สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง
มูลนิธิสุขภาพไทย
หากเรียกชื่อว่า มอร์นิ่งกลอรี่ (Morning Glory) ใครๆ ก็พอรู้จักเป็นไม้เลื้อยดอกรูปแตรมักบานในช่วงเช้าและหุบในช่วงสาย ปลูกง่าย นิยมปลูกประดับรั้วและสวน เป็นพันธุ์พืชอยู่ในวงศ์ผักบุ้ง (Convolvulaceae) แต่ถ้าเรียกชื่อว่า จิงจ้อแดง คนอาจนึกว่าเป็นคนละพันธุ์ แต่แท้จริงแล้วคือไม้ชนิดเดียวกัน
จิงจ้อแดง (Ipomoea hederifolia L.) มีความสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี และยังมีคุณสมบัติโตเร็ว จึงมีการแพร่กระจายออกสู่ธรรมชาติได้อย่างรวดเร็ว ดอกของจิงจ้อแดงจะเหมือนกับดอกของต้นคอนสวรรค์ (Ipomoea quamoclit L.) มาก เพราะเป็นพืชที่อยู่ในสกุลเดียวกัน แต่ต้นคอนสวรรค์มีใบเป็นเส้นฝอย
แปลกแต่ก็จริงที่จิงจ้อแดงมีคนมองแตกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกมองว่าเป็นวัชพืช อีกฝ่ายมองว่าเป็นไม้ประดับน่าปลูก แต่ในมุมมองของเภสัชวิทยาพื้นบ้าน จิงจ้อแดงกลับมีแง่มุมที่น่าสนใจทั้งในด้านโครงสร้างเคมีและสรรพคุณในการบำบัดรักษา
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ จิงจ้อแดงมีชื่อสามัญ (Common Names) ว่า Scarlet Morning Glory, Scarlet Creeper, Ivy-leaf Morning Glory, Star Glory ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ เช่น จิงจ้อ (ภาคกลาง) ผักบุ้งแดง มอร์นิ่งกลอรี่แดง (ชื่อเรียกทั่วไปตามลักษณะดอก) เป็นไม้ล้มลุกปีเดียวหรือหลายปีที่มีลักษณะการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพัน (Twining herb) ลำต้นเรียวเล็ก ผิวเรียบเกลี้ยงหรือมีขนประปราย สามารถเลื้อยได้ไกล 2-5 เมตร มักแตกกิ่งก้านสาขาหนาแน่น ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ (Alternate) จุดเด่นคือใบมีรูปร่างคล้ายหัวใจ (Cordate) หรือเป็นแฉก 3-5 แฉก (Lobed) คล้ายใบไอวี่ ขอบใบเรียบหรือหยักเป็นฟันเลื่อยห่าง ๆ ปลายใบแหลม ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกมีสีแดงสดถึงแดงส้ม รูปร่างเป็นหลอดแคบยาวและบานปลายออกคล้ายแตร (Trumpet-shaped) ขนาดดอกประมาณ 2-4 เซนติเมตร เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียยื่นยาวพ้นปากหลอดดอกออกมาเล็กน้อย ผลเป็นแบบแห้งแตก (Capsule) รูปร่างกลม เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดสีดำ 1-4 เมล็ด ผิวเมล็ดมีขนละเอียดนุ่ม
เมื่อสืบค้นความรู้ทางการแพทย์พื้นบ้านและในตำรับตำราการแพทย์พื้นบ้านที่มีการกล่าวถึงในหลายประเทศนั้น โดยเฉพาะในแถบอเมริกากลางซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของต้นจิงจ้อแดง และบางส่วนของเอเชีย ได้มีการบันทึกการใช้จิงจ้อแดงไว้พอสมควร เช่น

ใบและเถา ใช้เป็นยาเย็น มีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อน แก้ไข้ นำมาตำพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ หรือแผลที่เกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อย ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอาการบวมและต้านการอักเสบ
ราก มีการใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และยาถ่ายอย่างอ่อน (Laxative) ช่วยระบายท้องในกรณีที่มีอาการท้องผูก
