ชู้รักน้ำมันแพง | เรื่องสั้น : วัชรินทร์ จันทร์ชนะ
“ดินแดนแห่งความฝันที่สรรพสัตว์ต่างรอคอยความหวังจากสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง หนูสีน้ำเงินเริงร่าหลังจากได้คะแนนนิยมจากฝูงปลาทอง วิ่งลัดเลาะสู่เส้นทางแห่งอำนาจไปเจรจากับมังกรแดง มองเมินงูเขียวหางไหม้ที่ขดกายรออยู่ข้างทาง มังกรแดงลดปีกลงกระซิบรักหนูสีน้ำเงิน สองเงาเคียงกันกลางลานอำนาจ เสือดาวสีส้มเฝ้ามองด้วยดวงตาหม่นอยู่ริมป่าแห่งความหวัง กลางทะเลเหตุผล ผู้เฒ่าเต่าก้าวช้าๆ บอกโลมาสีฟ้าให้สงวนทีท่า งูเขียวหางไหม้ยิ้มบางๆ ซ่อนรอยแค้น รอคิดบัญชี”
“นิทานอะไร ไม่เห็นสนุก” ลูกสาวบอก
“นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า พันธมิตรเกิดขึ้น แปรเปลี่ยนตามกาลเวลา ความสำเร็จอยู่ที่ศิลปะแห่งอำนาจ จังหวะเวลา และหัวใจของผู้คน ในดินแดนที่ผู้คุมกฎไม่พยายามรักษากติกา ผู้ชนะเกม แต่ไม่ชนะใจ ไม่ต่างอะไรจากการยืนอยู่ปากเหว” ผมว่าต่อ
“ไม่อยากฟังนิทานของพ่อ ฟังไม่รู้เรื่อง แม่เล่าให้ฟังดีกว่า” ลูกสาววัยสี่ขวบนอนตรงกลางบอกภรรยาก่อนปีนข้ามพุงภรรยาไปนอนอีกฝั่ง
“นี่ลูก ไม่ใช่ผู้หญิงพวกนั้น ที่ชอบฟังเรื่องแบบนี้” ภรรยาบอก ก่อนหันไปกอดลูก
“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่แสนอบอุ่น มีเด็กหญิงหน้าตาน่ารัก ที่ใครๆ เรียกเธอว่า หนูน้อยหมวกแดง…”
ผมผ่านแต่ละคืนไปอย่างทรมาน นอนนิ่งข้างภรรยา ลูกสาวหลับสนิท ภรรยาถอนหายใจเป็นระยะแทนคำพูด เสียงถอนหายใจของเธอเหมือนคำประณาม เสียงสาปแช่ง
คืนที่ภายนอกเงียบสงบ เหมือนทุกสิ่งหยุดนิ่ง โลกหยุดพัก แต่หัวใจผมกลับไม่เคยได้พักตาม
ผมคิดถึงเธอ ผมคิดแค้นเธอ ผมสับสน ผู้หญิงที่ผมอยากจะถอยห่าง ผมพยายามจะขยับตัวเข้าหาครอบครัวมากขึ้น ยืนยันกับตัวเองว่ารักลูกกับภรรยาที่สุด ทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี แต่เธอทำให้ทุกอย่างพังพินาศ เธอทำให้ผมกับภรรยามีระยะห่างที่ก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง
ผมไม่รู้ว่าเธอรักผม ต้องการผมเป็นของเธอคนเดียว หรือต้องการแก้แค้นผมกันแน่
สี่ปีก่อนผมบอกผู้บังคับบัญชาว่าขอลงชื่อ แต่ขอกลับก่อน ไม่อยู่ร่วมตลอดการสัมมนา ขอไปดูแลภรรยาที่ท้องแก่ใกล้คลอด
ผมขับรถออกจากโรงแรมมุ่งไปหาเธอ แม้ใจหนึ่งจะเป็นห่วงภรรยา
เธอยิ้มทันทีที่เปิดประตูรถ รอยยิ้มหวานทำให้ผมลืมความเป็นห่วงภรรยา
ผมขับรถช้าๆ ไปตามเส้นทางที่จะใช้เวลาอยู่กับเธอบนรถให้นานที่สุด สนทนาเหตุบ้านการเมืองเหมือนที่คุยกันในแชต
“ช่วงนี้ข่าวการเมืองหนักนะ” ผมบอกขณะรถติดไฟแดงยาว ไฟเขียวอีกสองรอบก็คงไม่ผ่านแยกนี้ไปได้ ไม่กี่ครั้งที่ผมเห็นประโยชน์ของรถติด
