จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
แม้รูปร่างหน้าตาผิวพรรณของชาวเขมรในสื่อออนไลน์ปัจจุบันจะต่างไปจากในอดีต ก็ยังมีร่องรอยให้รู้ว่าเคยเป็นอย่างไรมาก่อน
ดังจะเห็นได้จากที่ ‘กาญจนาคพันธุ์’ เล่าไว้ในหนังสือ “ภูมิศาสตร์วัดโพธิ์” เล่ม 3 ว่า ‘เจียวตากวน’ หนึ่งในคณะทูตจีนที่มานครธมเมื่อปี พ.ศ.1839 (ช่วงปลายรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช) ตรงกับช่วงต้นรัชสมัยพระเจ้าจรินทรชัยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1838 – 1850) ได้บันทึกเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของชาวเขมรครั้งกระนั้นไว้ดังนี้
“ชายหญิงชาวเขมรไม่ค่อยใช้เสื้อผ้า ไปไหนมาไหนนุ่งแต่ผ้าผืนเดียว คนจนนุ่งผ้าธรรมดา ถ้าเป็นคนมั่งมีก็นุ่งไหมนุ่งแพร ส่วนบนเปลือยหมด แต่ว่านิยมแต่งเครื่องทองหยอง สวมแหวนใส่สายสร้อยกำไล อะไรๆ กันทั่วไป”
แปลว่าเขมรโบราณไม่ใช้เสื้อผ้าพัสตราภรณ์ตบแต่งส่วนบน ปล่อยหน้าอกให้เปลือยเปล่า ตรงตามรูปสลักที่มีอยู่ตามนครธมนครวัดนั้น
ตอนหนึ่งเจียวตากวนเล่าว่า หญิงชาวเขมรอาบน้ำกันในแม่น้ำ มักจะอาบรวมกันเป็นหมู่ๆ หมู่ละสามสี่คน เวลาจะลงอาบน้ำ แก้ผ้าเปลือยล่อนจ้อนกันหมดทุกคน
หญิงชั้นผู้ดีมีเงินก็แก้ล่อนจ้อนเหมือนกัน พวกจีนที่มาอยู่ในเมืองเขมรสมัยนั้น ใช้เวลาว่างมานั่งมองสาวๆ แก้ผ้าอาบน้ำกันมาก
นี้แสดงว่า เมื่อสมัย ๖๐๐ – ๗๐๐ ปีมาแล้วโน้น การเปลือยร่างล่อนจ้อนเป็นประเพณีนิยมอย่างหนึ่ง ไม่เป็นข้อบัดสีอับอาย”
หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับชาวเขมรไม่ว่าจะเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย ผิวพรรณ การแต่งกาย ทรงผม ความคิดความเชื่อล้วนปรากฏใน “จารึกโคลงภาพคนต่างภาษา” (แผ่นที่ 31) ซึ่งเป็น ‘ภาพเขมร’ มีคำจารึกเป็นโคลงดั้นบาทกุญชร 2 บทประกอบรูปหล่ออยู่บริเวณผนังเฉลียงศาลารายทั้ง 16 หลังของวัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
คำจารึกภาพเขมรนี้ ‘หลวงลิขิตปรีชา’ ประพันธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
“๏ ขอมขำดำสดวกแท้ ธรรมดา
ถือพุทธเพียรตามโอ วาทไหว้
กัมพุชประเทศสิมา เมืองทิศ บูรพ์พ่อ
โผอนภพนบน้อมไท้ ถิ่นสยาม ๚
๏ นุ่งปูมไป่พิศแม้น เหมือนถม ยานา
เสื้อใส่สีครามลออ โอ่แท้
แพรญวนเยื่อไม้สม เคียนรอบ พุงพ่อ
ผมกระทุ่มไว้แปล้ เปล่าไร ๚ ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
โคลงบทแรกทำให้เรามองเห็นภาพชาวเขมรที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยรัตนโกสินทร์อย่างชัดเจน
