bg-single

สรุปนิสัยและลักษณะเฉพาะของคนไทย ในการศึกษาของรูธ เบเนดิกต์

24.04.2026

คอลัมน์ Agora : กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit

หลังจากที่บทความตอนที่แล้วเรื่อง “นิสัยรักสนุกของคนไทยในทัศนะของนักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน” ที่เผยแพร่ทางมติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ 2383 และทางออนไลน์ตามลิงก์ ได้กล่าวถึงลักษณะความชอบสนุกสนานเฮฮาของคนไทยไปแล้ว

โดยเชื่อมโยงไปถึงคำอธิบายว่าทัศนคติและพฤติกรรมรักสนุกดังกล่าวส่งผลให้ศาสนาพุทธในหมู่ชาวไทยมีลักษณะเฉพาะด้วยเช่นกัน เนื่องจากถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับจริตของตัวเอง เห็นได้จากข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความเข้มงวดในการรักษาศีล 5 เช่น เมื่อจับปลาก็บอกว่าไม่ได้ฆ่า แค่เอาปลาขึ้นมาจากน้ำ เป็นต้น

บทความที่แล้วจบลงตรงศีลข้อ 1 โดยที่ยังไม่ได้เล่าว่าสำหรับศีลข้ออื่นๆ แล้วคนไทยพลิกพลิ้วหลบหลีกข้อห้ามไปเหมือนเช่นข้อ 1 หรือไม่

ซึ่งบทความตอนนี้จะเล่าต่อว่าศาสตราจารย์รูธ เบเนดิกต์ นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน มองว่า ศีลข้ออื่นก็เลี่ยงบาลีหรือถูกละเลยไม่ต่างไปจากข้อ 1 เช่นกัน

ในข้อ 2 นั้นคือห้ามลักทรัพย์ แต่กลับพบว่าสถิติการลักขโมยในไทยมีสูงมาก เขากล่าวว่า กรุงเทพฯ เพียงเมืองเดียวอันมีประชากรราว 750,000 คนในปี พ.ศ.2446-2447 ทว่ามีคดีลักขโมยมากถึง 5,570 คดี สูงกว่าสถิติของพม่าทางตอนใต้ทั้งหมดเสียอีก

ทั้งๆ ที่ประชากรในพม่าตอนใต้มีตั้ง 6 ล้านคน ซึ่งเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ แล้วก็มีจำนวนคนมากกว่าถึง 6-7 เท่า

ส่วนศีลข้อ 3 นั้น เบเนดิกต์มองว่า สังคมไทยในสมัยนั้นมีลักษณะ “ชายเป็นใหญ่” คือบุรุษมีอำนาจเหนือกว่าสตรี

ดังนั้น ผู้ชายอาจนอกใจภรรยาโดยที่ถูกตำหนิติเตียนน้อยกว่า กระทั่งบางทีสังคมสามารถยอมรับได้กับการที่ชายมีหลายเมีย

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเบเนดิกต์อาจมีอคติอยู่เหมือนกัน เห็นได้จากการที่เธอเขียนว่า “ระดับศีลธรรมในความรู้สึกของชาวตะวันตกนั้นสูงกว่า และการหย่าร้างก็มีน้อยมาก”

ซึ่งทัศนะที่ค่อนข้างลำเอียง หรือเข้าข้างตะวันตกมากกว่านั้นอาจไม่ใช่มุมมองเชิงภววิสัยก็ได้ หากแต่เป็นความไม่เข้าใจวิธีคิดและโลกทัศน์ของคนไทยอย่างลึกซึ้งเพียงพอ

จนกลายเป็นมุมมองเชิงอัตวิสัยโดยไม่รู้ตัว

สําหรับศีลข้อ 4 เบเนดิกต์อ้างว่า มีสุภาษิตคำพังเพยมากมายที่สะท้อนให้เห็นถึงสัจธรรมเรื่องการพูดปดมดเท็จในสังคมไทย เช่น “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” ซึ่งชี้แนะว่าอย่าไปเชื่อคำพูดของคนมากนัก หากยังไม่ได้ประจักษ์แจ้งแก่ตาตนเอง

