คุยกับอดีต รมช.ศธ. ว่าด้วยโรงเรียนปลอดภัย การดูแลสุขภาพจิตเด็ก และปัญหาการศึกษาไทย
MatiTalk : พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
“หลายคนอาจไม่รู้ว่ากระทรวงศึกษาธิการมีนักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่การศึกษาอยู่ แต่นักจิตวิทยา 1 คนจะดูแลเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งไม่เพียงพอหรอก” ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ สนทนาถึงเรื่องร้อนๆ ในแวดวงการศึกษาไทยกับ MatiTalk โดยมติชนสุดสัปดาห์
อดีต รมช.ลิณธิภรณ์ระบุว่า โจทย์มีว่าถ้าจะเพิ่มนักจิตวิทยาเหรอ กำลังการผลิตบุคลากรด้านนี้ของมหาวิทยาลัยมีการกำหนดอัตรากำลังที่เพียงพอหรือไม่ เพิ่มนักจิตวิทยาก็ต้องเพิ่มข้าราชการ เพิ่มอัตราการบรรจุเป็นงบประมาณแผ่นดินของรัฐในระยะยาว
แต่ก็มีแนวทางให้พิจารณาคือ เพิ่มทักษะหรือสกิลในการสังเกตพฤติกรรมให้กับครูที่ใกล้ชิดกับเด็กอยู่แล้ว
แต่เราต้องยอมรับว่าเด็กไทยไม่ได้มีลักษณะของการนำเสนอปัญหาหรือกล้าแสดงออกเหมือนเด็กต่างชาติหรือเด็กโรงเรียนอินเตอร์ แต่เด็กไทยมักเลือกที่จะคุยกับเพื่อนมากกว่าคุยกับพ่อแม่ด้วยซ้ำ
ดังนั้น ครูต้องมีทักษะในการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก มีทักษะในการดูว่าเด็กคนนี้มีแนวโน้มมีปัญหาหรือไม่
กระทรวงศึกษาธิการต้องช่วยติดชุดเกราะ ติดแว่นขยายให้กับครูเพิ่มขึ้น ซึ่งครูกลุ่มนี้อาจเป็นครูแนะแนวที่มีอยู่แล้วในโรงเรียนและมีทักษะในการแนะแนวเรื่องชีวิต เรื่องการศึกษาต่อ แต่อาจจะต้องเพิ่มทักษะหรือพฤติกรรมการสังเกตเรื่องนี้ให้กับครูไปด้วย
ตรงนี้ก็จะมีความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตเพื่อให้มีแบบทดสอบเบื้องต้น เพื่อวัดระดับความเครียดในตัวเด็ก แต่การตอบแบบสอบถามอาจไม่เพียงพอ อาจต้องมีการสังเกตพฤติกรรมร่วมด้วย
ก็เป็นโจทย์ที่กระทรวงต้องเอามาทำต่อ
แน่นอนว่าจะมีคำถามตามมาว่าจะเป็นการเพิ่มภาระงานครูไหม ก็จะกลายเป็นครูเครียดไปอีก ก็ต้องมี intensive จูงใจให้ครูกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการนี้หรือเป็นผู้สังเกตการเหล่านี้ สามารถนำเรื่องเหล่านี้หรือผลงานมาพัฒนาต่อยอดในการสร้างวิทยฐานะการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งได้
อันนี้จะทำให้การทำงานของเขามีแรงจูงใจที่อยากจะทำงานเพิ่มมากขึ้นหรือใส่ใจต่อปัญหาที่เห็นตรงหน้ามากขึ้น
กรณีข่าวกราดยิงล่าสุด กระทรวงได้ประสานความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตและคณะจิตวิทยา รวมถึงคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อลงไปเยียวยาใจครู แล้วก็ฟื้นฟูใจเด็กในสถานที่เกิดเหตุ และยังคงทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดช่องทางให้นักเรียนที่อาจจะมีความหวาดกลัวมีสิทธิ์ในการขอโอนย้ายสถานที่เรียนเป็นการชั่วคราว อันนี้เป็นมาตรการในการดำเนินการระยะสั้น
