จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
ฉบับที่แล้ว ทิ้งท้ายด้วยประวัติความเป็นมาของโอรสนักองค์เอง คือ ‘นักองค์จันทร์’ หรือ ‘สมเด็จพระอุไทยราชา’ ในฐานะเจ้ากรุงกัมพูชาว่ามีผลโดยตรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมร
“พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” เรื่องจดหมายความทรงจำของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพธิ์) ตั้งแต่ จ.ศ.1129 ถึง 1182 รวม 53 ปี ทรงวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของสมเด็จพระอุไทยราชาที่แสดงถึงความรวนเรไม่แน่นอน ไม่รู้จักกาลเทศะ มุ่งแต่ประโยชน์ตนเป็นที่ตั้ง
ดังนี้
“ครั้นเมื่อปีมะโรงสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๑๗๐ ราวๆ กันกับเวลาฉลองวัดพระเชตุพนครั้งหลัง พระอุไทยราชาเข้ามาเฝ้าอีกครั้งหนึ่ง อาการเปนคนอยู่ข้างจะทะลึ่งทลั่ง ความคิดนั้นทำนองจะอยากได้เมืองพระตบอง เมืองเสียมราฐ เมืองสวายจิต ที่พระองค์เอง ยอมถวายไว้แต่รัชกาลที่ ๑ นั้นคืน เวลาเช้าเสด็จออกพระแกล ยังไม่มีผู้ใดได้เฝ้า ก็ตรงเข้ามาเปนทีว่าจะทูลลา กริ้วว่าทะลึ่ง องค์จันทร์ได้ความอาย ทั้งไม่สมคิดที่ได้ทำให้ปรากฏไว้ว่าจะเอาเมืองพระตบองเสียมราฐคืน ก็เลยกระดากไม่เดินทางเมืองพระตบอง (ซึ่งเวลานั้นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ซึ่งเปนบิดาภรรยานักองค์เองถึงแก่อสัญกรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระยาวิบุลยราช (แบน) เปนพระยาอภัยภูเบศร์ เปนผู้ว่าราชการเมือง) ลงเรือเสียที่เมืองโตนดล่องลงไปบันทายเพชรทีเดียว พอประจวบกันกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์เสด็จสวรรคต เมืองเขมรจึงได้แต่งให้นักองค์สงวนแลนักองค์อิ่ม ซึ่งเปนน้องที่ ๒ ที่ ๓ ของเจ้ากรุงกัมพูชาเข้ามาเฝ้า ในการผลัดแผ่นดินใหม่จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนักองค์สงวนเปนพระมหาอุปโยราช นักองค์อิ่มเปนมหาอุปราช ตามประเพณีตำแหน่งเมืองเขมร กลับออกไปเมือง”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
รัชกาลที่ 5 ทรงชี้ให้เห็นเหตุผลแท้จริงที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของเจ้ากรุงกัมพูชาในครั้งนี้ว่า
“พระอุไทยราชามีความระแวงว่าเจ้าสองคนนั้นจะมีกำลังมากขึ้น หวังจะตัดกำลังให้อ่อน จึงให้จับตัวพระยาจักรี พระยากลาโหม ซึ่งเปนผู้เข้ามาด้วยนักองค์ทั้งสอง คราวรับตำแหน่งนั้นไปฆ่าเสีย แลสงสัยว่า พระยาเดโช (เมน) ซึ่งเปนตำแหน่งพระยาสังขโลกเจ้าเมืองกำพงสวาย จะคิดอ่านเปนขบถ เข้าด้วยพระยาจักรี พระยากลาโหม จึงให้ยกขึ้นไปตีเมืองกำพงสวาย พระยาสังขโลกไม่ทันรู้ตัว ก็หนีเข้ามา