เมล็ด หากนำมาใช้ในปริมาณน้อยๆ ใช้ขับพยาธิและช่วยเจริญอาหาร อย่างไรก็ตาม เมล็ดพืชในวงศ์ผักบุ้ง (Convolvulaceae) มักมีสารที่ส่งผลต่อระบบประสาท จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง
ใช้ทั้งต้น นำมาต้มรวมกัน เอาน้ำใช้ชะล้างบาดแผลหรืออาบเพื่อรักษาโรคผิวหนังและผดผื่นคัน
ในปัจจุบันเริ่มมีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาเพิ่มมากขึ้น หรือกล่าวได้ว่าเริ่มหันมาสนใจวัชพืชต้นนี้ และอยากรู้ว่าจะมีผลการศึกษาสรรพคุณด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์อย่างไร จึงพบว่า จิงจ้อแดงมีสารสำคัญกลุ่มแอลคาลอยด์ (Alkaloids) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) แซบโปนิน (Saponins) และแทนนิน (Tannins) โดยเฉพาะในเมล็ดและใบมีการตรวจพบสารกลุ่มเอิลโกไลน์ แอลคาลอยด์ (Ergoline alkaloids) ในปริมาณต่ำ ซึ่งเป็นสารที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับที่พบในพืชกลุ่มมอร์นิ่งกลอรี่ชนิดอื่นๆ ที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Antimicrobial Activity)
งานวิจัยหลายฉบับระบุว่า สารสกัดจากใบจิงจ้อแดงด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียหลายชนิด ทั้งกลุ่ม Gram-positive และ Gram-negative ซึ่งสนับสนุนการใช้รักษาโรคผิวหนังและการติดเชื้อในแผลตามภูมิปัญญาชาวบ้าน และยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant Activity) เนื่องจากดอกและใบมีสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์สูง จึงมีคุณสมบัติในการกำจัดอนุมูลอิสระได้ดี ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ และอาจพัฒนาไปสู่ส่วนผสมในเวชสำอาง หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในอนาคต การศึกษาเรื่องสารแอลคาลอยด์ในเมล็ดมีงานวิจัยวิเคราะห์สารสกัดจากเมล็ดเพื่อดูผลกระทบต่อระบบประสาทกลาง (CNS) พบว่า มีฤทธิ์ในการระงับปวด (Analgesic) แต่อยู่ในขั้นตอนการทดลองในสัตว์ทดลองเพื่อให้ได้ขนาดที่ปลอดภัยต่อมนุษย์
อย่างไรก็ตาม พึงระมัดระวังในการใช้แม้จะเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มาแต่ดั้งเดิม โดยเฉพาะการใช้ส่วนของเมล็ดซึ่งมีสารแอลคาลอยด์ที่หากรับประทานในปริมาณมากจะมีพิษซึ่งมีผลตั้งแต่เบาจนถึงมากได้ เช่น อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเห็นภาพหลอนได้ ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ เนื่องจากพืชในสกุล Ipomoea บางชนิดมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของมดลูก ดังนั้น จะต้องระมัดระวังการใช้และใช้ให้ถูกต้น หรือควรมั่นใจว่าเป็นจิงจ้อแดงชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ipomoea hederifolia L. ไม่ใช่ต้นคอนสวรรค์ ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ipomoea quamoclit L. เพราะ 2 ชนิดนี้มีลักษณะดอกคล้ายกัน แต่เมล็ดของคอนสวรรค์มีความเป็นพิษสูง
จิงจ้อแดง เป็นพืชที่มีศักยภาพสูง เป็นทั้งไม้ประดับสวยงาม และมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลากหลาย มีสรรพคุณสมุนไพรที่น่าสนใจในการพัฒนาต่อยอด หากจำแนกและใช้ให้ถูกต้นถูกวิธี พัฒนาสู่เครื่องสำอางหรือยาแก้โรคผิวหนังที่คนทั่วไปเป็นกันบ่อย และยังได้ยาสมุนไพรที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยด้วย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
