จังหวะประวัติศาสตร์ที่ต้องไม่ปล่อยผ่าน เมื่อสามพรรคมีเหตุผลต่างกัน แต่ต้องเดินไปสู่วาระสวัสดิการร่วมกัน
ฝนไม่ถึงดิน
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
การเมืองไทยในห้วงเวลานี้มีลักษณะพิเศษที่ไม่ค่อยปรากฏบ่อยนัก
นั่นคือ การที่พรรคการเมืองสามพรรคซึ่งมีฐานเสียง อุดมการณ์ และประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลับมีเงื่อนไขเชิงผลประโยชน์ที่ผลักดันให้พวกเขาทั้งหมดต้องเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน
วาระนั้นคือการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมอย่างจริงจัง
ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบประกันสังคม
การขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้เข้าถึงได้โดยถ้วนหน้า
การยกระดับเบี้ยเด็กให้เป็นระบบที่มีศักดิ์ศรี
และการทำให้เบี้ยผู้สูงอายุเป็นบำนาญพลเมืองอย่างแท้จริง
คำถามไม่ใช่ว่าควรทำหรือไม่ แต่คือจะยอมให้จังหวะนี้ผ่านพ้นไปโดยเปล่าประโยชน์อีกหรือเปล่า
พรรคภูมิใจไทยเป็นกรณีที่น่าศึกษาในฐานะพรรคที่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งระดับเขต แต่กลับมีคะแนนนิยมระดับชาติต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมีนัยสำคัญ
พรรคชนะที่นั่งได้เป็นจำนวนมากในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนหนึ่งจากการบริหารจัดการเครือข่ายท้องถิ่นและการสร้างฐานในเขตเลือกตั้งที่ตนเองมีความแข็งแกร่ง
แต่หากวัดจากคะแนนบัญชีรายชื่อซึ่งสะท้อนความนิยมในเชิงอุดมการณ์และภาพลักษณ์ระดับชาติ ภูมิใจไทยไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่มั่นคงนัก
นั่นหมายความว่าพรรคต้องการ “ผลงาน” ในเชิงนโยบายสาธารณะที่จับต้องได้
สิ่งที่ประชาชนทั่วประเทศสามารถรู้สึกได้ว่าชีวิตของตนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และไม่มีพื้นที่ใดที่จะสร้างผลงานดังกล่าวได้เด่นชัดและรวดเร็วเท่ากับนโยบายสวัสดิการที่แตะต้องชีวิตประจำวันของคนหมู่มากโดยตรง
การปฏิรูประบบประกันสังคมให้เงินบำนาญมีมูลค่าที่ดำรงชีพได้จริง การเพิ่มเบี้ยเด็กให้ครอบคลุมและเพียงพอ หรือแม้แต่การผลักดันให้อุดมศึกษาเป็นสิทธิ์ไม่ใช่สินค้า ล้วนเป็นนโยบายที่หากทำสำเร็จ จะทิ้งร่องรอยในประวัติศาสตร์และในความทรงจำของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไว้อย่างยาวนาน
ภูมิใจไทยต้องการหลักฐานว่าตนเองมีบทบาทในรัฐบาลที่ไม่ใช่แค่การรักษาฐานอำนาจ แต่เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนทั่วไปสัมผัสได้
พรรคเพื่อไทยเผชิญกับแรงกดดันที่แตกต่างออกไป แต่รุนแรงไม่น้อยกว่ากัน
พรรคที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวแทนของความหวังในระบอบประชาธิปไตยและนโยบายประชานิยมที่ก้าวหน้า
ปัจจุบันถูกมองจากหลายทิศทางด้วยความระแวงสงสัยว่าสูญเสียจุดยืนเชิงอุดมการณ์ไปแล้วหรือไม่
ในสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยถือครองกระทรวงซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบสวัสดิการสังคม ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
หากวาระสมัยของรัฐบาลนี้ผ่านไปโดยไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้
นั่นอาจหมายถึงบทบาทครั้งสุดท้ายของพรรคในฐานะกำลังหลักในการเมืองระดับชาติ
คะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่ผ่านมาบอกชัดว่าประชาชนรุ่นใหม่จำนวนมากได้ย้ายไปให้ความเชื่อมั่นกับพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนแล้ว
สิ่งที่พรรคเพื่อไทยยังยึดครองอยู่ได้คือฐานเสียงของคนรุ่นกลางที่ยังจดจำอดีตและเชื่อในความสามารถในการบริหาร
