สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
โลกยังคงผันผวนแปรปรวน เป็นวิกฤตพลังงานและวิกฤตเศรษฐกิจโลกรุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ
แม้สหรัฐกับอิหร่านจะตั้งท่าเจรจาอีกรอบหลังครั้งแรกล่มครืน มองในแง่ดีทั้งสองฝ่ายหยุดรบกัน 2 อาทิตย์ ชาวโลกหายใจคล่องไปเยอะ ราคาน้ำมันที่เคยพุ่งกระฉูดก็ลดลงบ้าง
ถึงกระนั้นสถานการณ์ในวันนี้วันข้างหน้าไม่ได้ราบรื่นเหมือนอดีต
ความไม่ราบรื่นนั้นมาจากกองเรือรบสหรัฐเคลื่อนทัพปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขวางทางเข้าออก สหรัฐหวังเป็นเงื่อนตายบีบให้อิหร่านยอมศิโรราบ หรือว่าจะกลายเป็นเงื่อนปมให้สงครามบานปลายยืดเยื้อรุนแรง
ถ้ามองจากมุมของอิหร่าน การยื่นเงื่อนตายของสหรัฐครั้งนี้ น่าเติมเชื้อไฟสงครามในตะวันออกกลางให้โหมกระพือมากขึ้น
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางทำมาหากินของอิหร่าน แต่ละวันอิหร่านผลิตน้ำมันดิบได้วันละเกือบ 4 ล้านบาร์เรล ในจำนวนนี้ราว 40 เปอร์เซ็นต์หรือ 1.6 ล้านบาร์เรลส่งไปให้จีน
นอกจากนี้ บรรดาประเทศผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางไม่ว่าจะเป็นอิรัก คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่างใช้ช่องแคบฮอร์มุซส่งน้ำมัน
ก่อนสหรัฐ อิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกือบๆ 20 ล้านบาร์เรล ถ้าคิดเป็นมูลค่าการค้าขายน้ำมันในแถบนี้ก็ตกราวๆ 600,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
การที่สหรัฐใช้กองเรือรบปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านตอบโต้กลับด้วยการใช้ทุ่นระเบิดใต้น้ำทำลายกองเรือ และจีนซึ่งต้องการใช้น้ำมันในปริมาณมากเข้ามาช่วยอิหร่านทำสงครามกับสหรัฐ
งานนี้สหรัฐน่าจะเหนื่อยหนักเพราะพันธมิตรในยุโรปก็ไม่เห็นด้วยกับสหรัฐ ปล่อยให้สหรัฐโดดเดี่ยว ถ้าฉากทัศน์เป็นอย่างนี้โลกก็เหนื่อยตามไปด้วย
อิหร่านยังมีไม้ตายอีกจุด อยู่ที่ช่องแคบบาบเอลมันเดบ (Bab Al-Mandeb Strait) เชื่อมต่อระหว่างทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย จุดนี้กองกำลังฮูตีในเยเมนที่อิหร่านหนุนหลังยึดครองพื้นที่
ถ้าอิหร่านไฟเขียวให้กองกำลังฮูตีปิดช่องแคบบาบเอลมันเดบ เศรษฐกิจโลกจะป่วนยิ่งกว่านี้แน่ เนื่องจากช่องแคบนี้เชื่อมต่อกับคลองสุเอซ เป็นเส้นทางเดินเรือที่พลุกพล่านมากที่สุดในโลก 1 ใน 4 ของการขนส่งทางทะเลผ่านเส้นทางนี้
คําถามวันนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำอเมริกันต้องการโชว์อะไรกันแน่ ความเป็นอันธพาลโลกหรือความวิปริตทางอารมณ์?
ดูจากข่าวมั่นใจว่า นายทรัมป์เป็นผู้นำเพี้ยนๆ พูดเช้ากับบ่ายคนละเรื่อง เอาแน่เอานอนไม่ได้ และเชื่อว่าโลกจะแปรปรวนอย่างนี้จนกว่าผู้นำคนนี้พ้นจากเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ
โลกแปรปรวนผันผวนตั้งแต่เกิดสงครามใหม่ๆ ระหว่างสหรัฐ อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่ง
หลายประเทศหันมาเรียกร้องให้ประชาชนประหยัดพลังงาน ปรับเปลี่ยนนโยบายลดการใช้น้ำมันเบนซิน ดีเซล
ผลักดันให้ใช้ก๊าซธรรมชาติ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
ส่งเสริมให้ทำงานในบ้านหรือเวิร์กฟรอมโฮมแทนการขับรถยนต์มาออฟฟิศ
ในบ้านเราก็เกิดความปั่นป่วนไม่ต่างจากประเทศอื่น ราคาน้ำมันนับวันมีแต่พุ่งทะยาน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิตการขนส่ง โดยเฉลี่ยต้นทุนน้ำมันจะอยู่ที่ 10-30 เปอร์เซ็นต์
ถ้าดูราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการขนส่งและการผลิต มีราคาแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต้นเดือนมีนาคม ดีเซลอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นช่วงที่รัฐบาล “หนู” ตรึงราคาไว้ ปรับขึ้นมาที่ 31.14 บาทต่อลิตร รัฐบาลอ้างว่าปรับตามกลไกตลาด
แต่เมื่อถึงวันที่ 26 มีนาคม รัฐบาลเอาไม่อยู่ต้องปรับขึ้นพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร เป็นลิตรละ 39.49 บาท มาปรับอีกลิตรละ 3.50 บาท เมื่อ 2 เมษายน เป็นลิตรละ 44.24 บาท
รัฐบาล “หนู 2” ปรับลดค่าอุดหนุนน้ำมันดีเซล ทำให้ดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 44.40 บาทต่อลิตร ถ้าเป็นเกรดพรีเมียม จะอยู่ที่ 66.8 บาทต่อลิตร
หากคิดคำนวณส่วนต่างราคาดีเซลเดิมที่ลิตรละ 29.94 บาทกับดีเซลในปัจจุบันลิตรละ 44.40 บาท ราคาดีเซลมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 48.90 เปอร์เซ็นต์
นักเศรษฐศาสตร์พากันประเมินราคาน้ำมันแพงขึ้นส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3,500 บาท เพราะสินค้าที่ต้องใช้ต้องกินแพงขึ้นตามสัดส่วนของต้นทุนน้ำมัน