“ตลกร้ายนะประเทศเรา” เธอว่า “ทั้งประเทศนั่งรอฟังคำตอบจากศาล ทั้งที่รู้คำตอบและรู้ว่าเขาเขียนคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว”
“ศาลถูกเขียนบท” ผมบอก
“ชีวิตเราใครเขียนบท” เธอถาม
“เรากำหนดเอง” ผมบอก
“คนเริ่มตั้งคำถามกันมากขึ้นแล้ว มันสะสมปัญหามานาน ถึงอย่างไรมันต้องประทุออกมา” ผมวกกลับไปเรื่องการเมือง
“ความจริงมันจะปรากฏภายหลัง หลังจากประชาชนต้องรับผลกรรมไปแล้ว และตอนนั้นทำอะไรใครไม่ได้” เธอว่า
“พลังบริสุทธิ์เป็นเสียงข้างน้อย ถูกทำให้ผิดด้วยกฎหมายที่บิดเบี้ยว” เธอบอกอย่างจริงจัง “คนได้รับประโยชน์ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง”
“แค่เราอาศัยความกล้า เริ่มเปลี่ยนที่ตัวเรา ทุกอย่างก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลง” ผมบอก
“ตอนนี้เริ่มมีคนย้ายพรรค วางตัวผู้สมัคร และต่อรองอำนาจกันแล้ว เลือกตั้งใหม่อาจได้หน้าเดิมๆ” เธอว่า “ไม่อยากให้เอาความคิดของคนใกล้ลาโลกมาควบคุมและบริหารโลกยุคใหม่”
“พี่คนหนึ่งที่ไม่เลือกคนเดิมๆ พี่อยากลองของใหม่ ให้โอกาสตัวเอง” ผมบอก
เธอหัวเราะ “พี่พูดเรื่องการเมืองใช่มั้ย”
ผมหัวเราะ ผมมีความสุขกับการโต้คารมณ์กับเธอ หัวเราะกับเรื่องเล็กน้อยเหมือนคนอารมณ์ดี ผมพาเธอเข้าร้านเล็กๆ ไฟสลัว สั่งค็อกเทลให้เธอ และวิสกี้ราคาแพงให้ตัวเอง ทำให้ดูดีมีรสนิยมเหมือนในหนังฝรั่งโรแมนติก
ค็อกเทลแก้วสองผมดึงเธอมาโอบ เธอซบไหล่ สัมผัสไอรักไออุ่นกันและกัน
คืนนั้นที่โรงแรม เราก้าวข้ามเส้นที่ไม่มีวันย้อนกลับมาได้อีก
ทุกสัมผัส ทุกการเคลื่อนไหวของเธอทำให้ผมหลงใหล ผมจมตัวเองลงไปในสิ่งที่รู้ว่าผิด ผมรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นสิ่งที่ผิด
ผมบอกตัวเองว่ายังดีที่ผมรู้จักความถูก-ความผิด ความดี-ความชั่ว ดีกว่าพวกทำชั่วแล้วคิดว่าตัวเองทำดี หลงคิดว่าตัวเองเป็นคนดี
ชีวิตผมควรจะมีความสุข สี่ปีที่ผ่านมาผมพอจะมีความสุขอยู่บ้าง แต่วันนี้ผมเดือดร้อน
ผมไม่ได้เดือดร้อนเพราะความเจ้าชู้ ผมไม่ได้เดือดร้อนเพราะนอกใจภรรยา ผมไม่ได้เดือดร้อนเพราะโชคชะตา แต่เดือดร้อนเพราะความล้มเหลวในการบริหารของรัฐบาล
ความเจ้าชู้มันเดือดร้อนแค่บางคน แต่น้ำมันแพงมันเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
น้ำมันแพง รัฐบาลบอกเพราะสงคราม เพราะกลไกตลาด เพราะไอ้โม่ง ผมถามตรงๆ ว่าแล้วหน้าที่รัฐบาลคืออะไร นั่งมองดูราคาน้ำมันขึ้นรายวันแล้วบอกว่าไม่มีอำนาจแทรกแซง แล้วแบบนี้เราจะมีรัฐบาลไว้ทำหอกอะไร