กรุงเทพฯ พระยาอภัยภูเบศร์ ผู้รักษาเมืองพระตบองก็ไม่ไว้ใจ จัดการป้องกันรักษาเมืองพระตบอง เมื่อการครั่นกันอยู่เช่นนั้น พอนักพระองค์แก้ว ซึ่งเคยเข้ามาอยู่กรุงธนบุรีแต่ก่อน ไปเปนผู้ใหญ่อยู่ในเมืองเขมรคู่กับฟ้าทะละหะนั้นตายลง แต่ไม่ได้ตายในเมืองบันทายเพชร องค์สงวนเวลานั้นบวชอยู่สึกออกมา ว่าจะไปปลงศพ ก็เกิดระแวงว่าองค์สงวนจะไปคิดการขบถ องค์สงวนเห็นท่วงทีไม่ไว้ใจได้ จึงได้หนีเข้ามาเมืองโพธิสัตว์ พระอุไทยราชาก็ให้ยกผู้คนติดตาม ข้างองค์สงวนก็ตั้งกองรักษาตัว จะเกิดสู้รบกันขึ้น ข้อความทราบถึงที่กรุงเทพฯ จึงโปรดให้พระยาราชรองเมือง แลผู้อื่นยกออกไปฟังการอยู่ที่เมืองพระตบอง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
เช่นเดียวกับที่เคยเป็นมาและคงจะเป็นไปเช่นนี้ คือแทบทุกครั้งที่เขมรขัดแย้งกันภายใน ความคิดจะแยกเป็น 2 ฝ่ายเสมอ ฝ่ายหนึ่งไปขอพึ่งไทย อีกฝ่ายไปขอพึ่งญวน
รัชกาลที่ 5 ทรงสะท้อนภาพสถานการณ์ที่เขมรเปิดโอกาสให้ญวนเข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์ไทย-เขมร ดังนี้
“ฝ่ายพระอุไทยราชาตกใจ ได้ข่าวว่ากองทัพกรุงเทพฯ ออกไป ระแวงผิดอยู่ จึงให้ไปขอกองทัพญวนมาช่วย ญวนเห็นเปนทีที่จะเข้าแทรกแซงได้ถนัด จึงส่งกองทัพขึ้นมาช่วยรักษาเมืองเขมร ฝ่ายองค์อิ่มมหาอุปราชแลองค์ด้วงน้องชายเล็ก ตกใจกองทัพญวนขึ้นมา ก็พากันเปิดหนีเข้ามากรุงเทพฯ อีกเมื่อการเปนมากขึ้นเช่นนั้นแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช พาตัวองค์สงวนลงไป เพื่อจะสมัครสมานกับองค์จันทร์ให้เปนที่เรียบร้อย ยังไม่ทันจะไปถึง องค์จันทร์ได้ข่าวว่ากองทัพกรุงไปก็เปิดหนีลงไปอยู่เมืองไซ่ง่อน”
ญวนจึงมีช่องทางเข้ามาแทรกกลางระหว่างความสัมพันธ์เขมร-ไทยได้อย่างเนียนๆ ดังที่รัชกาลที่ 5 ทรงวินิจฉัยว่า
“ด้วยเหตุนี้จึงเปนเรื่องที่ได้มีพระราชสาส์นไปมากันในระหว่างกรุงศรีอยุทธยากับกรุงเวียดนามด้วยเรื่องเมืองเขมร ตั้งแต่ปีมะเมีย โทศก จุลศักราช ๑๑๗๒ จนถึงปีระกาเบญจศก จุลศักราช ๑๑๗๕ องค์จันทร์จึงได้กลับขึ้นมาอยู่เมืองพนมเปญ”

สำนักพิมพ์ศรีปัญญา
ลองพิจารณาตัวอย่างบางตอนจากสำเนาพระราชสาส์นระหว่างไทย-ญวน ที่คัดมานี้
“พระราชสาส์น สมเด็จพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุทธยาจำเริญพระราชไมตรีมาแจ้งแต่สมเด็จพระเจ้ากรุงเวียดนาม พระยาอไภยภูเบศรผู้รักษาเมืองปัตบองบอกหนังสือเข้าไปว่า องค์สงวนผู้น้องพระอุไทยราชาธิราชซึ่งร่วมมารดาเดียวกันพาขุนนางเขมร ๗ คนกับไพร่ประมาณ ๑๐๐ เสศ หนีพระอุไทยราชาธิราชมาจากกรุงกัมพูชาธิบดีหยุดอยู่ณเมืองโพธิสัตว์ ภายหลังขุนนางเขมรหนีตามมาบอกแก่องค์สงวนว่า พระอุไทยราชาธิราชเกณฑ์กองทัพบกเรือตามเปนหลายทาง ข้างองค์สงวนซึ่งมาตั้งอยู่ ณ เมืองโพธิสัตว์นั้น ก็ตระเตรียมผู้คนรักษาตัวเห็นว่าจะเกิดรบพุ่งฆ่าฟันกันเปนมั่นคง ฝ่ายกรุงพระมหานครศรีอยุทธยาได้ทำนุบำรุงเลี้ยงพระอุไทยราชาธิราช องค์สงวน เปนบ้านเมืองปรกติอยู่แล้ว พระอุไทยราชาธิราชกับองค์สงวนเล่าก็ใช่ผู้อื่นร่วมบิดามารดาเดียวกันจะให้เกิดฆ่าฟันกันขึ้นนั้นหาควรไม่ จึ่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ออกมาระงับห้ามปรามทั้งสองฝ่ายจะให้สมัคสมานประหนบนอบกันตามฉันพี่แลน้อง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