หรือ “สิ่งที่คนพูดกันนั้น ต้องเอา 5 หาร” ก็ชี้ให้ระวังคำพูดของคน

ที่หนักที่สุดน่าจะเป็นคำว่า “ลิ้นยาวจนตวัดถึงใบหู” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางการทูต ตามที่เบเนดิกต์อ้างว่ามีรัฐบุรุษอาวุโสของไทยกล่าวว่า การเป็นนักการทูตที่ดีนั้นไม่เพียงแต่ต้องตวัดลิ้นถึงใบหูได้เท่านั้น แต่ยังต้องสามารถตวัดรอบให้ได้ถึง 7 รอบ

ซึ่งแนวคิดเช่นนี้คือเครื่องยืนยันว่าคนไทยมองการพูดปดเป็นเรื่องปกติที่จำเป็นต้องทำ

สุดท้ายคือศีลข้อ 5 ซึ่งเป็นการห้ามดื่มสุราหรือของมึนเมานั้น

เบเนดิกต์คิดว่า ในความเป็นจริงแล้วศีลข้อนี้แทบไม่ได้เป็นข้อห้ามในสังคมไทยเลย

เนื่องจากคนไทยมองว่าการกินเหล้าสนุกสนานเฮฮาไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอะไร

มิหนำซ้ำหากไม่มีสุราเมรัยในงานเลี้ยงก็กลายเป็นว่าผู้ร่วมงานจะไม่ได้ฉลองกันอย่างเต็มที่

ดังนั้น สุราจึงเป็นของที่อยู่คู่กับเทศกาล งานมงคล งานรื่นเริง ตลอดจนงานนักขัตฤกษ์ต่างๆ อย่างเป็นปกติ

และร้านขายเหล้าก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของเมืองหรือชุมชนเลยทีเดียว

กล่าวโดยสรุปก็คือ คนไทยเป็นคนง่ายๆ สบายๆ ไม่คิดอะไรมาก ไม่เคร่งครัดเรื่องระเบียบวินัย เป็นกันเอง ชอบเสี่ยงโชค และรักความสนุกสนานเฮฮาเป็นชีวิตจิตใจ

ถ้าพูดในศัพท์แสงแบบปัจจุบันก็คือเป็น “คนชิลๆ” (Chill) นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีโลกทัศน์ที่โอนอ่อนต่อความอาวุโส การอุปถัมภ์ และมีสำนึกเรื่องชนชั้นหรือลำดับชั้นทางสังคมตามวัฒนธรรมและจารีตประเพณีที่สืบเนื่องมาแต่โบราณกาล

ลักษณะเช่นนี้เป็นจริตของคนไทยที่ดำรงอยู่ ทว่าไม่ได้หยุดนิ่ง

คือแม้ไม่สูญหายแต่ในขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของกระแสสากลที่ไหลบ่าเข้ามาจากต่างประเทศ

ซึ่งเบเนดิกต์ได้สรุปนิสัยและลักษณะเฉพาะของคนไทยเอาไว้ในตอนปิดเล่มของหนังสือเรื่อง “วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย” (Thai Culture and Behavior) เอาไว้ว่า

“ความมั่นคงทางจิตใจซึ่งทำให้คนไทยมีความรุ่งเรือง สนุกสนานเฮฮาได้ง่าย และไม่มีความรุนแรงนั้นปลูกฝังกันมานานตั้งแต่วัยเด็ก ทั้งปล่อยให้เด็กกระทำสิ่งใดๆ ได้ตามความพอใจ โดยไม่มีการจัดระเบียบวินัย ทั้งในด้านการกินอยู่หลับนอนและการหัดใช้ส้วม รวมทั้งไม่ให้ความสนใจในพฤติกรรมการเล่นอวัยวะเพศในเด็ก แม้ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้สนใจติดตามกังวลต่อเหตุร้าย คนไทยมีศรัทธาที่ว่า โดยพื้นฐานแล้วโลกย่อมไม่โหดร้ายต่อตนเองนัก คนไทยสนุกสนานกับการเสี่ยงโชค และชอบอยู่เฉยๆ มากกว่าทำงานหนัก”

สําหรับลักษณะของสังคมไทยที่ยังเป็นลำดับชั้น คือมีชนชั้นวรรณะ ทว่าไม่ได้แข็งทื่อตายตัวแบบในอินเดีย หากแต่มีอยู่ในสำนึกทางสังคมซึ่งยอมรับลำดับสูงต่ำมาตั้งแต่ในระดับครอบครัว อันเป็นหน่วยทางสังคมขั้นมูลฐาน เฉกเช่นเดียวกับสังคมเอเชียอื่นๆ ที่สืบทอดความคิดความเชื่อกันมาช้านาน

ลำดับชั้นทางสังคมนั้นหมายรวมไปถึงความคิดเรื่อง “อาวุโส” ด้วย น้องต้องเคารพนับถือพี่ บุตรธิดาเคารพยกย่องบิดามารดา ลูกศิษย์ลูกหาอ่อนน้อมต่อครูบาอาจารย์ เป็นต้น

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงคำว่า “อำนาจ” นิยามของคำนี้ในสังคมไทยจึงไม่ตรงกับความหมายของชาวตะวันตก และแยกไม่ขาดจากวัฒนธรรมตลอดจนประเพณีปฏิบัติที่อยู่ในสังคมจริง

ดังที่เบเนดิกต์ได้กล่าวไว้ว่า

“(คนไทย) ยอมรับฐานะรอง ซึ่งได้ถูกจัดลำดับชั้นไว้ให้ตั้งแต่ในวัยเด็กตามลำดับอายุภายในครอบครัว ไม่มีครอบครัวใดที่มีอำนาจตามแนวคิดแบบตะวันตก หรือไม่มีบิดามารดาที่เคร่งระเบียบวินัย คนไทยยอมรับการเคารพนับถือตามการจัดลำดับชั้นโดยปราศจากความขุ่นข้องหมองใจ คนไทยยังไม่มีพฤติกรรมลงโทษตนเอง รวมถึงคนไทยชอบความรื่นเริงและการพักผ่อนหย่อนใจ”

และอีกตอนหนึ่งซึ่งเบเนดิกต์ยกมาจาก “บันทึกเรื่องราวของจีนสมัยราชวงศ์หมิง” ที่ได้บรรยายลักษณะของแดนสยามเอาไว้ว่าเป็นสังคมที่มีลำดับชั้นลดหลั่นกันเป็นจำนวนมาก

ดังที่ระบุในบันทึกว่า “ประชาชาติแบ่งออกเป็นสิบชนชั้น นับตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินลงมายังประชาชนพลเมือง” เป็นต้น

หนังสือของเบเนดิกต์เผยแพร่ครั้งแรกในปี พ.ศ.2486 หรือเมื่อ 83 ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยมีพลวัตเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยนั้นมากมาย

อย่างไรก็ตาม อุปนิสัยและโลกทัศน์ของคนไทยในภาพรวมก็ยังคงใกล้เคียงกับครั้งอดีต

ตัวอย่างเช่น สำนึกของผู้คนในเรื่องของนายกับบ่าว อันเป็นความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ที่ทำให้ลำดับชั้นทางสังคมยังคงดำรงอยู่เสมอ แม้ว่าจะมีกฎหมายเลิกทาสประกาศใช้ออกมาในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วก็ตาม

เดิมทีทาสเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคม ซึ่งในปี พ.ศ.2448 อันเป็นปีที่ประกาศเลิกทาสนั้น จำนวนประชากรของสยามเป็นทาสมากถึง 25% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของทั้งประเทศ โดยเบเนดิกต์อ้างข้อความจากงานของเลอ เมย์ (Le May A : 141) ที่บรรยายเรื่องทาสในสยามยุคนั้นเอาไว้ว่า

“หากทาสพบนายที่ดี ทาสย่อมพอใจที่จะอยู่ในเรือนนั้นต่อไป เพราะทาสได้รับประโยชน์เป็นอันมากจากการกระทำเช่นนั้น อาทิ การได้รับการคุ้มครองและอาหารตอบแทนการรับใช้ ด้วยเหตุที่มีความรู้ภาษาไทยอยู่เล็กน้อย ข้าพเจ้าแทบจะไม่สงสัยเลยว่า ทาสส่วนมากกลายเป็นทาสโดยการขายและโดยการผูกพันตนและครอบครัวของตนไว้กับครอบครัวของบุคคลสำคัญๆ ซึ่งจะทำให้ตนได้บารมีด้วยเป็นข้าของคนผู้นั้น”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!