นิสัยรักสนุกของคนไทยในทัศนะของนักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน
คอลัมน์ Agora : กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เทศกาลสงกรานต์ที่เวียนกลับมาในทุกเดือนเมษายนของทุกปีได้ชวนให้ผมนึกถึงหนังสือคลาสสิคเล่มหนึ่งซึ่งอธิบายลักษณะเฉพาะของคนไทยโดยภาพรวม
หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย” (Thai Culture and Behavior) ผู้เขียนคือศาสตราจารย์รูธ เบเนดิกต์ (Ruth Fulton Benedict) นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน
เจ้าของหนังสือระดับตำนานอีกเล่มหนึ่งคือ “The Chrysanthemum and the Sword” (ดอกเบญจมาศและดาบ – ดาบที่ว่านี้หมายถึงดาบญี่ปุ่นหรือดาบซามูไรนั่นเอง)
หนังสือวัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทยของรูธ เบเนดิกต์ นั้นเป็นงานที่ใช้วิธีวิทยาทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Anthropology) และได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในวงวิชาการด้านไทยศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามเย็น ผ่านการเผยแพร่จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) ได้รับการแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยพรรณี ฉัตรพลรักษ์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2524
ก่อนจะได้รับการพิมพ์ซ้ำในอีกสี่สิบปีต่อมาโดยสำนักพิมพ์มติชนเมื่อปี พ.ศ.2564 พร้อมกับการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วน
หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนคือภาคหนึ่งและภาคสอง
ภาคหนึ่งกล่าวถึงประเพณีดั้งเดิม ศาสนา และวัยผู้ใหญ่
ส่วนภาคสองกล่าวถึงวัยเด็ก และลักษณะพิเศษบางประการของคนไทย ได้แก่ ชีวิตที่รักความสนุกสนาน ใจเย็น และความมีอำนาจของชาย
สำหรับบทความนี้จะหยิบยกมาเฉพาะหัวข้อ “ชีวิตที่รักความสนุกสนาน” มาเล่าสู่กันฟัง เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเนื้อที่
โดยรูธ เบเนดิกต์ เปิดฉากเนื้อหาของบทนี้ด้วยการบรรยายลักษณะนิสัย ตลอดจนพฤติกรรมของคนไทยที่พบเห็นได้ทั่วไปเอาไว้ว่า
“คนไทยใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน และการสังสรรค์ฉันมิตรกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็มักเป็นไปอย่างง่ายๆ คนไทยทักทายกันเมื่อผ่านพบกันตามแม่น้ำลำคลอง รวมถึงถนนหนทางก็เต็มไปด้วยความรื่นเริง การต้อนรับขับสู้ที่คนไทยมอบแก่คนต่างถิ่นนั้นไร้ซึ่งเจตนาร้ายและเปี่ยมไปด้วยเมตตาจิต”
หนังสือของรูธ เบเนดิกต์ เผยแพร่ครั้งแรกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2486 ซึ่งตรงกับสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยุคแรก อันเป็นช่วงเวลาที่โลกยังอยู่ในระหว่างการทำสงครามโลกครั้งที่ 2 นับถึงปัจจุบันก็เป็นเวลาถึง 83 ปีเข้าไปแล้ว
แต่ถึงกระนั้นภาพที่รูธ เบเนดิกต์ สาธยายออกมาก็แทบไม่ต่างจากภาพของคนไทยในปัจจุบัน
คนไทยยังคงสนุกสนาเฮฮาและสามารถหัวเราะเล่นหัวกับคนแปลกหน้าได้อย่างง่ายดาย แม้ลดน้อยลงมากในเมืองใหญ่ แต่เมื่อเทศกาลรื่นเริงอย่างเช่นสงกรานต์เคลื่อนผ่านมาถึงก็ดูเหมือนว่าภาพเช่นนี้ยังคงเด่นชัดไม่ว่าจะเป็นชุมชนของหัวเมืองใหญ่ ใจกลางเมืองกรุง หรือในชนบทห่างไกลในต่างจังหวัดก็ตาม
โดยรูธ เบเนดิกต์ อ้างถึงถ้อยคำของนักวิชาการคนอื่นเอาไว้ในหนังสือวัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทยด้วย
เช่น คำกล่าวของแคมป์เบลล์ที่ว่า “คนไทยแทบจะไม่กังวลกับความยุ่งยากใด” กับ “คนไทยใช้ชีวิตโดยประมาทด้วยความสุข”
และถ้อยคำของเกรแฮมที่ว่า “ทุกคนต่างจ่ายเงินกันอย่างมีความสุข”
ช่วงเวลาที่วันหยุดต่างๆ เวียนมาถึงก็คือโอกาสที่คนไทยจะได้สนุกสนานรื่นเริงกันอย่างเต็มที่
และเนื่องจากเทศกาลและวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ในเมืองไทยนั้นมีมากมายและหลากหลายอย่างยิ่ง ก็เลยทำให้สังคมไทยเต็มไปด้วยงานรื่นเริงที่บางครั้งผู้คนก็แสดงออกอย่างสุดเหวี่ยงตามจริตของตน
ลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้คนไทยไม่เหมือนใครหรืออย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่าแตกต่างจากชาวตะวันตก
โดยรูธ เบเนดิกต์ เขียนเอาไว้ว่า
“งานนักขัตฤกษ์ของไทยเป็นงานบันเทิงรื่นเริง และเป็นงานที่ทำให้รู้สึกสนุกสนาน ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานพระราชพิธีพืชมงคล งานนมัสการพระพุทธบาท พิธีโกนจุกหรืองานฌาปนกิจ ล้วนแต่มีวงมโหรี การแสดงละคร และการจุดดอกไม้ไฟ ทั้งมีของขบเคี้ยวให้ทุกคนรับประทานมากมาย และมักจะมีการละเล่นที่ส่งเสียงอึกทึกครึกโครมทั้งที่งานออกร้านและเทศกาลสาธารณะ”
นอกจากนี้รูธ เบเนดิกต์ ยังบรรยายถึงพฤติกรรมขี้เหล้าเมาสุราที่มาพร้อมกับนิสัยรักสนุกของคนไทยด้วย พร้อมทั้งอธิบายว่าเหตุใดคนไทยถึงไม่ค่อยติดฝิ่นเท่าใดนัก ในขณะที่คนจีนกลับติดฝิ่นมากกว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะรูธ เบเนดิกต์ มองว่าฝิ่นทำให้อ่อนเพลีย เซื่องซึม ง่วงเหงาหาวนอน แทนที่จะทำให้คึกคักแบบกินเหล้าเมาสุรา ดังข้อความที่หนังสือสาธยายไว้ว่า
“คนไทยรู้สึกว่าชีวิตนั้นช่างรื่นรมย์เสียจนยากที่จะลืมความสนุกสนานจากการดื่มเหล้าหรือสูบฝิ่น คนไทยชอบดื่มเหล้าเพราะเหล้าทำให้สบายใจแต่ไม่ทำให้เกิดความอ่อนเพลีย ต่างจากฝิ่นที่มีแต่ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ปัญหาการสูบฝิ่นจึงไม่เป็นเรื่องน่ากังวลในสังคมคนไทย ทว่า คนจีนในประเทศไทยสูบฝิ่นกันมากและสูบโดยไม่คำนึงถึงข้อบังคับประการใดของรัฐบาล แต่ปรากฏว่าคนไทยไม่ใคร่สนใจสูบฝิ่นนัก คนไทยไม่เสพติดฝิ่น เพราะฝิ่นขัดต่อความสำราญอันเป็นกิจวัตรประจำวันของชีวิต”
รูธ เบเนดิกต์ มองว่าการที่คนไทยมีลักษณะนิสัยรักสนุกดังกล่าวได้ส่งผลให้คนไทยดัดแปลงหรือปรับเปลี่ยนแนวคิดทางพระพุทธศาสนาให้เข้ากับอุปนิสัยและโลกทัศน์ของตนเอง ทำให้หลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธมีความเปลี่ยนแปลงไปจากแนวคิดดั้งเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตแบบไทยๆ
ซึ่งรูธ เบเนดิกต์ เขียนข้อความในส่วนนี้ว่า “ความสามารถอันฝังรากลึกในการสร้างความสนุกสนานเสรีแก่ชีวิตนั้น ได้ทำให้พุทธศาสนาของไทยแตกต่างไปจากหลักการใช้ชีวิตในทัศนะของพระบรมศาสดา”
เมื่อหลักธรรมคำสอนถูกบิดเปลี่ยนออกไปจากแนวทางเดิมจึงทำให้พฤติกรรมหลายอย่างของชาวพุทธไทยย้อนแย้งหรือสวนทางกับแก่นของพุทธดั้งเดิมที่มาจากอินเดีย เกิดเป็นลักษณะเฉพาะของพุทธศาสนาแบบไทยๆ ที่มีคำอธิบายแก้ต่างให้กับตัวเองสำหรับการดำเนินชีวิตบางอย่างที่ไปด้วยกันไม่ได้กับศีล 5
เช่น เมื่อจะฆ่าสัตว์และกินเนื้อสัตว์ก็เกิดคำอธิบายแบบเลี่ยงบาลีว่าสัตว์นั้นไม่ได้ถูกฆ่า หากแต่ตายตามธรรมชาติ เป็นต้น
ดังข้อความของรูธ เบเนดิกต์ ที่อ้างอิงถึงงานของเกรแฮมและอลาบาสเตอร์มาอีกทอดหนึ่ง โดยเขียนไว้ว่า
“คนไทยตีความศีล 5 กันไปตามพฤติกรรม ศีล 5 นั้นได้แก่ (1) ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คนไทยถือปฏิบัติตามกฎข้อนี้อย่างคิดเข้าข้างตนเอง เพราะคนไทยยังคงต้องทำประมง รับประทานปลาทุกวัน และไม่งดเว้นเนื้อในเมื่อสามารถซื้อหาได้ โดยหลักนั้นถือว่าปลาไม่ได้ถูกฆ่า หากแต่ถูกนำมาจากในน้ำ ปลาจึงตายตามธรรมชาติ และไม่มีใครต้องรับผิดชอบ (Graham II : 38)”
สำหรับชนชั้นสูงก็ยังมีพฤติกรรม ตลอดจนข้ออ้างในการอธิบายการกระทำของตน ที่แตกต่างจากชนชั้นล่างอีกด้วย โดยชนชั้นสูงไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าสัตว์ด้วยตัวเอง และมีทางเลือกว่าจะซื้อสัตว์แบบใดมาเป็นอาหารได้บ้าง เพราะฉะนั้นจึงสามารถหาคำอธิบายในการซื้อเนื้อสัตว์มากินเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดบาป และถึงแม้การซื้อเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่ามากินจะเป็นบาปก็ตาม แต่ก็สามารถหลีกเลี่ยงการทำบาปได้หากสัตว์นั้นตายเองหรือตายมาก่อนหน้านั้นแล้ว เช่นนี้ถือว่าไม่ได้เป็นการทำบาปแต่อย่างใด โดยรูธ เบเนดิกต์ เขียนบรรยายไว้ว่า
“การรับประทานเนื้อสัตว์ของชนชั้นสูงมีความแตกต่างออกไปบ้าง กล่าวคือ ไม่ว่าใครที่สั่งให้คนจากตลาด หรือสั่งให้คนรับใช้ของตนไปตลาดเพื่อซื้อสัตว์ชนิดหนึ่งๆ หรือซื้อเนื้อสัตว์บางชนิดที่ผ่านการฆ่ามาแล้วล้วนแต่เป็นบาป แต่หากซื้อสัตว์หรือสัตว์ปีกที่ตายมาก่อนแล้วก็นับว่าไม่เป็นบาป (Alabaster : 60)”
อ่านต่อฉบับหน้า
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