สรุปแล้วรายจ่ายเพิ่ม 3,500 บาทเป็นอย่างน้อย แต่รายได้ไม่ได้ขึ้นตามไปด้วย คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศที่หาเช้ากินค่ำ ย่อมหน้าเหี่ยวไปตามๆ กัน

แต่ถ้าได้ฟังคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก็พอมีความหวังว่า ประเทศไทยผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้และคนไทยน่าจะมีชีวิตที่สดใสเริงร่าขึ้น
คุณเอกนิติบอกว่าในฐานะผู้รับผิดชอบภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทย ขอชี้แจงมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกผันผวนและเสี่ยงต่อการขาดแคลน
วิกฤตการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงระยะสั้น แต่มีความยืดเยื้อและซับซ้อน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในเส้นทางขนส่งน้ำมันอย่างช่องแคบฮอร์มุซ รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับฉากทัศน์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
จากความขัดแย้งดังกล่าวจะลุกลามสู่กลุ่มสินค้าพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ยเคมี และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation หรือสภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
รัฐบาลต้องออกแบบนโยบายเศรษฐกิจเพื่อเร่งลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด
ระยะเร่งด่วน รัฐบาลใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นด่านแรกในการพยุงราคาน้ำมันไม่ให้สูงจนเกินไป ส่วนการบริหารจัดการภาษีสรรพสามิตนั้นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นรายได้หลักในการจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการของประชาชน
รัฐบาลมุ่งเน้นการดูแลกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นลำดับแรก ได้แก่ ภาคการขนส่งเพื่อป้องกันการปรับขึ้นราคาสินค้า กลุ่มเปราะบาง กลุ่มชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิง และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ย โดยเป้าหมายสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงซ้ำรอยปี 2540
ส่วนการเตรียมพร้อมในระยะยาว รัฐบาลมองว่าวิกฤตครั้งนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกใน 3 มิติหลัก ด้านความมั่นคงครอบคลุมทั้งความมั่นคงทางอาหารและยา โดยประเทศไทยต้องใช้จุดแข็งด้านเกษตรกรรมและสมุนไพรไทยในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสทางการตลาดระดับโลก
วิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันที่เคยอยู่ในระดับต่ำจะไม่กลับมาในระยะ 1-2 ปีนี้ เนื่องจากการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และพลังงานชีวมวลจากอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน เพื่อลดรายจ่ายให้ประชาชนและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร พร้อมทั้งมีนโยบายเปิดรับการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง และระบบ Net Metering เพื่อให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าคืนแก่รัฐได้
ด้านเทคโนโลยีและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รัฐบาลมุ่งเน้นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างเท่าเทียม โดยบูรณาการ AI เข้ากับโครงการภาครัฐ เช่น “คนละครึ่งพลัส” หรือ “แอพพลิเคชั่นถุงเงิน” เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยในการวิเคราะห์ต้นทุน ความต้องการของลูกค้า และเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องอาศัยการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยในปีที่ผ่านมา มียอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท รัฐบาลกำลังเร่งปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายและขั้นตอนการอนุญาตที่ล่าช้า เพื่อดึงดูดการลงทุนจริงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์, ดิจิทัล และเศรษฐกิจสุขภาพ พร้อมกับผลักดันโครงการพัฒนาทักษะฝีมือ ยกระดับรายได้ของคนไทย
“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมพลังงานสะอาด และการปฏิรูปประเทศด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต โดยต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไปพร้อมกัน”
นับจากวันแถลงนโยบาย รัฐบาล “หนู 2” มีเวลาพิสูจน์ฝีมือเพื่อแก้วิกฤตถึงเดือนเมษายน 2573 รวม 4 ปีเต็มๆ
ถ้าทำไม่ได้อย่างที่รัฐบาลเชื่อมั่นและประชาชนคาดหวัง รัฐบาลชุดนี้ซึ่งมีเสียงข้างมากและมีพลังทั้งภายในภายนอกแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมี
ก็ไม่ควรกลับมาบริหารบ้านเมืองอีก
