bg-single

คุยกับทูต | เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน มหาอำนาจหลักในภูมิภาคคอเคซัสใต้ที่กำลังเติบโต (2)

05.04.2026

รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน

Chanadda Jinayodhin

มาทำความรู้จักอาเซอร์ไบจาน (Azerbaijan) ให้มากขึ้นกันต่อ ประเทศนี้ซ่อนความงดงามและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ เหมาะสำหรับการไปเยี่ยมชมความแปลกใหม่ระหว่างสองทวีป

ฉายา “Land of Fire” ดินแดนแห่งไฟที่ไม่มีวันดับนี้ ตั้งอยู่บริเวณคอเคซัสใต้ เชื่อมต่อยุโรปตะวันออกและเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ติดทะเลแคสเปียน

มีกรุงบากู (Baku) เป็นเมืองหลวงที่ผสมผสานความทันสมัยและเมืองเก่า อิเชรีเชเฮอร์ (Icheri Sheher) มรดกโลก UNESCO

เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติ วัฒนธรรมการทอพรมระดับโลก และความปลอดภัยสูง

นายเอลชิน รากุบ โอกลู บาชีรอฟ (H.E. Mr. Elchin Ragub oglu Bashirov) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย

ความสัมพันธ์ทางการทูตและทวิภาคี

ระหว่างอาเซอร์ไบจานกับไทยในปัจจุบัน

นายเอลชิน รากุบ โอกลู บาชีรอฟ (H.E. Mr. Elchin Ragub oglu Bashirov) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการทูตและความร่วมมือแบบทวิภาคี

“อาเซอร์ไบจานได้รับเอกราชคืนมาหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานกับราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1992

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งสองประเทศได้รักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน มีความเข้าใจ และความร่วมมือกันมาโดยตลอด ปัจจุบัน เราจึงไม่มีประเด็นค้างคาใดๆ ในวาระการประชุมทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายต่างมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะกระชับความสัมพันธ์ที่มีอยู่และยกระดับความสัมพันธ์ของเราไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

ความมุ่งมั่นทางการเมืองที่แข็งแกร่งของเราเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและทิศทางที่ชัดเจนให้กับประเทศ ช่วยให้ภาคส่วนต่างๆ สามารถคาดการณ์แนวโน้มนโยบายและวางแผนกิจกรรมในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

มีการหารือทางการเมืองครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2025 ระหว่างไทยกับอาเซอร์ไบจาน นำโดย นายเอลนูร์ มัมมาดอฟ (H..E. Mr. Elnur Mammadov) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน และนายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ แห่งราชอาณาจักรไทย ณ กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพฯ

ระหว่างการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความสัมพันธ์ในปัจจุบัน และโอกาสในอนาคตสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี

ในวันเดียวกันนั้นเอง ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยการหารือทางการเมือง โดยนายเอลนูร์ มัมมาดอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน และนายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ แห่งราชอาณาจักรไทย บันทึกความเข้าใจฉบับนี้กำหนดให้มีการจัดตั้งกลไกการหารือทางการเมืองระหว่างสองประเทศ

ได้มีพิธีเปิดสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการไปก่อนหน้า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2025 โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน และผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย

การเปิดสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำราชอาณาจักรไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทวิภาคีของเรา และเราหวังว่าประเทศไทยจะตัดสินใจเปิดสถานเอกอัครราชทูตในอาเซอร์ไบจานในเร็ววันเช่นกัน เนื่องจากอาเซอร์ไบจานมีความสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างมากในภูมิภาคคอเคซัสใต้ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์”

การเปิดสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการทูต เศรษฐกิจ และการค้า

เนื่องจากอาเซอร์ไบจานเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคคอเคซัสใต้ เชื่อมยุโรปกับเอเชีย โดยเป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหลักในทะเลแคสเปียนที่ส่งไปตุรกีและยุโรป

สะท้อนถึงการเติบโตของความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ และเป็นโอกาสที่ดีในการส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ

กรุงบากู เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอาเซอร์ไบจาน

ลำดับความสำคัญสูงสุดในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการเมือง

ระหว่างกรุงบากู (Baku) และกรุงเทพฯ ในปี 2026

“ในปีนี้ อาเซอร์ไบจานจะเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติที่สำคัญสองงาน งานแรกคือการประชุม World Urban Forum ครั้งที่ 13 (WUF13) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-22 พฤษภาคม 2026 ที่กรุงบากู เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอาเซอร์ไบจาน การประชุมนี้จัดโดยโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) และเป็นเวทีที่เหมาะสมสำหรับการสนทนา การทำงานร่วมกัน และการดำเนินการในระดับโลกเกี่ยวกับอนาคตของเมืองต่างๆ ของเรา