ยังมีเรื่องของสายด่วน 24 ช.ม. ที่กรมสุขภาพจิตรับเป็นเจ้าภาพ ให้คำปรึกษา ยังไม่รวมมาตรการในการเยียวยาผู้เสียชีวิตที่จะได้รับจากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่จะมีมาตรการเยียวยาครบทุกมิติ จะเห็นว่ามีการบูรณาการทุกกระทรวงร่วมมือแก้ไขเรื่องนี้
ส่วนถัดมาที่ต้องทำคือมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน ในการตรวจสอบ ตรวจค้นกระเป๋า ตรวจอาวุธต่างๆ ก่อนเข้าสู่เขตโรงเรียน รวมถึงการพิจารณาในขั้นระยะถัดไปเรื่องการติดตั้งกล้อง CCTV ที่จะคอยมอนิเตอร์ ไม่ให้เกิดความรุนแรง
ย้อนไปก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 2567 ส่วนตัวได้พยายามผลักดันเรื่องโรงเรียนปลอดภัย และเดินหน้าโครงการนำร่องนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน สนับสนุนสุขภาพจิตที่เข้มแข็งไปแล้ว
และตอนนี้ก็มีนโยบายจัดตั้งและออกแบบระบบศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย เป็น 1 ใน 5 นโยบายเรือธงของกระทรวง
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ว่าในอดีตเราอาจจะไปเน้นเรื่องความปลอดภัย เช่น กรณีสายไฟดูด ไฟชอร์ต อุบัติเหตุต่างๆ
แต่ว่าตอนนี้โลกปัจจุบันเด็กเขาเติบโตมากับเทคโนโลยี โตมากับการเสพสื่อออนไลน์ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของเขาเป็นไปด้วยความรวดเร็วมาก กระบวนการเมื่อรับสื่อที่รวดเร็วและหลากหลายช่องทาง กระบวนการคัดกรองก็ต้องมีกระบวนการที่ซับซ้อน
ซึ่งในแผนระยะยาวกระทรวงก็ต้องพิจารณาเรื่องนี้และคิดว่าจะนำกิจกรรมเข้าไปบูรณาการการเรียนการสอน
เช่น ในอดีตมีคนเคยพูดว่าจะเรียนไปทำไมวิชาลูกเสือ แต่กิจกรรมของลูกเสือในอนาคตอาจจะต้องถูกออกแบบใหม่ให้ตอบโจทย์กับการจัดการสถานการณ์ความกดดัน หรือมีกิจกรรมที่ร่วมกันแก้ปัญหา แล้วก็ทำให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อจะผ่อนคลายปัญหามากขึ้น
เพราะเราพบว่าสถิติของโรคซึมเศร้า หรือสภาวะสุขภาพจิตของคนไทยมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น
จากการสำรวจของกรมสุขภาพจิตตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ข้อมูลที่เผยแพร่ปี 2567 คนที่เข้าสู่สภาวะซึมเศร้ามีประมาณ 10.6 ล้านคน
ดังนั้น คนในสังคมถ้ามีสภาวะเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ลุงป้าน้าอา ปู่ย่า ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเด็กอยู่แล้ว
