บทความพิเศษ
‘รหัส’ จากหนังสือ
เห็น ‘คน’ ทะลุถึง ‘สังคม’
สยาม ก่อนปี 2475
แปลกอย่างยิ่งที่เมื่อนึกถึงภาพของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ คนรุ่นหลังมักนึกถึงภาพครั้งที่สวมพวงมาลัยตอนเดินออกจากคุกบางขวางเมื่อปี พ.ศ.2500
เป็นภาพที่มีอายุ 52 ปี
แปลกยิ่งกว่านั้นที่แม้ภาพของ “ศรีบูรพา” จะโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งพร้อมกับการ ปรากฏขึ้นของนวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ขณะที่มีคนจำนวนไม่น้อยผูกพันอยู่กับนวนิยายเรื่อง “จนกว่าเราจะพบกันอีก”
รวมถึงนวนิยายเรื่อง “แลไปข้างหน้า” มากกว่า
ทั้งหมดล้วนเป็น “ภาพ” ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และเป็น “ภาพ” ของ “ศรีบูรพา” ซึ่งมีลักษณะตกผลึกแล้วในทางความคิด
เป็น “ภาพ” ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เมื่อผ่านการร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานคณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทย เป็น “ภาพ” ของ “ศรีบูรพา” เมื่อนำเสนอเรื่องสั้น “ขอแรงหน่อยเถอะ” ผ่านนิตยสาร “ปิยมิตร” ยุค ประยูร หอมวิไล และสุธรรม์ นาวานุเคราะห์ อันทรงความหมายยิ่ง
เมื่อดำรงอยู่เช่นนี้ภาพของ YOUNG กุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่เป็น “คนหนุ่ม”จึงเลือนรางในความรู้สึกของคนรุ่นหลัง
ไม่ว่ารุ่นเดือนตุลาคม 2516 ไม่ว่ารุ่นพรรคอนาคตใหม่
จาก มาโนช รักสมาคม
ถึง โกมล ดุสิตสมิต
ถามว่าหากย้อนรำลึกถึง กุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่เป็น “คนหนุ่ม” เราจะเริ่มจากตรงไหน
เริ่มที่ภาพของ มาโนช รักสมาคม แห่งนวนิยายเรื่อง “ลูกผู้ชาย”
หรือภาพของ โกมล ดุสิตสมิต แห่งนวนิยายเรื่อง “ปราบพยศ”
แน่นอน ย่อมมิใช่ภาพของ จันทา โนนดินแดน แห่งนวนิยายเรื่อง “แลไปข้างหน้า” อย่างเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน ก็ย่อมมิใช่ภาพของ “นพพร” ผู้สร้างความประทับใจให้กับ ม.ร.ว.กีรติ เมื่อเดินทางเยือนมิตาเกะในบรรยากาศแห่งนวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” อย่างเด็ดขาด
น่าสนใจก็ตรงที่นวนิยายเรื่อง “ลูกผู้ชาย” เขียนและพิมพ์เป็นเล่มในปี 2471
ขณะ กุหลาบ สายประดิษฐ์ อายุ 23 ปี สะสมประสบการณ์พอสมควรจากการร่วมงานใน “สำนักรวมการแปล” และการเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร “เสนาศึกษา และแผ่วิทยาศาสตร์”
ความน่าสนใจก็ตรงที่นวนิยายเรื่อง “ปรายพยศ” ตีพิมพ์เป็นตอนผ่านนิตยสาร “สุภาพบุรุษ” เมื่อปี 2472 และพิมพ์เป็นเล่มในปีเดียวกัน
เป็นการเขียนและตีพิมพ์ในห้วงซึ่ง “ศรีบูรพา” อายุ 24 ปี
เป็นวัยหนุ่มอย่างแน่นอนและเป็นวัยหนุ่มอัน พ.เนตรรังสี นักเขียนใน “กลุ่มสุภาพบุรุษ” คนหนึ่งกล่าวไว้ในหนังสือ “คนขายหมึก” สะท้อนให้เห็นทั้งวิถีดำเนินและความคิดของคนเขียนหนังสือใน พ.ศ.2472 อย่างเด่นชัด
ต้องอ่าน
นักเขียน นักหนังสือพิมพ์
ในยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์
สมัยนั้น หนังสือพิมพ์ไม่ต้องซื้อเรื่อง เขียนกันอย่างคนกินอุดมคติ มีหนังสือเป็นสนามเขียนเอาชื่อเสียงก็ดีแล้ว
เงินทองได้มา เจ้าของและบรรณาธิการเขาไม่ได้เอาไปไหนหรอก
จ่ายค่ากระดาษบ้าง ค่าคนงานเรียงพิมพ์ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ บ้าง เหลือก็กินกันไป เที่ยวกันไป