กิจกรรมที่สอง คือการประชุมสุดยอดของการประชุมว่าด้วยการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์และมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย (CICA) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมปีนี้ ที่กรุงบากู

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกของ CICA และเราหวังว่าประเทศไทยจะมีผู้แทนในระดับสูงเข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าว

การเข้าร่วมในลักษณะนี้จะเป็นโอกาสที่ดีในการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่ไทยกับเจ้าหน้าที่อาเซอร์ไบจาน และหารือถึงแนวทางในการพัฒนาความร่วมมือทวิภาคีในแต่ละด้าน

ใจกลางเมืองประวัติศาสตร์ของบากูเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอิสลามที่สวยงามสะดุดตา เครดิต -leshi

อีกมิติหนึ่งของความสัมพันธ์ทวิภาคีของเรา คือความร่วมมือระหว่างรัฐสภา รัฐสภาของอาเซอร์ไบจานและไทยกำลังร่วมมือกันอย่างประสบความสำเร็จในกรอบของเวทีพหุภาคีต่างๆ เช่น สหภาพรัฐสภาโลก สมัชชารัฐสภาเอเชีย เครือข่ายรัฐสภากลุ่มประเทศไม่เข้าร่วม และสมัชชารัฐสภาอาเซียน

ทั้งนี้ รัฐสภาใหม่ของไทยได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ และมีการเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่แล้ว ขณะนี้เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรไทยของเรา เพื่อจัดเตรียมการเยือนของประธานรัฐสภาแห่งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานมายังประเทศไทยในปีนี้ และเรามั่นใจว่าการเยือนครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศของเราให้ดียิ่งขึ้น”

มีการเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรและผ่านพิธีรับพระบรมราชโองการฯ เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปกฎหมายและเพิ่มประสิทธิภาพงานนิติบัญญัติ ขณะเดียวกันกำลังเตรียมการเยือนของประธานรัฐสภาอาเซอร์ไบจานเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีในปีนี้

พิธีเปิดสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2025 โดน รมช. ต่างประเทศอาเซอร์ไบจาน และ ผู้ช่วย รมว. ต่างประเทศไทย

อาเซอร์ไบจานและไทย

มุ่งใช้ประโยชน์จากที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์

“อาเซอร์ไบจานและไทยสามารถเป็นประตูสู่กันและกันในภูมิภาคที่ทั้งสองประเทศตั้งอยู่ได้ อาเซอร์ไบจานตั้งอยู่ตรงจุดตัดยุทธศาสตร์ของระเบียงขนส่งระหว่างประเทศทรานส์แคสเปียน หรือ “ระเบียงกลาง” (Middle Corridor) และเส้นทางการขนส่งเหนือ-ใต้ (INSTC) การขนส่งสินค้าผ่าน Middle Corridor จากจีนไปยังยุโรปเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยและคุ้มค่า ไทยสามารถได้รับประโยชน์อย่างมากจากโอกาสที่ Middle Corridor มอบให้

เนื่องจากเส้นทางการขนส่งแบบดั้งเดิมถูกรบกวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เส้นทางขนส่งทาง Middle Corridor หรือ TITR จึงกำลังกลายเป็นทางเลือกที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal) ที่เชื่อมต่อสาธารณรัฐประชาชนจีนกับสหภาพยุโรปผ่านเอเชียกลาง คอเคซัส และตุรกี ถือเป็นทางเลือกที่สำคัญแทนเส้นทางเหนือ (Northern Route) และเส้นทางทางทะเล (ocean route) ระยะเวลาการขนส่งตามเส้นทางขนส่ง Middle Corridor โดยทั่วไปอยู่ที่ 15 ถึง 18 วัน เมื่อเทียบกับ Northern Route เส้นทางนี้สั้นกว่า และเมื่อเทียบกับ ocean route เส้นทางนี้ปลอดภัยและยืดหยุ่นกว่า

จากสถานการณ์ดังกล่าว อาเซอร์ไบจานเข้าใจอย่างชัดเจนว่า การเชื่อมต่อยุโรปและเอเชียผ่านเส้นทางที่มั่นคง ปลอดภัย และแข่งขันได้เป็นสิ่งจำเป็นเชิงกลยุทธ์ (Strategic Necessity) ไม่เพียงแต่สำหรับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการค้าโลกโดยรวมด้วย นี่คือเหตุผลที่อาเซอร์ไบจานกำลังดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเส้นทาง Middle Corridor และวางตำแหน่งให้เป็นเส้นทางที่ดึงดูดใจและมีความยืดหยุ่นในเชิงพาณิชย์”

อาเซอร์ไบจานประกาศให้ปี 2026 เป็น ปีแห่งการวางผังเมืองและสถาปัตยกรรม ขณะที่ กรุงบากูเตรี

อาเซอร์ไบจานยกระดับ Middle Corridor เป็นยุทธศาสตร์หลักในการเชื่อมโยงยุโรป-เอเชีย โดยเน้นความมั่นคง ปลอดภัย และการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ เพื่อเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าทางเลือกที่สำคัญ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบและการปรับปรุงขีดความสามารถของเส้นทางให้ดึงดูดการค้าโลก

“ปัจจุบันอาเซอร์ไบจานยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ครั้งใหญ่ รองรับการขนส่งผ่านเส้นทาง Middle Corridor ได้ถึง 15 ล้านตันต่อปี โดยเน้นการพัฒนาท่าเรือ Baku, เครือข่ายรถไฟ และระบบเชื่อมต่อข้ามพรมแดน เพื่อเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าหลักที่เชื่อมเอเชียและยุโรปเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการลงทุนสำคัญในเส้นทางสายไหมยุคใหม่

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยขยายขีดความสามารถนี้คือทางรถไฟบากู-ทบิลีซี-คาร์ส (BTK) หลังจากการปรับปรุงครั้งใหญ่แล้วเสร็จในปี 2024 ขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าของเส้นทางนี้เพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านตันต่อปี

เพื่อให้มั่นใจถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนของขีดความสามารถด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของอาเซอร์ไบจาน ท่าเรือการค้าทางทะเลระหว่างประเทศบากู (Baku International Sea Trade Port) จึงได้เปิดใช้งานในปี 2018″

ท่าเรือการค้าทางทะเลระหว่างประเทศบากู (Baku International Sea Trade Port) cr- SEAANDJOB

ท่าเรือการค้าทางทะเลระหว่างประเทศบากู (Baku International Sea Trade Port) แห่งใหม่ที่เมือง Alat เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 โดยเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าสำคัญที่เชื่อมเอเชียและยุโรป มีความสามารถรองรับสินค้าได้ถึง 15 ล้านตันต่อปี รวมถึงตู้คอนเทนเนอร์ 100,000 TEU และมีแผนขยายเพิ่มในอนาคต

ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของท่าเรือนี้ เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในเขตการค้าเสรี Alat (Alat Free Economic Zone) ส่งเสริมเส้นทางการขนส่งสินค้าข้ามทะเลแคสเปียนในเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป (Middle Corridor)

“ท่าเรือการค้าทางทะเลระหว่างประเทศบากู (Baku International Sea Trade Port) มีกำลังการขนถ่ายสินค้าต่อปี 15 ล้านตัน และความจุตู้คอนเทนเนอร์หลังการปรับปรุงประสิทธิภาพที่ 150,000 TEU ปริมาณสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือขนถ่ายได้เพิ่มขึ้นเป็น 107,000 TEU ในปี 2025

เมื่อการพัฒนาเฟสที่สองของท่าเรือเสร็จสมบูรณ์ กำลังการขนถ่ายสินค้าต่อปีของท่าเรือจะเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านตัน และ 500,000 TEU

ด้วยศักยภาพด้านทางรถไฟและท่าเรือที่มีอยู่แล้ว การเชื่อมต่อทางภูมิประเทศก็กำลังได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นผ่านการดำเนินงานของระเบียงขนส่งซานเกซูร์ (TRIPP) ระเบียงขนส่งนี้จะฟื้นฟูการเชื่อมต่อทางบกโดยตรงกับสาธารณรัฐปกครองตนเองนัคชีวาน (Nakhchivan) แห่งอาเซอร์ไบจาน และทำหน้าที่เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงระหว่างระเบียงขนส่งตะวันออก-ตะวันตกและเหนือ-ใต้ การดำเนินงานของระเบียงขนส่งซานเกซูร์จะช่วยให้เกิดระบบรถไฟวงกลม (Circular Railway System) ในภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าของอาเซอร์ไบจานตามระเบียงขนส่งได้มากถึง 15 ล้านตันต่อปี”

ระบบรถไฟวงกลม (Circular Railway System) คือโครงข่ายการเดินรถไฟที่เชื่อมต่อกันเป็นวงแหวนรอบเมือง มักใช้เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ชานเมืองเข้าสู่ศูนย์กลาง ขนส่งผู้โดยสารจำนวนมาก และลดความแออัดจราจร ระบบนี้เหมาะกับการขนส่งระยะสั้น-ปานกลาง และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองขนาดใหญ่

อาเซอร์ไบจานมุ่งยกระดับสถานะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงยุโรปและเอเชีย โดยเลือกกรุงเทพฯ เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้า พลังงาน และโลจิสติกส์ ทั้งสองประเทศวางแผนใช้ประโยชน์จากที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่เอื้อต่อการเป็นประตูสู่ภูมิภาค (Gateway)

เพื่อพัฒนาความเชื่อมโยงระดับโลกและสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘อนุทิน 2’ คะแนนร่วง กระทุ้ง รมต.โลกลืม …ฟื้นเชื่อมั่น!
สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง