พระสยามเทวาธิราช เทวดาอารักษ์รัฐชาติสมัยใหม่ ของสยามประเทศไทย (6)
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
“พระสยามเทวาธิราช” เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ปกปักรักษาระเบียบของรัฐแบบใหม่ ที่แตกต่างออกไปจากรัฐจารีตที่เคยมีมาก่อนในอุษาคเนย์ โดยที่เทวดาผู้ปกปักรักษาประเทศสยามองค์นี้จะสำแดงพลังอำนาจได้มากที่สุดก็ต่อเมื่อปรากฏตัวผ่าน “นาฏกรรม” ที่สำคัญของรัฐ อย่าง “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” อันเป็นพิธีกรรมที่สร้างสิทธิธรรมในการปกครองประเทศสยามให้แก่กษัตริย์ผู้ประกอบพระราชพิธีนี้
แต่ยังมีบางท่านที่ได้เสนอเอาไว้ด้วยว่า เทพยดาผู้คุ้มครองประเทศสยามองค์นี้ ยังได้ถูกมอบหมายให้เป็นผู้ปกปักรักษาเครื่องหมายอันแสดงถึงสิทธิธรรมในการปกครองของกษัตริย์ ตามลัทธิความเชื่ออย่างจารีตดั้งเดิมของราชสำนักสยามอีกด้วย
ข้อเสนอดังกล่าวได้อ้างถึงข้อความที่ปรากฏอยู่ในพระบรมราชโองการตอนหนึ่งใน “ประกาศหอเสถียรธรรมปริตร” ของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงกล่าวถึง “พระสยามเทวาธิราช” เอาไว้ว่า
“พระสยามเทวาธิราชซึ่งเปนอธิบดีในสยามรัฐิกเทพยดาทั้งปวงแลเทพเจ้าใหญ่หลวง ผู้อภิบาลรักษานพปดลมหาเสวตฉัตร์สิริรัตนาไชยสวริยาธิปัติ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

นอกเหนือจากที่ข้อความข้างต้น จะยกย่องพระสยามเทวาธิราชให้เป็นใหญ่เหนือเทพเจ้าทั้งปวงในประเทศสยามแล้ว ข้อความต่อท้ายจากนั้น ยังระบุเอาไว้ใช้ว่า เป็นเทพผู้อภิบาล “นพปฎลมหาเศวตฉัตร” (อักขรวิธีตามอย่างที่ใช้กันในปัจจุบัน) และราชสมบัติทั้งปวงอีกด้วยต่างหาก
และอะไรที่เรียกว่า “นพปฎลมหาเศวตฉัตร” หรือบางทีก็เรียกว่า “พระมหาเศวตฉัตร” นั้น ก็คือฉัตร 9 ชั้น ทำจากผ้าไหมขาวเย็บด้วยด้ายทอง ใช้กางกั้นเหนือพระราชอาสน์ที่สำคัญในพระบรมมหาราชวัง (คล้ายกับเครื่องเบญจาคริสต์ คือเครื่องตกแต่งสำหรับแสดงฐานะที่ใช้ตกแต่งเหนือแท่นบูชา, บัลลังก์ หรือพระแท่นบรรทม) ตัวฉัตรเองก็ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และถูกถวายให้แก่กษัตริย์ในวันครบรอบวันบรมราชาภิเษกด้วย
นพปฎลมหาเศวตฉัตรนี้ มักถูกมองว่าเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของไทย มีเพียงพระมหากษัตริย์ที่ผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น จึงจะประทับใต้ร่มพระมหาเศวตฉัตรนี้ได้ กษัตริย์องค์ใหม่ที่กำลังประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะยังทรงไม่มีสิทธิประทับใต้พระมหาเศวตฉัตรนี้ได้ จนกว่าจะได้ทรงประทับที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ (ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ) เพื่อทรงรับน้ำอภิเษก และประธานพระครูพราหมณ์น้อมเกล้าฯ ถวายนพปฎลมหาเศวตฉัตรเรียบร้อยแล้ว
จะเห็นได้ว่า “นพปฎลมหาเศวตฉัตร” นี้ คือเครื่องหมายที่แสดงความเป็นกษัตริย์ผู้มีสิทธิ์อันชอบธรรมในการปกครองประเทศสยาม เพราะผู้มีสิทธิ์ที่จะประทับอยู่ภายใต้ร่มพระมหาเศวตฉัตร 9 ชั้นนี้ได้ จำต้องผ่าน “นาฏกรรม” ที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการปกครองแผ่นดินมาแล้วโดยถูกต้องตามราชประเพณีโดยสมบูรณ์
