งเปนบิดาเลี้ยงนักองค์เองมาแต่ก่อน ได้เปนผู้บังคับบัญชาราชการสิทธิ์ขาดในเมืองเขมร เวลานั้นญวนกำลังอยู่ในเวลารบกันภายในเมือง ไม่สู้มีอำนาจบังคับบัญชาเขมรได้นัก ฟ้าทะละหะปกครองเมืองเขมร ตามคำสั่งของกรุงเทพฯ ฝ่ายเดียวโดยมากทุกอย่าง ได้พาองค์จันทร์เข้ามาเฝ้า ๒ ครั้ง จนฟ้าทะละหะนั้นชรามาก มาตายในกรุงเทพฯ จึงได้พระราชทานอภิเศกให้นักองค์จันทร์ ซึ่งเวลานั้นมีอายุเพียง ๑๖ ปี ขึ้นเปนสมเด็จพระอุไทยราชา เจ้ากรุงกัมพูชา” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ต่อมาความสัมพันธ์ไทย – เขมรเริ่มแปรปรวน เนื่องจากพฤติกรรมและการตัดสินใจของนักองค์จันทร์ หรือสมเด็จพระอุไทยราชา ฉบับหน้าอย่าพลาด