ข้อความว่า ‘ขอมขำดำสดวกแท้ ธรรมดา’ หมายถึง ชนชาติขอม หรือเขมรมีผิวดำ
ส่วนข้อความว่า ‘ถือพุทธเพียรตามโอ วาทไหว้’ บอกให้รู้ว่าเขมรนับถือศาสนาพุทธ
‘กาญจนาคพันธุ์’ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับนิกายศาสนาพุทธในเขมรไว้ในหนังสือ “ภูมิศาสตร์วัดโพธิ์” เล่ม 3 ว่า เขมรถือลัทธิพราหมณ์กับมหายานมาก่อน สมัยราชวงศ์วรมันถือมหายานทั้งนั้น ต่อนั้นมาจึงเปลี่ยนเป็นลัทธิหีนยานอย่างไทย (ตามโคลงนี้หมายถึงลัทธิหีนยาน)
ข้อความถัดมาคือ ‘กัมพุชประเทศสิมา เมืองทิศ บูรพ์พ่อ’ หมายความว่า ชนชาติเขมรอาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของไทย
และอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้นของไทย หรือสยาม ดังข้อความที่บรรยายว่า ‘โผอนภพนบน้อมไท้ ถิ่นสยาม’
โคลงบทที่สองกล่าวถึงการแต่งกายและทรงผมของเขมรว่า ‘นุ่งปูมไป่พิศแม้น เหมือนถม ยานา’ กาญจนาคพันธุ์อธิบายว่า เขมรนุ่งผ้าปูมซึ่งเป็นผ้าไหมเป็นตาๆ คำว่า ‘ไป่พิศแม้นเหมือนถมยา’ คงจะหมายความว่า ถ้าไม่พิศให้ละเอียด คงจะเข้าใจว่าเป็นผ้าลายดอกต่างๆ
นอกจากนี้เขมรสวมเสื้อสีคราม หรือสีน้ำเงิน ดังข้อความว่า ‘เสื้อใส่สีครามละออ โอ่แท้’ ซึ่งเป็นสีที่งาม ใส่แล้วดูดีมีสง่า ทั้งยังคาดพุง หรือคาดเอวด้วย ‘แพรญวนเยื่อไม้สม เคียนรอบ พุงพ่อ’
นั่นคือคาดเอวด้วยผ้าแพรบางๆ ของญวนที่เรียกว่า ‘แพรเยื่อไม้’
กวีบรรยายถึงทรงผมเขมร ‘ผมกระทุ่มไว้แปล้ เปล่าไร’ กาญจนาคพันธุ์ให้ความกระจ่างว่า เขมรไว้ผมอย่างที่ไทยเรียกว่า ผมดอกกระทุ่ม เป็นผมสั้นตั้งชันเหมือนดอกกระทุ่ม
คำว่า เปล่าไร แปลว่า ไม่กันไร หรือเอาไว้ไรเป็นวงกลมอย่างไทย สมัยก่อนไทยตัดผมไว้ไรและรักษาสะอาดเกลี้ยงเกลา เขมรต่างกับไทยที่ไม่ไว้ไรผม
นอกจากรูปร่างหน้าตา สีผิว เสื้อผ้า ทรงผมของเขมรสมัยก่อนจะแตกต่างจากไทยเรา ยังมีนิสัยใจคอพฤติกรรมอันเป็นลักษณะเฉพาะประจำชาติ คือขาดแบบแผนทางศิลปวัฒนธรรมของตนเอง นิยมดำเนินตามไทยเป็นหลัก และถือเอาเป็นของตนโดยปริยาย
ดังจะเห็นได้จากบางตอนของ “อัตตชีวประวัติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร” ซึ่งท่านได้ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเองในทำนองเล่าประทานแก่ลูกๆ
(พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส 15 ธันวาคม 2517)
ทรงเล่าถึงสิ่งที่ได้พบเห็นขณะเดินทางเยือนเขมรราวๆ ปี พ.ศ.2469 ดังนี้