จึงเป็นปัญหาที่เรามองเห็น กระทรวงศึกษาธิการภายใต้พรรคเพื่อไทยก็เลยนำเรื่องนี้เข้ามาผลักดันให้เป็นนโยบายเชิงรุก
โดยคิดว่าเรื่องสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการจัดการให้เป็นระบบแล้วก็เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ซึ่งวันนี้ไม่ใช่การถอดบทเรียนอีกต่อไป แต่คือการลงมือทำจริงๆ
โดยส่วนตัวได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คุณอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ให้มาดูแลการทำเรื่องระบบการแจ้งเหตุ ในการศึกษา
เราเห็นแล้วว่าอดีตที่ผ่านมาบางเรื่องถ้าสังเกตจะต้องเป็นเรื่องที่ดังแล้ว เป็นข่าวแล้ว เช่น ครูล่วงละเมิดเด็กไปแล้ว 8 คน 10 คนแล้วก็ไปฟ้องมูลนิธิ ไปออกโหนกระแสหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็จะเป็นเหตุให้ต้องมีการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ขึ้นมา
แต่จริงๆ ปัญหาพวกนี้มันเหมือนฝุ่นที่อยู่ใต้พรม คนที่รับรู้ปัญหาหรือเห็นเหตุการณ์บางทีเขาไม่รู้ว่าเขาจะส่งต่อปัญหานี้ได้อย่างไรหรือเขาจะไว้ใจให้ปัญหาเข้าสู่ระบบได้อย่างไร
ดังนั้น ระบบการแจ้งเหตุ หรือการป้องกันก่อนเกิดเหตุ จะเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ โจทย์ที่เรามองคือการนำเอาระบบคล้ายทราฟฟี่ ฟองดูว์ของ กทม.มาใช้ แต่ในหน้าตาของมิติการศึกษาไม่ใช่การมารับเรื่องท่อแตก บันไดหัก ห้องน้ำใช้การไม่ได้ แต่เราครอบคลุม 6 มิติ ประกอบด้วย
สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Rights & Dignity)
ความรุนแรง การคุกคาม และการล่วงละเมิด (Violence & Harassment)
สุขภาวะ สุขภาพจิต และพฤติกรรมเสี่ยง (Health & Mental Risk)
ภัยดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Digital & Cyber Security)
ภัยจากสังคม สิ่งแวดล้อม และปัจจัยภายนอก (Social & External)
ภัยพิบัติ อุบัติเหตุ และความไม่ปลอดภัยทางกายภาพ (Disaster & Accidents)
เช่น เด็กสามารถถ่ายภาพครูกล้อนผมและแนบมาว่าครูโรงเรียนนี้รู้สึกว่าไม่โอเค ระบบก็จะสามารถมองเห็นได้จากส่วนกลาง
ถ้าเด็กรู้สึกว่าตนเองถูกล่วงละเมิดสิทธิ์ดังนั้นกระทรวงจะเห็นปัญหา กระทรวงจะสามารถถามสั่งการกลับที่โรงเรียนได้ว่าเรื่องนี้ดำเนินการอย่างไร นี่เป็นหนึ่งในมิติ
หรือมิติการถูกคุกคามทางเพศ ความรุนแรง การใช้ความรุนแรงต่างๆ ในโรงเรียน เคสเหล่านี้คุณอาจไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงแต่คุณเห็นเคสของเพื่อนกระทำความรุนแรงกับเพื่อน
หรือรุ่นพี่ทำกระทำความรุนแรงกับรุ่นน้อง คุณสามารถเป็นผู้ส่งสารเข้ามาในระบบเพื่อให้กระทรวงรู้ เพราะบางครั้งคุณครูบางคนอาจมองปัญหานี้เป็นเพียงเด็กทะเลาะกัน