และสัญลักษณ์ของกษัตริย์ผู้ทรงไว้ซึ่งสิทธิธรรมดังกล่าวอย่าง “นพปฎลมหาเศวตฉัตร” นี้ ก็มี “พระสยามเทวาธิราช” เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยอภิบาลรักษาอยู่นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ บางท่านจึงได้สรุปเอาไว้ว่า พระสยามเทวาธิราชมีหน้าที่เป็นเทพยดาผู้คอยอภิบาลนพปฎลมหาเศวตฉัตร รวมถึงราชสมบัติอื่นๆ ตามที่ถูกระบุถึงเอาไว้ในประกาศหอเสถียรธรรมปริตร ที่ผมได้ยกข้อความมาไว้ข้างต้นนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อความที่ปรากฏอยู่ในประกาศหอเสถียรธรรมปริตรนี้ ค่อนข้างที่จะมีความกำกวมอยู่ว่า ระหว่าง “พระสยามเทวาธิราชซึ่งเปนอธิบดีในสยามรัฐิกเทพยดาทั้งปวงแลเทพเจ้าใหญ่หลวง” กับ “ผู้อภิบาลรักษานพปดลมหาเสวตฉัตร์สิริรัตนาไชยสวริยาธิปัติ” นั้น หมายถึงเทพยดาองค์เดียวกันหรือเปล่า
เพราะอันที่จริงแล้ว ก็ปรากฏหลักฐานว่ามีความเชื่อเรื่องเทวดาผู้อภิบาลพระมหาเศวตฉัตรนี้อยู่ก่อนที่จะมีการสถาปนาพระสยามเทวาธิราชขึ้นมาแล้วด้วย
พยานปากเอกอยู่ใน “ประกาศเทวดา บรมราชาภิเศก รัชกาลที่ 4” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ) ซึ่งใช้ในการบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 4 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2394 มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า
“แลเทพยท้าวอันอภิบาลบำรุงรักษาพระมหานครบวรราชวัง พระที่นั่งเสวตรบวรฉัตรมณฑิรรัตนปราสาทจงมาสโมสรสันนิบาตในพระราชนิเวศน์มหาสถาน” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

แน่นอนว่า พระสยามเทวาธิราชเพิ่งจะถูกสถาปนาขึ้นเมื่อเวลาใดเวลาหนึ่ง ในช่วงระหว่างที่รัชกาลที่ 4 ทรงครองราชย์อยู่ ดังนั้น เมื่อขณะที่พระองค์ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้ จึงยังไม่มีเทวดาอารักษ์ของประเทศสยามองค์นี้แน่ และจากข้อความข้างต้นก็จะเห็นได้ว่า มีความเชื่อเรื่องเทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้อภิบาลพระมหาเศวตฉัตร รวมถึงพระบรมมหาราชวัง หรือพระที่นั่งต่างๆ เป็นการเฉพาะอยู่แล้ว ตั้งแต่ในครั้งที่รัชกาลที่ 4 ได้ทรงประกอบพระราชพิธีในครั้งนั้น
ลักษณะอย่างเดียวกันก็ปรากฏใน “ประกาศพระราชพิธี บวรราชาภิเศก พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” เพื่อใช้ในการพระราชพิธีดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2394 คือเพียง 10 วันหลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 4 เท่านั้น โดยเข้าใจว่า มีต้นแบบมาจากประกาศเทวดา บรมราชาภิเศก รัชกาลที่ 4 นั่นเอง
อนึ่ง พระองค์เจ้า กรมพระสมมตอมรพันธุ์ (พ.ศ.2403-2458) ทรงตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
“ประกาศบรมราชาภิเศกนี้ ค้นพบแต่รัชกาลที่ 4 เปนต้นเดิม รัชกาลก่อนขึ้นไปไม่เคยพบเลย เข้าใจว่าไม่มี พึ่งมีขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 4 พบทั้งร่างก่อนแลร่างหลัง ร่างก่อนนั้น เข้าใจว่าสมเด็จกรมพระปรมานุชิตร่างถวาย แล้วมีพระกระแสแก้ไข” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ดังนั้น จึงควรที่จะไม่มีหลักฐานของประกาศในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่เก่าแก่ไปกว่านี้แล้วด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ใน “ประกาศเชิญเทวดา ให้สิงในรูปเทวดาที่กัมพูฉัตร แลรูปเทวดาถือหีบพระราชลัญจกร” อันควรจะเป็นงานในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งได้มีการอัญเชิญเทวดาให้มาสิงที่รูปเทวดาของนพปฎลมหาเศวตฉัตรด้วยนี้ ก็ไม่ได้มีการเอ่ยถึงชื่อของพระสยามเทวาธิราชเป็นการเฉพาะ ทั้งที่ถ้าจะมีคติความเชื่อที่ว่า พระสยามเทวาธิราชเป็นเทวดาผู้อภิบาลรักษาพระมหาเศวตฉัตร ก็ควรที่จะมีชื่อปรากฏอยู่ในประกาศชิ้นนี้อย่างเป็นการเฉพาะเจาะลงไป
