bg-single

พฤษภาเลือด แนวสังหารกระจาย ขยายกรอบ จากสวนลุมพินี มายังบ่อนไก่

21.04.2026

ยุทธการแดงเดือด

พฤษภาเลือด

แนวสังหารกระจาย ขยายกรอบ

จากสวนลุมพินี มายังบ่อนไก่

การสูญเสีย พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ในคืนวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ทำให้การ์ด นปช.ระส่ำระสาย ผู้ชุมนุมเกิดความไม่มั่นใจในสวัสดิภาพและความปลอดภัย ความไว้วางใจระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับฝ่ายผู้ชุมนุมมีแต่ความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน

รวมไปถึงแกนนำซึ่งเกรงว่าจะถูกลอบสังหารเหมือนกับกรณี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล

ในความเห็นของบัณฑิต จันทร์โรจนกิจ ความหวังของการใช้สันติวิธีและการเจรจาดูจะเลือนรางจนแทบไม่มีใครพูดถึง กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มแสดงออกและปฏิบัติการ เพื่อแสดงตนในลักษณะต่างๆ เพื่อตอบโต้กับ ศอฉ.

เช่น การแสดงตัวว่าไม่มีอาวุธด้วยการถอดเสื้อผ้าให้เหลือแต่ชุดชั้นใน การใช้ตะไลหรือพลุยิงตอบโต้ฝ่ายทหาร อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ได้สร้างความสูญเสียแก่ฝ่ายทหาร นอกจากผู้ชุมนุมบางส่วนที่ใช้หนังสติ๊กยิงหัวน็อตและหินไปยังแนวที่ตั้งฝ่ายทหาร

นอกจากการยิงที่สวนลุมพินีแล้ว พื้นที่วิกฤตแห่งหนึ่งก็คือ บริเวณชุมชนบ่อนไก่ ซึ่งตกอยู่ระหว่างกลางของกลุ่มผู้ชุมนุมกับฝ่ายรัฐบาล

นี่เป็นรายละเอียดอันมาจากบทความของบัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

วันที่ 14 พฤษภาคม เวลาประมาณ 18.00 น. ศอฉ.ได้เริ่มปิดถนนพระราม 4 มีกองกำลังทหารมาตั้งที่บริเวณสะพานไทย-เบลเยี่ยม แยกถนนวิทยุ

เพื่อป้องกันมวลชนฝ่ายเสื้อแดงเข้าไปที่สีลมหรือราชประสงค์

ขณะที่ฝ่าย นปช.ก็ได้วางแนวหน้าถนนพระราม 4 หน้าธนาคารกรุงเทพกับธนา คารไทยพาณิชย์ และบริเวณใต้ทางด่วนกับย่านคลองเตย

บทความ “6 วันในความมืดและเสียงปืน ข้อเท็จจริงจากปากคำชาวบ่อนไก่” ของจักรพันธ์ กังวาน ในนิตยสาร “สารคดี” ฉบับที่ 305 (กรกฎาคม 2553) ให้ภาพการเคลื่อนไหวว่า

หลังจากเริ่มถูกตัดน้ำตัดไฟ ชาวชุมชนบ่อนไก่เริ่มออกจากชุมชนประมาณร้อยละ 80 เหลือเพียงร้อยละ 20 ที่ยังคงอยู่ในชุมชนและรับรู้ถึงการปะทะ

ประชาชนรายหนึ่งให้ความเห็นว่า “เหมือนอยู่ในสงคราม”

เพราะเสียงปืนดังตลอด แต่ไม่สามารถแยกแยะว่า เป็นกระสุนปืนหรือเสียงจากประทัด

ขณะเดียวกัน หากอ่านจาก “หัวหน้าควง” ในเรื่อง “7 บทเรียน กรณียุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์ 14-19 พฤษภาคม 2553” ก็จะเข้าใจได้ว่า การวางกำลังในวันที่ 14 พฤษภาคมของ ศอฉ.

นับเป็น “การกระชับวงล้อมขั้นต้น” เพื่อ “ทดสอบกำลังและควบคุมพื้นที่ขั้นต้น”

ต่อมา นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขณะนั้น ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า เป็นผู้เสนอให้ใช้คำว่า “ขอคืนพื้นที่” ใน 5 ยุทธการวันที่ 10 เมษายน

และ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็นผู้เสนอให้ใช้คำว่า “กระชับวงล้อม” แทนการสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

ทั้งหมดอยู่ในหนังสือพิมพ์ “มติชน” ฉบับประจำวันที่ 16 มกราคม 2554

ปฏิบัติการของ ศอฉ.จึงเป็นการปฏิบัติการที่ “หัวหน้าควง” ในฐานะนายทหารเสนาธิการชี้ชัดว่า

เป็น “การวางแผนปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบเสมือนการทำสงครามรบในเมือง

ใช้กำลังขนาดใหญ่ถึง 3 กองพลวางแผนเข้าปฏิบัติการซึ่งมีอำนาจการรบเปรียบเทียบสูงกว่ามาก