ทั้งที่จริงๆ มันมีระดับของความรุนแรง กระทรวงก็จะเห็นปัญหานี้แล้วพิจารณาว่าเพื่อจะสั่งการลงไปว่ารายงานความคืบหน้ามาว่าเรื่องนี้ไปถึงไหน ในระบบตัวผู้ร้องก็จะเห็นด้วยว่ารับเรื่องแล้วดำเนินการเรื่องไปถึงไหนใช้เวลากี่วัน อันนี้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น
6 มิติที่วางไว้ก็จะครอบคลุมกับปัญหาและเราน่าจะได้ประกาศใช้ในเดือนกันยายนนี้
คําถามที่ว่า “ปัญหาการศึกษาไทยอยู่ตรงไหน” อดีต รมช.ศึกษาฯ กล่าวว่า ตอบยากมากๆ ในฐานะของคนที่เป็นทั้งผู้พยายามผลักดัน ผู้กำกับ ผู้ที่อยากจะทำให้การศึกษาไทยดีขึ้น คือต้องมองก่อนว่าปัญหาการศึกษาไทยคิดว่าอยู่ที่ข้าราชการในกระทรวงศึกษาฯ การศึกษาไทยมีปัญหาไหม ถ้าไม่เห็นว่าการศึกษาไทยมีปัญหามันจะแก้ปัญหาแบบตามหน้างาน ปะผุ แต่ถ้าเห็นว่ามีปัญหา เราดูหลายๆ ประเทศที่เขาเห็นว่ามีปัญหาเขารื้อหมดเลย
เราดูจีนวันนี้อาชีวะมาเป็นอันดับ 1 เพราะเขามองแล้วว่าทักษะที่ต้องการที่สุดในโลกอนาคตคือทักษะด้านการพัฒนาสายอาชีพแล้วก็ตอบโจทย์กับการผลิตไปเลย หลายๆ ประเทศอย่างเวียดนาม เขามองว่าการศึกษาคือรากฐาน
แต่ของเราวันนี้ต้องยอมรับว่าไม่ใช่คนทั้งหมดที่เห็น แต่ก็มีบางส่วนที่เห็นการศึกษาว่ามีปัญหา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเห็นปัญหาแล้วลงมือทำหรือไม่
ปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการคือพอเห็นปัญหาเยอะเหนื่อยทำไม่ไหว แล้วถ้าเขาไม่ทำก็ไม่ผิด แล้วถ้าทำก็มีทั้งดีและไม่ดี
ดังนั้น เรื่องนี้ต้องเปลี่ยนกระบวนการคิดว่าไม่ทำไม่ได้ ดีไม่ดีไปปรับแก้ทีหลังแต่ต้องลงมือทำก่อน ถ้าเห็นปัญหาแล้วไม่กล้าลงมือทำไม่แตะอะไรเลยอย่างนี้คงไม่ได้
ก็เหมือน พ.ร.บ.การศึกษาที่เราไม่ได้แก้มา 20 กว่าปี เหมือนกฎระเบียบของกระทรวงอีกมากมายที่มีไว้หมดแต่ไม่เคยถูกนำมาใช้ เพราะเห็นปัญหาแต่ไม่เคยลงมือทำ
สิ่งที่วันนี้ต้องเกิดขึ้นกับการศึกษาไทยคือเห็นปัญหาและลงมือทำ ผิดถูกไปปรับไปแก้กัน ซึ่งคิดว่าการศึกษาไทยจะเดินหน้าได้ เพราะว่ามีหลายคนที่มองเห็นเหมือนกัน
ส่วนตัวเคยตั้งคำถามกับคนในกระทรวงโดยเล่าสู่กันฟังว่าตอนเข้าไปทำงานกระทรวงตั้งใจอยากให้กระทรวงศึกษาฯ ดีขึ้นมากๆ ข้าราชการก็บอกว่าโอเคดีเลย อีกคำถามสำคัญคือถ้าการศึกษาไทยวันนี้ดีจริงทำไมชนชั้นกลางอยากให้ลูกเรียนแต่โรงเรียนอินเตอร์ ทำไมไม่ไปโรงเรียนที่ของรัฐ ทำไมถึงได้รับความนิยมน้อยลง
เพราะระบบการศึกษาไทยวันนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่มองว่าไม่ตอบโจทย์ลูกหลานเขา
นั่นคือสิ่งที่กระทรวงต้องกลับมามอง ที่ผ่านมาประเทศไทยเราชอบเห็นแต่ไม่ชอบทำ
ชมคลิป