“พระราชสาส์นกรุงเวียดนาม คำนับมาถึงพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุทธยาให้ทราบ ซึ่งเมืองเขมรพี่น้องไม่ชอบกันจึงได้เกิดความทั้งนี้ แต่พระราชสาส์นไปมากรุงพระมหานครศรีอยุทธยาก็ทราบความชัดอยู่แล้ว แลกรุงเวียดนามกับกรุงพระมหานครศรีอยุทธยาแต่ก่อน ก็ทรงพระเมตตาปู่แลบิดาเจ้าเมืองเขมร มาครั้งนี้ก็มีน้ำพระไทยโอบอ้อมเมืองน้อย เจ้าเมืองเขมรจะทำลดเลี้ยวอ้อมวงไปประการใด ทั้งสองพระนครก็ผ่อนตามใจเจ้าเมืองเขมร ด้วยมีพระไทยเมตตาหาถือโทษไม่ ก็ปราถนาจะให้มีใจสาพิภักดิ์ทิ้งความชั่วซึ่งทำผิดมาแต่ก่อนเสีย พี่น้องจะได้รักใคร่กัน ครั้งนี้กรุงเวียดนามสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่คุมกองทัพกับทูตกรุงพระมหานครศรีอยุทธยาพาองค์จันทร์มาส่ง ณ เมืองเขมร ราชการก็เสร็จอยู่แล้ว ต้องตามประเพณีสองพระนครอันใหญ่”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
รัชกาลที่ 5 ทรงพิจารณาเนื้อความในสำเนาพระราชสาส์นไปมาระหว่างรัชกาลที่ 1 กับพระเจ้าแผ่นดินเวียดนาม และสรุปว่า
“ทางโต้ตอบกันในระหว่างสองพระนครนี้ ก็ด้วยถือว่าเมืองเขมรอยู่ในบำรุงทั้งสองฝ่าย ข้างฝ่ายญวนก็ฟังเสียงแลพูดตามข้อความที่องค์จันทร์กล่าว แต่ข้างฝ่ายกรุงไว้อาการเปนกลางๆ มีข้อซึ่งจะกล่าวได้ถนัด ว่าองค์จันทร์ไม่มีความอ่อนน้อมยำเกรง การที่โต้ตอบกันไปมาก็มีชั้นเชิงราชการอยู่ในนั้น เช่นกับที่กรุงมีพระราชสาส์นไป ว่าองค์จันทร์กำเริบ เพราะได้กองทัพญวนมาเปนกำลัง แต่ญวนแก้ว่า เห็นว่าเปนเวลากำลังจะทำการพระบรมศพ การของไทยก็เหมือนการของญวน จึงได้ขึ้นมาระงับเหตุการณ์ไว้
ญวนกล่าวว่าองค์จันทร์หนีลงไปเมืองไซ่ง่อน เพราะกองทัพไทยยกออกไปตกใจกลัว ข้างไทยแก้ว่าเพราะเห็นว่าเปนระหว่างทุกข์ของเจ้ากรุงเวียดนาม ด้วยดึกท้ายเห่าพระราชมารดาสวรรคต จึงมิอยากจะให้กวนญวนเช่นนี้เปนต้น ถ้าจะเก็บข้อความเหล่านี้มากล่าว จะยืดยาวไป ควรจะพิจารณาในสำเนาพระราชสาส์น ได้มีทูตออกไปเมืองญวนแลทูตญวนเข้ามาหลายเที่ยว ลงปลายที่สุด ก็เปนญวนแลไทยพร้อมกันพาองค์จันทร์คืนขึ้นมาอยู่เมืองเขมร แต่องค์จันทร์บิดพลิ้วไม่ขึ้นมาทันที ต่อญวนพาขึ้นมาแล้ว ไทยจึงออกไปภายหลัง
ในตอนปลายแห่งพระราชสาส์นนี้กล่าวถึงองค์จันทร์ให้กองทัพยกขึ้นมาตีเมืองพระตบอง แต่ได้ความว่าเจ้าเวียดนามให้ขึ้นมาชำระอยู่แล้ว จึงแต่งให้ทูตออกไปฟังความ ท้องเรื่องนั้นการก็เปนอันสงบ องค์จันทร์คงขึ้นอยู่ทั้งสองฝ่าย แต่สนิทข้างญวนระแวงข้างเรา เพราะเหตุที่ฝ่ายน้องทั้ง ๓ คนมาอยู่ข้างเรา”
รัชกาลที่ 5 ทรงสรุปความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญวนไว้ว่าไม่มีอะไรน่ากังวล
“ถึงว่ามีเหตุการณ์ซึ่งต้องเจรจากันอยู่ในระหว่างสองพระนครนี้ ด้วยเรื่องความเมืองเขมร แต่ทางไมตรีถามข่าวคราวศุขทุกข์เยี่ยมเยียนกันเปนปรกติเรียบร้อย ไม่หมองหมางอันใด” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
แค่พฤติกรรมของ ‘นักองค์จันทร์’ หรือ ‘สมเด็จพระอุไทยราชา’ เจ้ากรุงกัมพูชาองค์เดียวเท่านั้น ทำเอาไทยและญวน ‘ป่วน’ กันทั่วถึง ‘อึ้ง’ กันทั่วหน้า
