E-DUANG
เหตุปัจจัยอันใดทำให้เกิดสถานการณ์”ทัวร์ลง” ฐปนีย์ ศรีเอียดไชย อย่างหนักหน่วง ต่อเนื่อง
1 เนื่องแต่การเกาะติดกรณีลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
ขณะเดียวกัน ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ”สื่อ” 1 เธอได้นำ บทสัมภาษณ์อันคมชัดลึกของแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการกอ.รมน.ภาค 4 ออกเผยแพร่
โดยเฉพาะวลีที่ว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” ดำรง อยู่ในทาง”สาธารณะ”
การนำเสนอจึงนำไปสู่การสร้าง”พื้นที่”แห่ง”ปฎิกิริยา”
วลีที่ว่า”ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” ถูกโยงไปอยู่ในบริบทเดียวกันกับวลีที่ว่า”ถ้าเป็นผมอาจกด AUTO ไปแล้ว”ใน กรณี ชัยภูมิ ป่าแส
เป็นวลีอันมาจากอดีตแม่ทัภาคที่ 3 ซึ่งอยู่ในฐานะอดีตผู้อำ นวยการกอ.รมน.ภาค 3
ตรงนี้แหละที่เป็นมูลเชื้อทำให้”ทัวร์ลง” แยม ฐปนีย์
กรณีที่มี”ทัวร์ลง” เบื้องหน้า ฐปนีย์ เอียดศรีไชย จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อยไปกว่ากรณีลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
ปริมาณแห่งการแสดงออกสะท้อนถึง”ปฎิกิริยา”
ดำเนินไปเหมือนกับเป็นลักษณะ”มวลชน” เพียงแต่เป็นมวลชนอันมีลักษณะจัดตั้งอย่างเป็นพิเศษ
แฝงกลิ่นอายแห่งความเป็น IO อย่างชัดเจน
เป็นกลิ่นอายแห่งความเป็น IO เหมือนอย่างที่ ส.ส.สีส้มในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนต้องประสบอย่างต่อเนื่อง
จากพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชน
ด้านหนึ่ง ต้องการปกป้องสถานะและเกียรติภูมิของกองทัพ ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง ต้องการชี้ให้เห็นผลเสียอันเนื่องแต่การทำงานของ ฐปนีย์ เอียดศรีไชย
เป็นกลิ่นอายและบรรยากาศเหมือนที่ ฐปนีย์ เอียดศรีไชย เคยประสบในกรณีของ”โรฮิงญา”
จึงรู้เบาะแสอันเป็นแหล่งที่มาได้อย่างไม่ยากเย็น
เป็นผลงานอันสัมพันธ์อยู่กับการจัดตั้งในกระสวนของกอ.
รมน.อย่างชัดเจน
นี่ย่อมเป็นไปตามกฎ รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ โดยแท้
ต้องยอมรับว่าปฏิบัติการของเหล่า IO ชี้ชัดว่ากรณีลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นเรื่องในแบบ AB-ABNORMAL
เป็นสิ่งที่เรียกขานว่า “อ-ปรกติ”ในทางการเมือง
เมื่อแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งอยู่ในฐานะผู้อำนวยการกอ.รมน.ออกมาแถลงจึงแทนที่จะสร้างความกระจ่างกลับกลายเป็นเงื่อนปมใหม่ในทางการเมือง
ความเคยชินจึงนำไปสู่การงัด”วิชาก้นหีบ”ออกมาเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือ
แต่แทนที่จะทำให้เรื่อง”จบ”กลับทำท่าว่าจะ”บานปลาย”
ยิ่งได้มือสืบสวนสอบสวนซึ่งมากด้วยความจัดเจนระดับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง มาติดตามแต่ละหลักฐานอันแผ่แบบ ยิ่งทำให้ที่อยากให้จบกลับเดินหน้าต่อไป
จากเหยื่อคนเดียวคือ”ส.ส.”ขยายเป็น”สื่อ”
การระบุออกมาว่าเบื้องหลัง”ทัวร์ลง”สะท้อนปฏิบัติการในแบบ IO ก็ชัดเจน
ใครเป็น “โจทก์” ใครเป็น “จำเลย”
ที่เคยคิดว่าตนเป็นฝ่ายรุก อาจมิได้เป็นการรุก หากแต่ถูกแปรให้กลายเป็นฝ่ายถูกรุก
การแปรเปลี่ยนระหว่าง”รุก”กับ”รับ”จึงชัดเจน