แต่ความเชื่อนั้นต้องการหลักฐานยืนยันอย่างเร่งด่วน
การปฏิรูปประกันสังคมที่ทำให้ผู้ประกันตนได้รับบำนาญที่ดำรงชีพได้
การขยายสิทธิ์อุดมศึกษาให้เด็กทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องแบกหนี้ กยศ.ตลอดชีวิต
คือนโยบายที่พรรคเพื่อไทยมีอำนาจในมือพอจะผลักดัน
และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำ
พรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภา มีตำแหน่งแห่งที่ที่แตกต่างออกไปอีก
วาระสวัสดิการไม่ใช่สิ่งที่พรรคประชาชนเพิ่งหยิบขึ้นมาเพื่อโอกาสทางการเมือง หากแต่เป็นแกนกลางของอุดมการณ์พรรคมาตั้งแต่ต้น
ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า การยกระดับสิทธิ์แรงงาน หรือการทำให้ระบบประกันสังคมเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงทั้งในแง่ผลประโยชน์และการกำกับดูแล
บทบาทของพรรคประชาชนในห้วงเวลานี้จึงไม่ใช่แค่การวิพากษ์วิจารณ์
แต่คือการนำเสนอโมเดลทางนโยบายที่ชัดเจน สร้างแรงกดดันทางรัฐสภา และสร้างพื้นที่สาธารณะที่ทำให้การปฏิรูปสวัสดิการกลายเป็นข้อถกเถียงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
พรรคประชาชนยิ่งต้องตระหนักว่า หากปล่อยให้วาระนี้เดินหน้าโดยไม่มีส่วนร่วม ประชาชนจะไม่จำได้ว่าใครเป็นผู้ริเริ่ม
แต่จะจดจำแต่ว่าใครเป็นคนทำให้เกิดขึ้นจริง
ในมิติของระบบประกันสังคม สิ่งที่ต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือ การยืนยันทางการเมืองว่าสูตรบำนาญที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะด้วยคะแนนเห็นชอบสูงถึงร้อยละ 77.93 และผ่านการอนุมัติจากบอร์ดประกันสังคมเรียบร้อยแล้ว จะสามารถเดินหน้าต่อได้จริง ไม่ใช่ถูกแช่แข็งไว้ที่โต๊ะของรัฐมนตรีโดยไม่มีกำหนด
ทุกเดือนที่ผ่านไปโดยไม่มีการปฏิรูป คือชีวิตของผู้ประกันตนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงในบั้นปลายชีวิต
นี่ไม่ใช่ตัวเลขนามธรรม แต่คือคนจริงที่รอคอยระบบที่ยุติธรรมกว่านี้มาทั้งชีวิตทำงาน
ในมิติของอุดมศึกษา การที่นักเรียนไทยต้องออกจากระบบการศึกษากลางคันเพราะปัญหาเศรษฐกิจ หรือต้องแบกหนี้ กยศ.ข้ามทศวรรษ ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนบุคคล
แต่คือความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่รัฐสามารถแก้ไขได้หากมีเจตจำนงทางการเมืองเพียงพอ
ส่วนเบี้ยเด็กและเบี้ยผู้สูงอายุนั้น หากยังคงเป็นเพียงตาข่ายนิรภัยที่บางเกินกว่าจะรองรับชีวิตจริงได้ ก็ไม่มีความหมายในแง่ของการลงทุนทางสังคมแต่อย่างใด
สิ่งที่ภาคประชาชนและขบวนการเรียกร้องสวัสดิการต้องตระหนักคือ จังหวะทางประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้เปิดอยู่ตลอดไป
การที่สามพรรคซึ่งมีเหตุผลแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการผลงานทางการเมือง ความกลัวต่อการสูญเสียความเกี่ยวข้องในเวทีแห่งชาติ หรือความมุ่งมั่นในอุดมการณ์ ล้วนถูกผลักให้มองไปในทิศทางเดียวกัน คือโอกาสที่ภาคประชาสังคมต้องใช้ประโยชน์จากอย่างมีกลยุทธ์
ไม่ใช่ด้วยการรอให้พรรคการเมืองเป็นผู้นำ
แต่ด้วยการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้การไม่ปฏิรูปมีต้นทุนทางการเมืองสูงกว่าการปฏิรูปเสมอ
ท้ายที่สุดแล้ว การปฏิรูปสวัสดิการสังคมไม่ใช่ของขวัญที่พรรคการเมืองมอบให้ประชาชน
แต่คือสัญญาประชาคมที่ประชาชนต้องเรียกร้องและบังคับใช้
จังหวะนี้มีพลังงานทางการเมืองสะสมอยู่มากพอที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้
ขึ้นอยู่กับว่าทุกฝ่ายจะยอมให้มันผ่านพ้นไปอย่างน่าเสียดายอีกครั้ง
หรือจะเลือกที่จะทำให้ห้วงเวลานี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์สวัสดิการของไทย