ยิ่งมีการสั่งให้ใช้กระสุนจริงกับกลุ่มก่อการร้ายผู้ถืออาวุธและเพื่อป้องกันตัวเองได้ (ยิ่ง) ทำให้ทหารที่เคยสูญเสียความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์ 10 เมษายน ก็มีจิตใจรุกรบมากขึ้น”

จากการให้สัมภาษณ์ของนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ปรากฏผ่าน “แหวกม่านเหล็ก ศอฉ. ชีวิต-เลือด-เหงื่อ-น้ำตา” อันปรากฏผ่านหนังสือพิมพ์ “มติชน” ฉบับประจำวันที่ 16 มกราคม 2554

ทำให้เห็นได้อย่างเด่นชัดว่า การวางแผนยุทธการของ ศอฉ.กล่าวได้ว่า ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนมากที่สุดคือ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการ ทหารบกในขณะนั้น

ขณะเดียวกัน จากพาดหัว “ตายนับสิบ เจ็บกว่า 100” อันเป็นรายงานของหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” ฉบับประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2553

ก็ฉายภาพการเคลื่อนไหวในอีกด้าน

ทางฝ่าย นปช.โดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ได้ร้องขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองมิให้สลายการชุมนุม ศาลมีคำสั่งชัดเจนว่า ไม่สามารถคุ้มครองมิให้มีการใช้อาวุธสงครามได้

เพราะไม่มีหลักฐานระบุชัด

ส่วนเจ้าหน้าที่ที่พกพาอาวุธนั้นก็เป็นเจ้าพนักงานที่ทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย “หากจำเป็นก็สามารถนำมาใช้ไปตามสถานการณ์ หรือใช้ระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์ หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตัวเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล”

นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาว่าปฏิบัติการของฝ่ายรัฐบาล

“เป็นมาตรการหนึ่งในการสลายการชุมนุมเพื่อให้เกิดความสงบสุขแก่บ้านเมืองไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และไม่ส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่จำเป็นต้องดำเนินการ

แม้ปฏิบัติการดังกล่าวจะทำให้ผู้ชุมนุมได้รับความกระทบกระเทือนต่อความเป็นอยู่ตามคำร้อง ก็อยู่ในมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยประการหนึ่งซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร

ศาลจึงมิอาจก้าวล่วงไปพิจารณาหรือทบทวนการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารเช่นว่านั้นได้”

ในวันที่ 14 พฤษภาคม มีการปะทะอย่างต่อเนื่องระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับแนวทหารที่พยายามกระชับพื้นที่

แนวต้านชุมชนบ่อนไก่บนถนนพระราม 4 เป็นจุดวิกฤตที่สำคัญ

เนื่องจากเป็นจุดที่นายอินแปลง เทศวงศ์, นายเสน่ห์ นิลเหลือง, นายบุญมี เริ่มสุข และนายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง ถูกยิงและเสียชีวิต

เริ่มจากนายอินแปลง เทศวงศ์

อายุ 34 ปี เสียชีวิตเนื่องจากถูกกระสุนปืนลูกโดด มีบาดแผลบริเวณหน้าอกทะลุปอด

เสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท เวลา 14.30 น.

พยานลำดับที่ 042 ซึ่งเป็นภรรยาให้สัมภาษณ์กับ “ศปช.” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2553 ให้การว่า

เวลาประมาณ 14.00 น. ได้รับโทรศัพท์แจ้งจากโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท จึงเดินทางไปพร้อมกับญาติของนายอินแปลง เมื่อไปถึงพบว่านายอินแปลงเสียชีวิตแล้วอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน

พี่เขยของนายอินแปลงได้พูดคุยกับคนที่นำมาส่งโรงพยาบาล

เขาเล่าให้ฟังว่า ตอนถูกยิง นายอินแปลงยังสามารถพูดคุยได้และมาเสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล นายอินแปลงถูกยิงด้วยกระสุนปืนลูกโดดที่หน้าอก รถที่ใช้นำส่งโรงพยาบาลคือรถแท็กซี่ของนายอินแปลง ทะเบียน ทล 8767

ชุดที่นายอินแปลงใส่ครั้งสุดท้ายคือ เสื้อกล้ามสีขาว เสื้อเชิ้ตสีฟ้า กางเกงยีนขายาว

หากดูจากภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือ “ความจริงเพื่อความยุติธรรม” ที่ผู้ชุมนุมซึ่งไม่ประสงค์ออกนามมอบให้กับ ศปช.เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 ก็จะเห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นไปตามที่บทความของบัณฑิต จันทร์โรจนกิจ ระบุ

นี่คือชีวิตแรกที่ถูกปลิดปลงในวันที่ 14 พฤษภาคม จากพื้นที่บริเวณชุมชนบ่อนไก่ ไม่ห่างจากสวนลุมพินีมากนัก

รายที่ 2 เป็นนายเสน่ห์ นิลเหลือง อาชีพขับรถแท็กซี่เช่นเดียวกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง