จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
‘เม่น’ เป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่งที่มีมาแต่โบราณ เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอนพลายงามเดินทาง กวีบรรยายว่า
“อิเห็นเม่นหมีหมู่ชะมด กระจงจดจ้องกีบดูหยิบหย่ง
ละมั่งระมาดผาดเผ่นออกจากพง กะสู้ส่งซัดกระทิงออกวิ่งโทง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
อาจารย์ศุภร บุนนาค และ ดร.สุริยา รัตนกุล ให้รายละเอียดของ ‘หมูเม่น’ หรือ ‘เม่น’ ไว้ในหนังสือเรื่อง “สุนทรียภาพจากเจ้าฟ้ากุ้ง” ว่า
“ใครไม่เคยเห็นเม่นก็หาดูได้ตามร้านเครื่องยาสด ตัวมันนั้น เมื่อมันรังควานไร่พืชผลเขาหนักหนา เขาก็ยิงมันแล้วนำมาเผาทั้งหนังเสียก่อน พอขนไหม้ก็ขูดหนังทิ้ง นำเนื้อไปกิน มันหยดยิ่งกว่าหมูเสียอีก มันมีอาวุธสำคัญคือขนที่แหลมและแข็ง ยาวถึงขนาดใช้ถักไหมพรมได้ สัตว์ใหญ่เช่นเสือนั่นแหละ ถ้าเซ่อซ่าจะตะปบมัน เคยมีที่โดนมันสลัดขนถูกตาบอด ขนติดตาอยู่จนคนจับได้ก็มี”
มาถึงตรงนี้ ‘ขนแหลมๆ แข็งๆ ของเม่นสามารถสลัดออกมาทำร้ายศัตรู หรือผู้คุกคามได้แน่หรือ?’
ความเชื่อของคนส่วนใหญ่ดูจะสวนทางกับความเป็นจริงตามธรรมชาติ ลองพิจารณาข้อมูลจาก “เฟซบุ๊ก สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ที่มติชนออนไลน์นำมาลงไว้เมื่อ 25 พฤศจิกายน 2564 เวลา 17.10 น. ดังนี้
“ขนของเม่นมี 3 ชั้น แต่ละชั้นจะทำหน้าที่ต่างกัน ชั้นในสุดจะเป็นขนที่หนานุ่ม ทำหน้าที่ให้ความอบอุ่น ชั้นที่สองเป็นขนหยาบ ปกคลุมขนชั้นในอีกที และชั้นสุดท้ายเป็นขนแข็ง ใช้สำหรับป้องกันตัวจากศัตรู
เนื่องจาก ‘เม่น’ มีลักษณะตัวอ้วนกลม ทำให้เคลื่อนไหวได้ช้า เมื่อเจอกับสัตว์นักล่า เม่นจะหันหลังใส่แล้ววิ่งหนี แต่ถ้าศัตรูยังตามตื๊ออยู่ มันจะใช้ขนหนามที่แหลมและแข็งแรงนี้กระแทกใส่ศัตรูเพื่อเป็นการป้องกันตัว ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่าเม่นจะสลัดขนใส่ ตรงกันข้าม มันเลือกที่จะพองขนและสั่นขนขู่ เพื่อเตือนให้ศัตรูล่าถอย ศัตรูของเม่นส่วนใหญ่ที่โดนขนของเม่นปัก เกิดจากการที่พวกมันเข้าไปจู่โจมเม่นในระยะประชิดตัว ขนของเม่นเลยปักติดไปกับพวกมันด้วย
ขนของเม่นจะหลุดออกจากตัวเม่นได้ง่าย เนื่องจากมันไม่ได้ยึดติดกับลำตัวแน่นมาก แต่เมื่อขนเม่นไปปักอยู่บนผิวหนังของศัตรูแล้วจะทำให้หลุดได้ยาก เพราะบริเวณปลายขนแหลมๆ ของเม่นจะมีหนามขนาดเล็กมากๆ เรียงซ้อนกันอยู่ในทิศทางตรงข้าม ทำให้มันยึดเกาะกับเนื้อเยื่อได้ดี
สัตว์นักล่าบางตัวก็ตกเป็นเหยื่อของเม่นได้เหมือนกัน เพราะเคยมีกรณีที่เสือดาวโดนขนของเม่นปักทะลุปอดจนทำให้เสียชีวิตมาแล้ว หรือจะเป็นงูหลามที่พลาดท่ากลืนเม่นไปทั้งตัว จนทำให้ตัวเองตาย”
จะเห็นได้ว่า แท้จริงแล้วเม่นมิได้สลัดขน แต่ ‘พองขน’ ‘สั่นขน แกว่งหาง’ เพื่อขู่ และกระแทกขนที่ปกคลุมทั่วร่างใส่ศัตรูที่จู่โจมใกล้ตัวเพื่อป้องกันตัว ขนแข็งๆ แหลมๆ ของมันอาจจะหลุดติดตัวศัตรู ดูเผินๆเหมือนเม่นสลัดขนใส่นั่นเอง
มติชนออนไลน์ยังให้รายละเอียดทางการแพทย์ที่น่าสนใจอีกด้วยว่า
“ขนของเม่นยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ทั้งไทยและเทศ ในวงการแพทย์แผนไทยเคยใช้ขนเม่นปรุงเป็นยาแก้พิษต่างๆ ส่วนในต่างประเทศได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับขนเม่นที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในวงการแพทย์อีกมากมาย เช่น การทำเข็มฉีดยาที่ทำให้เจ็บน้อยลง และการทำกาวที่เชื่อมติดเนื้อเยื่อภายในให้แน่นขึ้น แทนการใช้ไหมเย็บ”