รัฐบาลบอกให้ประชาชนประหยัด ลดค่าใช้จ่าย ผลักภาระทุกอย่างมาที่ประชาชน
ประชาชนไม่ได้จ่ายแค่ค่าน้ำมัน เขาจ่ายภาษีสรรพสามิตที่รัฐบาลไม่ยอมลด เงินเข้ากองทุนน้ำมันที่บริหารผิดพลาด ต้นทุนที่เกิดจากความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล รัฐบาลที่เด็ดขาดเฉพาะตอนแถลงข่าว รัฐบาลที่ไม่กล้าแตะผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน นี่คือราคาของความล้มเหลว
ชีวิตผมกำลังจ่ายราคาของความล้มเหลว
ผลกระทบจากราคาน้ำมัน ถนนแทบไร้รถ ร้านอาหารไร้ผู้คน สินค้าแข่งกันขึ้นราคา ปุ๋ยขึ้นราคา ภาคขนส่งและเกษตรกระทบหนัก พืชผักผลไม้ราคาตก ต้องปล่อยให้เน่าคาสวนเพราะไม่คุ้มค่าขนส่ง
ผมต้องหยิบยืมเพื่อนเพื่อซื้อปุ๋ยใส่สวนปาล์มที่ต่างจังหวัด โดยคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีนโยบายพลังงานทดแทน ใช้น้ำมันปาล์มแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ปาล์มน้ำมันราคาน่าจะขยับสูงขึ้น
ร้านอาหารที่ภรรยาเป็นหุ้นส่วนที่พยายามประคับประคองมาตลอดต้องปิดชั่วคราว ลูกสาวต้องจ่ายค่าเทอมแสนแพงในโรงเรียนที่ภรรยาเชื่อว่ามีคุณภาพ ภรรยาบอกว่าไม่มีวันส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนที่รัฐบาลให้ค่าอาหารกลางวันมื้อละยี่สิบสองบาท กลุ่มเพื่อนๆ ภรรยาแข่งกันเรื่องที่เรียนและผลการเรียนลูก
ผมทำงานที่บ้านตามนโยบาย “Work From Home” ของรัฐบาล ภรรยาเหมือนคนตกงาน เราอยู่บ้านกันตลอดเดือน
ผมกับเธอกลายเป็นความรักระยะไกล
“คิดถึง แต่ไปไม่ถึง” ผมแชตบอก
“ความรักไม่มีราคา ความรักมีค่าน้อยกว่าราคาน้ำมัน” เธอว่า
“ไม่ถึงขนาดนั้น แต่น้องต้องเข้าใจพี่บ้าง”
“เข้าใจ เข้าใจ เข้าใจ เข้าใจมาตลอดสี่ปี”
ผมเลือกกดอิโมจิร้องไห้แทนคำตอบ
สถานการณ์น้ำมันแพงทำให้ผมถูกบีบบังคับให้อยู่บ้าน เหมือนผมถูกบีบบังคับให้อยู่กับความเป็นจริง ความอึดอัดค่อยๆ ผ่อนคลาย ผมทำงานบ้านทุกอย่างชดเชยบางช่วงเวลาเหมือนคนสำนึกผิด กวาดบ้าน ดูดฝุ่น ซักผ้าปูที่นอน ขัดล้างห้องน้ำ ซ่อมแซมบ้าน งานช่างต่างๆ ที่พอทำได้ รวมทั้งสอนลูกสาวเรื่องการหัดเขียนหัดอ่าน
ผมคิดว่าผมอยู่ในช่วงเวลาสำนึกบาป
คืนครบรอบวันแต่งงาน ลูกสาวหลับไปแล้ว มีเพียงความเงียบ
เธอพูดขึ้นในความมืด “ฉันไม่ได้โกรธที่คุณรักคนอื่น…ฉันโกรธที่คุณยังกลับมานอนข้างฉันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฝืนพยายามจะทำอะไรฉัน ทั้งที่คุณรู้ดีอยู่แก่ใจ”
ผมได้แต่นอนฟัง เพราะไม่มีคำแก้ตัว
ผมได้ยินเสียงสะอื้น ผมเอามือไปจับที่แก้ม เช็ดน้ำตาเธอ จูบเธอเบาๆ
คืนนั้นผมมีอารมณ์จริงๆ และเธอก็สัมผัสได้ เราร่วมรักด้วยความรักกันในรอบหลายปี