เที่ยวกันแทบไม่เว้นแต่ละคืน ยังกะลูกเศรษฐีแน่ะ
แล้วก็เที่ยวที่โก้ๆ หรูๆ แถวราชวงศ์เสียด้วย อย่างถนนเกสร ถนนสีลมน่ะ ไม่ไปให้เสียเวลาหรอก
ยังเป็นป่าเป็นดง ไปให้ผีหลอกตายนะซี
เรื่องเงิน เรื่องทอง เป็นของนอกกาย ไม่สำคัญ พวกเราถือกันว่ายังงั้น เมื่อได้เงินมาก็ช่วยกันจับจ่ายใช้สอยให้หมดไป
แล้วก็หามาใหม่
หรือมันก็มีมาใหม่ เพราะตราบใดที่หนังสือยังออกจำหน่าย ปากกายังอยู่ในมือ ตราบนั้นก็อาจหาเงินได้เสมอ
เพื่อนคนหนึ่งเขาว่าอย่างนี้
จะเป็นใครเสียอีกล่ะครับที่พูดอย่างนี้ ก็ผู้เขียนเรื่อง “สงครามชีวิต” หรือ “ลูกผู้ชายนั่นแหละ”
วัยหนุ่ม ของ “ศรีบูรพา”
คือ โกมล ดุสิตสมิต
เรื่องราวของ “คนขายหมึก” ก่อนตีพิมพ์เป็นเล่ม พ.เนตรรังสี เขียนเป็นตอนๆ ลงในนิตยสาร “ฟ้าเมืองไทย” ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์
เป็นการเขียนถึงชีวิตของ “คนหนุ่ม” ในยุค 2472
นี่ย่อมเป็นท่วงทำนองการใช้ชีวิตในแบบของ โกมล ดุสิตสมิต แห่งนวนิยายเรื่อง “ปราบพยศ” มากยิ่งกว่าท่วงทำนองการใช้ชีวิตในแบบของ มาโนช รักสมาคม แห่งนวนิยายเรื่อง “ลูกผู้ชาย” อย่างไม่ต้องสงสัย
คนหลังแม้จะนามสกุล “รักสมาคม” แต่ก็มักจะหมกมุ่นอยู่กับตำราเรียนและประสบความสำเร็จกระทั่งได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ
คนแรก โกมล ดุสิตสมิต เป็นนักเรียนกฎหมายที่ชมชอบอยู่ตามร้านกาแฟนรสิงห์และโรงละครอันหรูหรา นาม “โกมล” อาจได้แรงบันดาลใจจาก “เจ้าสำนักรวมการแปล”
ขณะที่ “ดุสิตสมิต” ไม่น่าจะมาจาก “ชมเราก็แทงคิว ผิวะฉิวก็ซอรี” เท่านั้น
ก็บทบาทอันโลดโผนโจนทะยานของนักเรียนกฎหมายอย่างโกมล ดุสิตสมิต นี่แหละที่เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของ ยศ วัชรเสถียร
ยศ วัชรเสถียร เจ้าของนวนิยายขนาดสั้นเรื่อง “ชาติชาย”
การทำความเข้าใจในบทบาทของโกมล ดุสิตสมิต กับ มาโนช รักสมาคม จึงสำคัญยิ่ง
ไม่ว่าในทาง “ความคิด” หรือในทาง “การเคลื่อนไหว” ใช้ชีวิต
ภาพประชาบาล ผดุงวิทย์
ภาพร้านกาแฟนรสิงห์
ขณะที่ “ศรีบูรพา” เปิดฉากแรกของบทที่ 1 ในนวนิยายเรื่อง “ลูกผู้ชาย” ให้เห็นภาพของฝนที่กำลังเทลงมาจั๊กๆ เสียงฟ้าร้องคำรนคำรามอย่างน่ากลัว
อากาศมืดครึ้มและเยียบเย็น ถนนรองเมืองนองไปด้วยน้ำ
เด็กๆ ในโรงเรียนประชาบาล “ผดุงวิทย์” ชวนกันเล่นหมากเก็บและมอญซ่อนผ้า และบ้างก็จับกลุ่มเล่านิทานสู่กันฟังในห้องเรียน
แทนการกระโดดโลดเต้นข้างนอกในเวลาหยุดพักกลางวัน
เป็นการเปิดเรื่องก่อนจะพาไปให้ได้รู้จักกับ ด.ญ.รำพัน จันทนวิโรจน์ และ ด.ช.มาโนช รักสมาคม
คนแรกเป็นบุตรีเจ้าคุณบำเรอหทัยราช
ขณะที่คนหลังเป็นบุตร นายเอิบ ซึ่งมีอาชีวะเป็นช่างไม้ธรรมดาคนหนึ่ง
แต่กับบทที่ 1 ในนวนิยายเรื่อง “ปราบพยศ” อันเป็นการเขียนในอีก 1 ปีต่อมากลับเปิดเรื่องด้วยความตื่นเต้นระทึกใจยิ่ง
เป็น “เสียงห้ามล้อรถถูกกดดังครืด!
โกมล ดุสิตสมิต ชายหางตาไปทางรถเฟียตตอนเดียวทาสีเทาซึ่งจอดเทียบอยู่ข้างรั้วกาแฟนรสิงห์ ห่างจากโต๊ะที่เธอนั่งเพียงเล็กน้อย
นัยน์ตาทั้งคู่แลจับคนขับอย่างไม่กะพริบ
“เฟลิร์ตอย่างวายร้าย!” โกมลกระซิบบอกเพื่อนซึ่งนั่งประจันหน้ากันอยู่ “หันไปดูหน่อยซิ รังสรรค์ ผู้หญิงอะไรสวยบาดตาบาดใจอย่างนี้
ไม่เคยพบ!”
เป็นอีกโลกอย่างสิ้นเชิงระหว่างโลกของ ด.ช.มาโนช รักสมาคม กับ โลกของ โกมล ดุสิตสมิต