“จากญี่ปุ่นเราลงเรือมาเที่ยว ‘เมืองขึ้นฝรั่งเศส’ ซึ่งเรียกกันในสมัยนั้นว่า ‘อินโดจีนของฝรั่งเศส’ ได้ถือโอกาสไปชมกรุงศรียโสธรที่ฝรั่งเรียกว่า ‘อังกอร์ธม’ และได้เฝ้าพระเจ้าศรีสวัตถิแห่งกรุงกัมพูชา ทรงรับรองเป็นอย่างดี มีละครเรื่อง ‘อิเหนา’ ตอนใช้บนให้ดูด้วย (เล่นบนพลับพลาสูง) ออกจะแปลกใจหน่อยหนึ่งที่ละครนั้นร้องบทพระราชนิพนธ์พระพุทธเลิศหล้านี่เอง แต่มีเจรจาดำเนินความเป็นภาษาเขมร แบบแผนนาฏศิลป์ก็เห็นได้ชัดว่าได้ไปจากไทย ตลอดจนกระทั่งครูละครบางท่านอยากจะได้เฝ้าถวายตัวพระเจ้าแผ่นดินของเขาก็คลานออกมาแตะโน่นแตะนี่คล้ายจะช่วยตัวละคร บางทีอาจจะหยิกเอาด้วยซ้ำ
เราใช้รถยนต์เดินทางจากพนมเปญไปลงเรือที่เค็ปมายังเมืองไทย
ขอเติมสักหน่อยหนึ่งว่าเมื่อได้ดูสถานที่ทั้งที่เป็นโบราณวัตถุอันน่าพิศวงในศรียโสธรแล้วไปดูพระราชวังที่พนมเปญแล้วจะเห็นได้ว่า ในชั้นเดิมไทยเราเอาอย่างเขมรในทางศิลป แต่เมื่อเขมรทรุดโทรมลงไปแล้ว
พระราชวังที่พนมเปญบอกชัดว่าเอาอย่างไทยทั้งในทางสถาปัตยศิลป์ ทั้งในทางออกแบบทำแผนที่วัง หมู่พระที่นั่งซึ่งตรงกับพระมหามณเฑียรของเรานั้น พระที่นั่งองค์กลางเป็นท้องพระโรงเรียกว่าพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย สองข้างก็มีหอพระและหออะไรอีกองค์หนึ่งทำนองหอพระสุราลัยพิมานของเรา “วัดพระแก้ว” ก็มีพระอุโบสถพระแก้วเขียว มีพระพุทธรูปยืนสองข้างทำนองพระพุทธเลิศหล้าและพระพุทธยอดฟ้าของเรา รอบบริเวณโบสถ์ก็มีระเบียงเขียนเรื่อง ‘รามเกียรติ์’ เรียกตามไทยว่า ‘รามเกร’ มิใช่ ‘รามายณ’ เหมือนที่สลักไว้ที่พระนครวัดในกรุงศรียโสธร” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
คอลัมน์ ‘จ๋าจ๊ะ วรรณคดี’ เล่าเรื่อง “คู่กรรม” หรือ “คู่เวรคู่กรรม” มาร่วมสามเดือน ทั้ง 14 ตอนคงจะไม่สมบูรณ์ถ้าขาดบทกวีเตือนใจไทย ผลงานของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี จาก “หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2502
“๏ หากไทยจำลำเลิกบ้างอ้างขอบเขต เมืองเขมรทั้งประเทศของใครนั่น ?
ใครเล่าตั้งวงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน องค์ด้วงนั้นคือใครที่ไหนมา ?
๏ เป็นเพียงเจ้าไม่มีศาลซมซานวิ่ง ได้แอบอิงอำนาจไทยจึงใหญ่กล้า
ทัพไทยช่วยปราบศัตรูกู้พารา สถาปนาจัดระบอบให้ครอบครอง
๏ ได้เดชไทยไปคุ้มกะลาหัว จึงตั้งตัวขึ้นมาอย่างจองหอง
เป็นข้าขัณฑสีมาฝ่าละออง ส่งดอกไม้เงินทองตลอดมา
๏ ไม่เหลียวดูโภไคยไอศวรรย์ ทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นหนักหนา
ฝีมือไทยแน่นักประจักษ์ตา เพราะทรงพระกรุณาประทานไป
๏ มีพระคุณจุนเจือเหลือประมาณ ถึงลูกหลานกลับเนรคุณได้
สมกับคำโบราณท่านว่าไว้ อย่าไว้ใจเขมรเห็นจริงเอย ๚”
เขมรในอดีตไว้ใจไม่ได้ฉันใด เขมรในปัจจุบันและอนาคตก็ไว้ใจไม่ได้ฉันนั้น