แต่หลักฐานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับกรณีนี้ก็คือ “ประกาศเทวดาฉลองหอพระในอภิเนาว์นิเวศน์ ในรัชกาลที่ 4” ซึ่งมีข้อความที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า พระสยามเทวาธิราชกับเทวดาผู้อภิบาลพระมหาเศวตฉัตรนี้เป็นคนละองค์กัน ดังข้อความที่ว่า
“ขออัญเชิญเทพยเจ้าทั้งหลายผู้มีมหิทธิฤทธิ์ ทรงมเหศวรศักดิ์สิทธิ์ สิงสถิตในภูมิสถาน…แลเทพยเจ้าผู้มีอำนาจเรืองฤทธิ์ สถิตในพระราชนิเวศน์บรมมหาสถาน แลเทพยเจ้าซึ่งอภิบาลรักษา นพปฎลมหาเสวตรฉัตราดิฉัตร รัตนบัลลังก์แลพระที่นั่งบรมราชอาศน์ ในพระบรมราชสถานทั้งปวง ทั้งพระเสื้อเมืองทรงเมืองหลักเมืองแลพระกาฬไชยศรี อีกเทพยอันทรงพระนามพระสยามเทวาธิราช ซึ่งมีอำนาจได้บริรักษ์บำรุง กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินมร์มหินทรายุทธยา ทั่วไปในพระราชอาณาเขตรอันนี้ แลหัวเมืองเอกโทตรีจัตวา” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
จากข้อความข้างต้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระสยามเทวาธิราชนั้น เป็นเทพยดาคนละองค์กันกับเทวดาผู้อภิบาลรักษาพระมหาเศวตฉัตรอย่างชัดเจน
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือ “หอเสถียรธรรมปริตร” กับ “หอพระ” ที่มีเอกสารประกาศทั้งคู่นี้ ต่างก็เป็นสิ่งปลูกสร้างในพระอภิเนาว์นิเวศน์ ซึ่งเป็นหมู่พระที่นั่งที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างขึ้นเป็นชุดเดียวกัน โดยเริ่มสร้างตั้งแต่เมื่อเรือน พ.ศ.2397 (ก่อนการเข้ามาสยามของเซอร์ จอห์น เบาว์ริง เพียงปีเดียว) และแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2402
ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ปรากฏวันเดือนปีที่ประกาศระบุอยู่ในเอกสาร แต่ทั้ง “ประกาศหอเสถียรธรรมปริตร” และ “ประกาศเทวดาฉลองหอพระในอภิเนาว์นิเวศน์ ในรัชกาลที่ 4” จึงควรที่จะถูกเขียนขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คือช่วงระหว่างการสร้างหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์
ที่สำคัญคือ ควรที่จะเขียนขึ้นในชุดความคิดเดียวกัน ซึ่งก็หมายความด้วยว่าคือชุดความคิดที่ “พระสยามเทวาธิราช” นั้นเป็น “อธิบดี” แห่งเทวดาทั้งหลายในประเทศสยาม และเป็นคนละองค์กันกับเทวดาผู้อภิบาลพระมหาเศวตฉัตร
อาจกล่าวได้ด้วยว่า “พระสยามเทวาธิราช” ซึ่งไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า ได้เริ่มมีการสถาปนาขึ้นเมื่อไหร่นี้ ได้เริ่มปรากฏขึ้นในกลุ่มเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์นี้เอง
น่าสนใจด้วยว่า “หมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์” นี้ เป็นกลุ่มอาคารที่สร้างขึ้นตามอย่างตะวันตก ไม่ใช่อาคารแบบไทยประเพณี และมีลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงความ “ศิวิไลซ์” ตามความหมายในช่วงสมัยนั้น ไม่ต่างอะไรกับ “พระสยามเทวาธิราช” ซึ่งเป็นเทวดาอารักษ์ของ “สยาม” ซึ่งกำลังมุ่งหน้าที่จะรีโนเวตรัฐของตนเองให้เป็น “รัฐชาติ” สมัยใหม่ ตามอย่างโลกตะวันตก ไม่ใช่รัฐจารีตของอุษาคเนย์แบบที่เคยเป็นมาในอดีต (มีต่อ)