‘กาญจนาคพันธุ์’ เล่าถึงบทบาทด้านยาของขนเม่นไว้ในหนังสือเรื่อง “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 ว่า
“ข้าพเจ้าเห็นที่บ้านเขาใช้ป้ายตา คือเวลาตาเจ็บ (ไม่ใช่ตาแดง) เขามียาเหลวๆ เหมือนครีม ป้ายติดเข้าที่ขนเม่นห่างจากปลายราวสององคุลี แล้วป้ายที่ลูกตาเจ็บ”
นอกจากนี้ขนเม่นยังเป็นเครื่องมือ หรือ ‘ตัวช่วยเสริมสวย’ ในสมัยโบราณ ใช้กับเส้นผมโดยเฉพาะ ดังกรณีของตัวละครหญิง เช่น นางพิมพิลาไลยก่อนจะไปงานบุญเทศน์มหาชาติ ก็อาบน้ำแต่งกาย เสื้อผ้าหน้าผมให้พร้อมออกงาน ดังที่กวีบรรยายว่า “ทาแป้งแต่งไรใส่น้ำมัน ผัดหน้าเฉิดฉันดังนวลแตง” ‘ไร’ หรือ ‘ไรผม’ หมายถึง รอยที่ถอนผมออกแล้ว ‘ได้แก่ รอยถอนผมเป็นวงกลมรอบกระหม่อมบนหัว ไรนี้ใช้แหนบถอนเอาจึงเป็นทางบนหัวที่ไม่มีผมขึ้น’ (จาก “ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ‘ขนเม่น’ เป็นอุปกรณ์แต่งไรผม ผู้หญิงใช้ต่างไม้สอยไรผม ดังที่หนังสือ “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 บันทึกว่า
“นอกจากหวีบนพานก็มีมีดโกน แหนบ และขนเม่น ขนเม่นใช้เกี่ยวกับไรผมแบบโบราณ ‘แต่งไร’ ก็คือรักษารอยไรในระหว่างผมที่ตั้งขึ้นข้างบนกับผมที่หวีลาดลงมาทางต้นคอให้สะอาด ไม่ให้ผมข้างบนตกลงมาข้างล่าง ไม่ให้ข้างล่างขึ้นไปยุ่งกับข้างบน เขามี ‘ขนเม่น’ สำหรับเขี่ยเรียกว่าสอย”
วรรณคดีบางเรื่องระบุไว้เลยว่า สาวชาววังระดับพระมเหสีใช้ ‘ขนเม่น’ สอยผม จัดแต่งเส้นผมให้เข้าที่ ได้รูปทรงตามแบบทรงผมยอดนิยมสมัยนั้น ดังที่บทละครนอกเรื่อง “คาวี” รัชกาลที่ 2 ทรงเล่าถึงนางคันธมาลี พระมเหสีวัยดึกของท้าวสันนุราช เมื่อขึ้นเฝ้าก็ ‘จัดเต็ม’ ตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยใช้ขนเม่น ลักษณะเป็นเส้นแข็งยาวปลายเรียวแหลมบรรจงสอยผมบนกระหม่อมทีละเส้นๆ จนเข้ารูปตามต้องการ
“กระจกตั้งนั่งส่องมองดูเงา จับเขม่ากันไรไปล่ปลิว
หวีกระจายรายเส้นขนเม่นสอย ผัดหน้านั่งตะบอยบีบสิว”
เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงรำพันถึงสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญรอด (ต่อมาคือ ‘สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี’ พระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 2) ไว้ใน “กาพย์เห่ชมผลไม้” ว่าทรงใช้ขนเม่นสอยพระเกศา หรือสอยเส้นผม
“๏ ผลเกดพิเศษสด โอชารสล้ำเลิศปาง
คำนึงถึงเอวบาง สางเกศเส้นขนเม่นสอย ฯ”
ไม่เพียงแต่ใช้ขนเม่นเสริมสวยเส้นผมในสมัยก่อน สมัยนี้ยังใช้ขนเม่นเป็นอุปกรณ์ในการทอผ้าตีนจก “พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” ให้คำจำกัดความ ‘ตีนจก’ ว่า “น. ชื่อเชิงซิ่นที่ทอด้วยวิธีจกลายโดยใช้ขนเม่นควักด้วยเส้นยืน แล้วสอดไหมหรือด้ายทำเป็นลวดลาย แล้วนำมาเย็บติดกับตัวซิ่น, เรียกซิ่นที่มีเชิงเช่นนั้นว่า ซิ่นตีนจก ปัจจุบันบางร้านขายใน Shopee ระบุชื่อสินค้าว่า ‘ผ้าซิ่นตีนจกขนเม่น’
นอกจากนี้ยังมีสินค้าสารพัดอย่างทำจากขนเม่นขายทางออนไลน์ เช่น ปิ่นปักผม ทุ่นตกปลา ขนเม่นลงอาคม พลังจิต ฯลฯ หรือขายขนเม่นเป็นกองๆ ก็มี กองละ 3 – 4 อัน 5 – 6 อัน 7 – 10 อัน ฯลฯ ขนาดความยาวมีตั้งแต่ 6 นิ้วครึ่ง ไปจนถึง 10 นิ้ว
ขายปลีก ขายส่ง สนใจทักแชตได้