ผมไปรับเธอกินข้าว แต่เธอบอกว่าเครียด กินไม่ลง กระเพาะไม่ทำงาน กินเหล้าดีกว่า เหล้าดูดซึมที่กระเพาะโดยไม่ต้องผ่านการย่อย
ผมขับรถมุ่งตรงไปร้านเหล้าร้านนั้น ทุกโต๊ะว่างเปล่า ไม่มีลูกค้า เธอสั่งวิสกี้ราคาแพงที่ผมเคยสั่งจนผมต้องแอบกดโทรศัพท์ดูเงินในบัญชี เราแทบจะไม่คุยอะไรกัน ฟังเพลงไปเรื่อยๆ ผมเปิดโทรศัพท์ดูสนุกเกอร์ย้อนหลังเกมประวัติศาสตร์ที่เอฟ นครนายก พลิกล็อกเอาชนะ รอนนี่ โอซุลลิแวน ได้แชมป์รายการ “เวิลด์ โอเพ่น 2016” ชนะสิบต่อเจ็ดเฟรม แถมยังทำแม็กซิมั่มเบรก เธอบอกให้พนักงานเปิดเพลง “ฝนต้องสาป” ของ ตั๊กแตน ชลดา ทั้งที่ร้านเปิดเพลงสากล ก่อนขับกลับมาส่งเธอที่บ้าน
ผมจอดรถหน้าบ้าน ไม่ดับเครื่อง แสงไฟถนนสีส้มหม่นสะท้อนกระจกหน้า เรานั่งเงียบอยู่พักใหญ่ เสียงแอร์เบาๆ แต่รบกวนสมาธิที่ผมพยายามเรียบเรียงคำพูดอยู่ในหัว
“เราคงต้องห่างกันสักพัก” ผมพูดออกไปทั้งที่ใจจริงอยากบอกว่า “เราคงต้องหยุดกันแค่นี้”
ผมอยากบอกว่า “ผมอยากกลับไปซ่อมสิ่งที่ผมทำพังไว้ที่บ้าน สิ่งที่ผมเคยสร้างมันไว้ แต่ไม่ได้ใส่ใจ”
ผมอยากพูดอะไรที่มันง่ายๆ ให้เธอเข้าใจง่ายๆ แต่มันยากเหลือเกินที่จะพูดออกไป
เธอยิ้มมุมปาก “จะบอกว่าเราจะหยุดกันแค่นี้ใช่มั้ย”
“จะบอกว่าจะกลับไปซ่อมสิ่งที่ทำพังไว้ที่บ้าน” เธอว่าต่อ
“จะบอกว่าพอแล้ว พอแล้ว…” เธอยิ้มเย้ย
ผมกลืนน้ำลาย “ไม่ใช่แบบนั้น”
ผมหลุดคำโง่ๆ ออกไป คำปฏิเสธที่ใครๆ ก็ใช้เมื่อจนมุม
ผมอยากบอกว่า “ผมผิดเองทั้งหมด ผมแค่…ไม่อยากผิดซ้ำอีกแล้ว”
เธอยิ้มมุมปาก “เพิ่งนึกได้ว่ามีครอบครัวเหรอ ลูกสาวกำลังน่ารักน่ะสิ คงอ้อนพ่อน่าดู”
“หรือน้ำมันมันแพงขึ้น คำนวณระยะทางแล้วไม่มีความสัมพันธ์กับหัวใจ” เธอว่าต่อ
“คุณหาสหสัมพันธ์มาแล้วใช่มั้ย” เธอพูดแบบคนเรียนปริญญาโท
เธอเรียกผมว่า “คุณ” ปกติเรียกว่า “พี่”
“ตอนอยากมาคุณขับรถวนทั้งเมือง ขับไปทางรถติด ตอนนี้กลายเป็นคนประหยัดขึ้นมา ประหยัดทุกอย่าง”
ผมจับพวงมาลัยแน่น อดทนที่จะไม่โต้ตอบ จริงๆ แล้วผมไม่มีอะไรจะไปโต้ตอบ ผมเหมือนคนไม่มีสมอง หรือสมองหยุดทำงานชั่วขณะ ผมอยากทำตัวหายไป อยากกดข้ามช่วงเวลานี้ออกไปจากชีวิต
“ขอโทษ” ผมบอก
เธอปลดเข็มขัดช้าๆ ก่อนจะเปิดประตู แต่ยังไม่ลง “ฉันเกลียดคำว่าขอโทษ คุณไม่ต้องขอโทษ คุณไม่ได้ทำผิดอะไร ถูกผิดอยู่ที่สังคมกำหนด ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะไม่ไปวุ่นวายกับครอบครัวคุณ ตราบใดที่ฉันยังรักคุณและรู้สึกว่าคุณยังรักฉันอยู่ และฉันรู้สึกว่าที่ผ่านมาคุณรักฉันจริงๆ”
เธอหันมายิ้มให้ผมอีกครั้ง เป็นยิ้มที่ผมกลัว
